Loading…

แพ้ยา มีผื่นขึ้นรุนแรง คืออะไร

แพ้ยา มีผื่นขึ้นรุนแรง คืออะไร

นศภ. ธีรวิชญ์ อัชฌาศัย นักศึกษาฝึกปฏิบัติงานคลังข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

99,035 ครั้ง เมื่อ 1 วันที่แล้ว
2017-03-03

แพ้ยา คือปฏิกิริยาผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายต่อยาที่ใช้ สามารถเกิดขึ้นได้กับยาทุกประเภทแต่ไม่ได้เกิดกับทุกคน จะเกิดขึ้นเฉพาะบางคนที่มีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไวต่อยามากกว่าปกติ โดยการแพ้ยาสามารถแบ่งได้ 2 ประเภทใหญ่ตามระยะเวลาที่เกิดได้แก่ การแพ้ยาแบบเฉียบพลัน และการแพ้ยาแบบไม่เฉียบพลัน 
 
ภาพจาก : http://img.webmd.com/dtmcms/live/webmd/consumer_assets/
site_images/articles/health_tools/childhood_skin_problems_slideshow/phototake_roseola_infantum_skin_rash.jpg 
Severe cutaneous adverse drug reactions (SCARs) คือการแพ้ยาอย่างรุนแรงซึ่งแสดงออกมาในรูปแบบอาการทางผิวหนัง จัดอยู่ในประเภทการแพ้ยาแบบไม่เฉียบพลัน เป็นอาการไม่พึงประสงค์จากยาที่มีอัตราการเกิดน้อย แต่มีความรุนแรงและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ การแพ้ยาแบบ SCARs แบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่ Steven-Johnson syndrome (SJS), toxic epidermal necrolysis (TEN), drug reaction with eosinophilia and systemic symptoms (DRESS) และ acute generalized exanthematous pustulosis (AGEP) ซึ่งแต่ละประเภทจะมีลักษณะอาการและความรุนแรงแตกต่างกัน 
จากฐานข้อมูลของศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัยด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพของประเทศไทยช่วงปี 2527-2552 พบผู้ป่วยแพ้ยาแบบ SJS และ TEN เป็นจำนวนทั้งสิ้นรวม 8,507 ราย โดยอาการที่เกิดขึ้นพบว่าร้อยละ 2.5 เสียชีวิตและภายหลังที่ผู้ป่วยได้รับการรักษามีเพียงร้อยละ 24.8 หายเป็นปกติโดยไม่มีร่องรอย เดิม1 ในส่วนของการแพ้ยาแบบ AGEP และ DRESS นั้นไม่มีการศึกษาติดตามอุบัติการณ์ที่จัดทำขึ้นในประเทศไทยแต่การแพ้ยาทั้งสองแบบนั้นก็มีอัตราการเสียชีวิตที่สูงถึงร้อยละ 1-2 และร้อยละ 10 ตาม ลำดับ2,3 จากข้อมูลอุบัติการณ์ที่กล่าวมาข้างต้นนี้จะเห็นได้ว่าการแพ้ยาประเภทนี้มีอัตราการเสียชีวิตสูง และถึงแม้จะรักษาหายก็ยังคงหลงเหลือร่องรอยเดิมไว้ แต่อย่างไรก็ตามสามารถลดความรุนแรงได้หากสามารถหยุดยาที่สงสัยว่าแพ้และมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลได้เร็ว ดังนั้นการทราบถึงอาการและยาที่มีอุบัติการณ์ของการแพ้ยามาก จึงมีความสำคัญและสามารถลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้3 โดยผื่นแพ้ยาแบบรุนแรงทั้ง 4 ประเภทนี้มีลักษณะดังต่อไปนี้ 
ผื่นแพ้ยาแบบ AGEP สามารถเกิดขึ้นหลังจากได้รับยาที่เป็นสาเหตุครั้งแรกประมาณ 1-2 วัน อาการแพ้ลักษณะนี้นั้นมีลักษณะเป็นผื่นนูนแดงทั่วตัวร่วมกับตุ่มหนองขนาดเล็ก (pustule) กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก โดยตุ่มหนองขนาดเล็กนั้นมักจะขึ้นบริเวณข้อพับเช่น รักแร้ ขาหนีบ นอกจากนั้นผู้ป่วยมักจะมีไข้สูงและมีความผิดปกติของผลตรวจเลือดด้วย4,5 โดยยาที่เป็นสาเหตุของการเกิดผื่นแพ้รูปแบบนี้ที่พบได้บ่อยได้แก่ ยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนนิซิลิน (penicillin antibiotics) และยาปฏิชีวนะกลุ่มแมคโครไลด์ (macrolide antibiotics) 5 
