|
ท่ามกลางปัญหา โรคอ้วน!!! ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การแสวงหาวิธีลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วมาก โดยเฉพาะการใช้ “ปากกาลดน้ำหนัก” จึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายดังที่เห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ อย่างไรก็ตามสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ออกมาเตือนว่า การนำปากกาลดน้ำหนักไปใช้ในคนทั่วไปเพื่อความสวยงาม รวมถึงการปรับขนาดยาและวิธีการฉีดด้วยตนเอง ถือเป็นการใช้ยาผิดวัตถุประสงค์และอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ เช่น ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ไตวาย ถุงน้ำดีอักเสบ ภาวะซึมเศร้า กล้ามเนื้อฝ่อลีบ และที่สำคัญ คือ ทำให้น้ำหนักดีดกลับอย่างรวดเร็ว หรือ โยโย่เอฟเฟกต์[1,2] ผู้อ่านลองมาทำความเข้าใจไปด้วยกันว่ายานี้ทำให้เกิดโยโย่เอฟเฟกต์ได้อย่างไร
ปากกาลดน้ำหนัก หรือที่หลายคนเรียกว่า “ปากกาคุมหิว” เป็นยากลุ่มใหม่ที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคอ้วน ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์เลียนแบบฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างขึ้นเองตามธรรมชาติจากลำไส้ เรียกชื่อสั้น ๆ ว่า จี-แอล-พี-วัน (GLP-1) โดยยาจะเข้าไปในสมองเพื่อบอกให้ร่างกายทราบว่า “รู้สึกอิ่มแล้ว” และยังช่วยกระตุ้นการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อน ตัวอย่างยาที่บรรจุอยู่ในปากกาลดน้ำหนัก ได้แก่ liraglutide, semaglutide และ tirzepatide[3] แต่ยากลุ่มนี้เป็นยาฉีดและต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถอ่านได้จากบทความเรื่อง ยาลดน้ำหนักรุ่นใหม่...ปลอดภัยหรือไม่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/dic/knowledge_full.php?id=82
ทั้งนี้ข้อมูลการศึกษาในผู้ที่อ้วนหรือน้ำหนักเกิน (ค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 25 กิโลกรัมต่อตารางเมตร) พบว่าปากกาลดน้ำหนักมีประสิทธิภาพช่วยลดน้ำหนักได้ดี แต่อย่างไรก็ตามน้ำหนักจะเริ่มคงที่หลังใช้ยาไปแล้วช่วงหนึ่งดังแสดงในตาราง
|
ยา |
ผู้ป่วยที่อ้วนแต่ไม่เป็นเบาหวาน |
ผู้ป่วยที่อ้วนและเป็นเบาหวาน |
ระยะเวลาที่น้ำหนักเริ่มคงที่ |
|
Liraglutide[4,5] |
ลดน้ำหนักได้ 8% |
ลดน้ำหนักได้ 6% |
สัปดาห์ที่ 56 |
|
Semaglutide แบบฉีด[6,7] |
ลดน้ำหนักได้ 16% |
ลดน้ำหนักได้ 9.6% |
สัปดาห์ที่ 68 |
|
Tirzepatide*[8,9,10] |
ลดน้ำหนักได้ 15-20% |
ลดน้ำหนักได้ 20% |
สัปดาห์ที่ 72 |
*Tirzepatide เป็นยารุ่นใหม่ ซึ่งนอกจากจะออกฤทธิ์คล้าย GLP-1 แล้วยังมีฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมน gastric inhibitory polypeptide (GIP) ทำให้ยานี้มีผลลดน้ำหนักได้มากที่สุด