ในส่วนของการแพ้ยาแบบ DRESS สามารถเกิดขึ้นหลังจากได้รับยาที่เป็นสาเหตุครั้งแรกประมาณ 2-6 สัปดาห์ แต่ในบางครั้งอาจพบได้หลังจากได้รับยานานถึง 8 สัปดาห์ โดยผู้แพ้จะมีลักษณะอาการแสดงของผื่นที่ไม่จำเพาะ ส่วนใหญ่จะเป็นผื่นลักษณะนูนและราบสีชมพู-แดง ร่วมกับไข้สูง (ตั้งแต่ 38.5 องศาเซลเซียสเป็นต้นไป) ต่อมน้ำเหลืองโต หน้าบวม และมีอาการผิดปกติของอวัยวะภายในเช่น ตับอักเสบ รวมถึงความผิดปกติของผลตรวจเม็ดเลือดขาวด้วย4,5 โดยยาที่เป็นสาเหตุของการเกิดผื่นแพ้รูปแบบนี้ที่พบได้บ่อยได้แก่ ยาฆ่าเชื้อกลุ่มซัลฟา (sulfonamide antibacterial) ยากันชักกลุ่มอะโรมาติก (aromatic anti-convulsant) ยารักษาโรคเก๊าท์อัลโลพูรินอล (allopurinol)5 
สุดท้ายการแพ้ยาแบบ SJS และ TEN เป็นการแพ้ยาที่มีลักษณะอาการเหมือนกันแต่แตกต่างกันในด้านความรุนแรง สามารถเกิดหลังจากที่ผู้ป่วยได้รับยาที่เป็นสาเหตุครั้งแรกประมาณ 1-3 สัปดาห์ โดยอาการระยะเริ่มแรกผู้ป่วยจะรู้สึกปวด เจ็บ หรือแสบไหม้บริเวณผิวหนัง มีไข้ อ่อนเพลีย และเริ่มมีผื่นแดงคล้ำตรงกลางมีสีเข้มวงรอบนอกมีสีจางกว่าและริมสุดสีแดงลักษณะคล้ายเป้าธนู (target lesion) ขึ้นบริเวณลำตัว แขนและขา หลังจากนั้นจะมีการหลุดลอกของผิวหนังลักษณะคล้ายแผลไฟไหม้ ซึ่งใน SJS จะมีการหลุดลอกของผิวหนังน้อยกว่าร้อยละ 10 ของร่างกาย แต่หากมีการหลุดลอกมากกว่าร้อยละ 30 จะจัดเป็น TEN โดยอาการแสดงอีกอย่างที่พบได้บ่อยในผู้ป่วย SJS และ TEN คืออาการบวม แสบและลอกของเนื้อเยื่ออ่อนโดยเฉพาะบริเวณตา ปาก คอและอวัยวะเพศ4,5 โดยยาที่เป็นสาเหตุของการเกิดผื่นแพ้รูปแบบนี้ที่พบได้บ่อยได้แก่ ยาฆ่าเชื้อกลุ่มซัลฟา ยากันชักกลุ่มอะโรมาติก ยาต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตอรอยด์ (NSAIDs) ยารักษาโรคเก๊าท์อัลโลพูรินอล ยาต้านไวรัสเอชไอวีเนวิราปีน (nevirapine)5 
ในบางกรณีเราสามารถใช้วิธีการทางเภสัชพันธุศาสตร์เพื่อดูว่าผู้ป่วยมียีนที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการแพ้ยาบางชนิดหรือไม่ก่อนเริ่มการให้ยา เช่นการตรวจยีนก่อนเริ่มยาคาร์บามาซีปีน (carbamazepine) ซึ่งเป็นยากันชักกลุ่มอะโรมาติกที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแพ้ยาที่มีผื่นแบบรุนแรงได้สูง6 ส่วนในกรณีที่มีการสงสัยว่ามีการแพ้ยาเกิดขึ้นแต่อาการแพ้ที่เกิดขึ้นนั้นไม่รุนแรง หลังอาการแพ้ยาหายดีแล้วแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพ้ยาอาจจะให้ผู้ป่วยทำการทดสอบทางผิวหนังเรียกว่าแพ็ทเทสต์ (patch test) ซึ่งเป็นการทดสอบโดยการนำแผ่นพลาสเตอร์ที่มีสารตัวอย่าง (ในกรณีนี้คือยาที่สงสัยว่าแพ้) มาปิดไว้บริเวณต้นแขนหรือแผ่นหลัง เพื่อเป็นการทดสอบว่าผู้ป่วยแพ้ยาตัวนั้นจริงหรือไม่ โดยทั่วไปแพ็ทเทสต์ใช้เวลาประมาณ 2-4 วันเพื่ออ่านผล และเป็นการทดสอบที่ปลอดภัย ทั้งนี้อาจเกิดผลข้างเคียงจากการทดสอบได้เช่น ผื่นแดงบริเวณบริเวณที่ทำการทดสอบซึ่งสามารถหายได้เอง7 
แต่สุดท้ายแล้วหากมีความจำเป็นที่จะต้องรับประทานยาที่มีความเสี่ยงในการก่อให้เกิดการแพ้ยาแบบรุนแรง แนะนำให้สังเกตอาการที่สงสัยว่าจะเป็นอาการแพ้ยาอย่างรุนแรงเช่น มีผื่นขึ้นร่วมกับมีไข้สูง หน้าบวม มีภาวะแสบและลอกของผิวหนังและ/หรือเนื้อเยื่ออ่อน มีผื่นขึ้นร่วมกับตุ่มหนองขนาดเล็กจำนวนมาก เพื่อให้สามารถหยุดยาและรีบมาพบแพทย์เพื่อทำการรักษาได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ในกรณีที่เคยเกิดการแพ้ยาแล้วควรแจ้งแพทย์ เภสัชกร หรือทันตแพทย์พร้อมยื่นบัตรแพ้ยาทุกครั้งก่อนเข้ารับบริการเพื่อป้องกันการเกิดแพ้ยาซ้ำและสามารถใช้ยาได้อย่างปลอดภัย 
 