ข้อมูลจากงานวิจัยพบว่าหลังหยุดใช้ปากกาลดน้ำหนักจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มกลับขึ้นมาได้ ซึ่งหลายคนชอบเรียกกันติดปากว่า “โยโย่” เช่น หลังหยุด semaglutide ภายใน 1 ปี น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 11-12% แม้น้ำหนักโดยรวมจะยังต่ำกว่าก่อนเริ่มยาอยู่บ้าง[11] และเมื่อเปรียบเทียบยาทั้ง 3 ชนิด พบว่าผู้ที่เคยใช้ liraglutide มีน้ำหนักตัวเพิ่มกลับมาหลังหยุดยาเฉลี่ยประมาณ 2 กิโลกรัม ส่วนผู้ที่เคยใช้ semaglutide หรือ tirzepatide มีน้ำหนักตัวเพิ่มกลับมาเฉลี่ยประมาณ 9 กิโลกรัม[12]
หลังหยุดใช้ปากกาลดน้ำหนักร่างกายจะตอบสนองในทิศทางตรงกันข้ามกับผลของยา นั่นคือ อาจเกิดภาวะหิวบ่อย อิ่มยาก ควบคุมการกินได้ลดลง และร่างกายสะสมไขมันได้ง่ายขึ้น จนส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น[13]
(ภาพสร้างจาก Canva โดย รพีกัญญ์ บุญช่วย)
ภาวะน้ำหนักดีดกลับอย่างรวดเร็วหลังลดน้ำหนักหากเกิดซ้ำหลายครั้งเรียกว่า weight cycling ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคคาร์ดิโอเมตาบอลิกอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น 28% ไขมันพอกตับ 28% เบาหวานชนิดที่สอง 23% และภาวะหัวใจล้มเหลวประมาณ 54%[14] แต่ยังไม่มีรายงานที่ชัดเจนว่าสามารถเพิ่มจำนวนผู้ป่วยที่ต้องได้รับการผ่าตัดกระเพาะสาเหตุจากโรคอ้วน แม้การเกิด weight cycling จะเพิ่มการสะสมไขมันในร่างกายก็ตาม[15] รวมถึงไม่พบรายงานประสิทธิภาพในการใช้ปากกาลดน้ำหนักเฉพาะในคนที่มีภาวะโยโย่เอฟเฟกต์ ว่ามีประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่พบภาวะนี้หรือไม่
ระหว่างใช้ปากกาลดน้ำหนักควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตร่วมด้วย เพื่อช่วยให้หลังจากหยุดยาแล้วไม่เกิดโยโย่เอฟเฟกต์ วิธีเหล่านี้จะช่วยให้รักษาน้ำหนักใหม่ได้ดีกว่าการหยุดยาแบบฉับพลันโดยไม่ปรับพฤติกรรม[16,17] ได้แก่
1. สร้างนิสัยการกินที่ยั่งยืน ไม่พึ่งยาอย่างเดียว เช่น
- กินให้เป็นเวลา ไม่งดอาหารมื้อหลัก
- เลือกทานอาหารให้ครบทั้งผัก โปรตีน และคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่เหมาะสม
- ฝึกกินอย่างมีสติ รับรู้ความหิว-อิ่มของร่างกาย กินช้า เคี้ยวให้ละเอียด และหยุดเมื่ออิ่มพอดี
- วางแผนมื้ออาหารล่วงหน้า เพื่อลดการกินตามอารมณ์หรือความหิวฉับพลัน
2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยเฉพาะ weight training เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อ
3. ติดตามและดูแลพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยรักษาน้ำหนักและพฤติกรรมสุขภาพในระยะยาว
4. วางแผนลดยาอย่างค่อยเป็นค่อยไปร่วมกับแพทย์ผู้ดูแล
ปากกาลดน้ำหนักช่วยให้น้ำหนักตัวลดลงได้ดี แต่ไม่ได้รักษาโรคอ้วนให้หายขาด เมื่อหยุดใช้ยาน้ำหนักตัวมีโอกาสเพิ่มกลับขึ้นมาได้ โดยเฉพาะการหยุดยาแบบกะทันหันโดยไม่เตรียมตัวปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจะยิ่งเสี่ยงโยโย่มากขึ้น ดังนั้นการปรับพฤติกรรมการกิน การออกกำลังกาย และการดูแลต่อเนื่อง ประกอบกับการวางแผนลดยาอย่างค่อยเป็นค่อยไปร่วมกับแพทย์ จึงเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อให้สามารถคงน้ำหนักตัวได้ดีและมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว
|
|