แหล่งอ้างอิง/ที่มา
  1. วิมล สุวรรณเกศาวงษ์. รายงานการเกิดภาวะผื่นผิวหนังรุนแรงจากการใช้ยา: SJS/TEN ฐานข้อมูลศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัยด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ (ระหว่างปีพ.ศ. 2527-2552). ข่าวสารด้านยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ 2554;14:28-4.
  2. Saksit N, Suttisai S, Piriyachananusorn N, Tiwong P, Tassaneeyakul W. Causative Drugs and Pattern of Severe Cutaneous Adverse Drug Reactions in Phrae Hospital. Thai J Pharmacol. 2016;38:15-14
  3. Konyoung P, Tassaneeyakul W. Incidence of Drug induced-Acute Generalized Exanthematous Pustulosis (AGEP) Reported in Udonthani Hospital. Srinagarind Med J. 2014;29(3):283-4
  4. Roujeau JC, Allanore L, Liss Y, Mockenhaupt M. Severe cutaneous adverse reactions to drugs (SCAR): Definitions, diagnostic criteria, genetic predisposition. Dermatol Sin. 2009;27:203-9
  5. Roujeau JC, Stern RS. Severe adverse cutaneous reactions to drugs. N Engl J Med. 1994;331(19):1272-85.
  6. Wang Q, Zhou J, Zhou L, Chen Z, Fang Z, Chen S, et al. Association between HLA-B*1502 allele and carbamazepine-induced severe cutaneous adverse reactions in Han people of southern China mainland. Seizure 2011;20:446-8.
  7. Barbaud A. Skin testing and patch testing in non-IgE-mediated drug allergy. Curr Allergy Asthma Rep. 2014 Jun;14(6):442.

บทความที่ถูกอ่านล่าสุด

ไตวายระยะสุดท้าย ... การรักษาแบบประคับประคอง 5 วินาทีที่แล้ว
บริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว..ลดปวดหลัง ลดโอกาสหกล้ม 8 วินาทีที่แล้ว
วัคซีนโควิด-19 ตอนที่ 3 : การพัฒนาสู่รูปแบบที่ไม่ใช้เข็มฉีดยา 10 วินาทีที่แล้ว
น้ำมันระเหยยากที่ใช้ในเครื่องสำอาง 15 วินาทีที่แล้ว
มะรุม พืชที่ทุกคนอยากรู้ 20 วินาทีที่แล้ว
สมุนไพรกับยาแผนปัจจุบัน..กินด้วยกันดีมั้ย? 25 วินาทีที่แล้ว
แอสไพริน (aspirin) 25 วินาทีที่แล้ว
รู้ทันเรื่องโรคไข้นกแก้ว (Psittacosis) 35 วินาทีที่แล้ว
โกรทฮอร์โมน ยาต้านความชรา? 40 วินาทีที่แล้ว
ปวดไมเกรน ... ระวัง ปัญหายาตีกันของ ergotamine 45 วินาทีที่แล้ว

อ่านบทความทั้งหมด

เกี่ยวกับคณะเภสัชศาสตร์
คลังความรู้สู่ประชาชน บทความความรู้สู่ประชาชน บทความความรู้สู่ประชาชน

ความสำเร็จของวิชาชีพเภสัชกรรม เกิดจากความรู้ที่สามารถทำให้ผู้บริโภคยา มีการเสี่ยงต่ออันตรายจากยาที่ใช้ให้น้อยที่สุด แต่ได้รับผลในการป้องกัน หรือบำบัดโรคมากที่สุด

ความสำเร็จของวิชาชีพเภสัชกรรม เกิดจากความรู้ที่สามารถทำให้ผู้บริโภคยา มีการเสี่่ยงต่ออันตรายจากยาที่ใช้ให้น้อยที่สุด แต่ได้รับผลในการป้องกัน หรือบำบัดโรคมากที่สุด
ประดิษฐ์ หุตางกูร
คณบดีท่านแรกของคณะเภสัชศาสตร์

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

447 ถนนศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
Copyright © 2021 - 2026
งานเทคโนโลยีสารสนเทศฯ คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล
การใช้และการจัดการคุกกี้
เราใช้เทคโนโลยีคุกกี้เพื่อช่วยให้เว็บไซต์ทำงานได้อย่างถูกต้อง การเปิดให้ใช้คุณสมบัติทางโซเชียลมีเดีย และเพื่อวิเคราะห์การเข้าเว็บไซต์ของเรา