|
ไข้หวัดใหญ่ (influenza) เป็นการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันที่เกิดจากไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดเอหรือบี (influenza virus A/B) ซึ่งสามารถแพร่กระจายได้ง่ายผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งหรือผ่านละอองฝอยในอากาศ เช่น การไอ จาม เมื่อติดเชื้อทำให้เกิดอาการตั้งแต่เล็กน้อยไปจนรุนแรงถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตได้โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีเสี่ยงสูง เช่น เด็กเล็ก สตรีมีครรภ์ ผู้มีโรคประจำตัวและ ผู้สูงอายุ แต่ในผู้ป่วยสุขภาพดีทั่วไป (ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ไม่มีโรคร่วมที่เสี่ยงสูงต่ออาการแทรกซ้อนรุนแรง หรือไม่มีอาการรุนแรงจากการติดเชื้อ) ส่วนใหญ่สามารถหายได้เองใน 1 สัปดาห์ การระบาดของไข้หวัดใหญ่เกิดได้ทั้งปีโดยเฉพาะในประเทศที่มีสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้นอย่างประเทศไทย
หลาย ๆ คนมักจะสับสนระหว่างอาการของไข้หวัดใหญ่กับอาการไข้หวัดธรรมดา (common cold) เพราะมีความคล้ายคลึงกัน อย่างไรก็ตามอาการแสดงของทั้งสองภาวะมีความแตกต่างกันในบางจุด ซึ่งเราสามารถแยก อาการเบื้องต้นได้ดังตารางด้านล่าง โดยหากอาการมีความเข้ากันได้กับอาการแสดงของไข้หวัดใหญ่ ควรมีการยืนยันการติดเชื้อด้วยด้วยชุดทดสอบการติดเชื้อ (ATK) ที่ครอบคลุมการตรวจไข้หวัดใหญ่
|
ความแตกต่าง |
ไข้หวัดใหญ่ |
ไข้หวัดธรรมดา |
|
ความเร็วของการเกิดอาการ |
รวดเร็ว |
ค่อย ๆ เกิด (2-3 วัน) |
|
ไข้ |
พบบ่อย มักเป็นไข้สูงลอย (≥ 38 องศาเซลเซียส) นาน 3-4 วัน |
พบไม่บ่อยและมักเป็นไข้ต่ำ (< 38 องศาเซลเซียส) |
|
ไอ |
ไอแห้งรุนแรง |
ไอแห้ง แต่ไม่รุนแรงมาก |
|
ปวดกล้ามเนื้อ |
มาก มักปวดทั่วตัว |
เล็กน้อยหรือไม่ปวดเลย |
|
อ่อนเพลีย |
มาก และอาจคงอยู่ได้นาน 2-3 สัปดาห์ |
เล็กน้อย หายเร็ว |
|
ปวดหัว |
พบบ่อย |
พบไม่บ่อย |
|
คัดจมูก น้ำมูกไหล จาม เจ็บคอ |
พบบ้าง |
พบบ่อย |
ผู้ที่ติดเชื้อส่วนมากมักหายได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาล แต่ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล คือ กลุ่มผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลเพื่อป้องกันอาการแทรกซ้อนรุนแรงซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม ได้แก่
- กินได้น้อยจนมีภาวะขาดน้ำที่ชัดเจน
- ซึมลงหรือมีอาการผิดปกติทางระบบประสาท
- หายใจลำบาก หอบเหนื่อย หรือมีการใช้กล้ามเนื้อคอ หน้าอก กระบังลมเพื่อช่วยหายใจมากผิดปกติ
- ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ หรือความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือดต่ำกว่า 95%
- การทำงานของหัวใจและปอดบกพร่อง เช่น หัวใจล้มเหลวเฉียบพลันที่เป็นภาวะแทรกซ้อนจากเชื้อไวรัส หรือภาวะช็อก
- ผู้สูงอายุ (อายุ > 65 ปี) หรือเด็กเล็ก (อายุ < 2 ปี)
- ผู้ป่วยโรคอ้วน (BMI > 30 kg/m2)
- หญิงตั้งครรภ์หรือหลังคลอดไม่เกิน 14 วัน
- ผู้ป่วยโรคหอบหืดหรือปอดอุดกั้นเรื้อรัง
- ผู้ป่วยที่มีภาวะของโรคที่ทำให้สูญเสียการทำงานทางระบบประสาท เช่น เส้นเลือดสมองแตก/ตีบ หรือมีการบาดเจ็บของไขสันหลัง
- ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของการพัฒนาทางระบบประสาทที่เริ่มในวัยเด็ก เช่น ผู้ที่มีพัฒนาการช้า ผู้ป่วยโรคลมชัก
- ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด
- ผู้ป่วยเบาหวาน โรคไต หรือโรคตับ
- ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ (เช่น ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัส HIV ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด) หรือต้องใช้ยากดภูมิ
Oseltamivir (โอ-เซล-ทา-มิ-เวียร์) เป็นหนึ่งในยาต้านไวรัสที่มีความเจาะจงกับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส คล้ายยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่อื่น ๆ ได้แก่ favipiravir, baloxavir marboxil, peramivir และ zanamivir ที่อาจมีใช้เช่นกันแต่ได้รับความนิยมน้อยกว่า โดยทั่วไปไม่แนะนำให้ใช้ oseltamivir เพื่อการป้องกันการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ โดย oseltamivir ที่ขึ้นทะเบียนในประเทศไทยขณะนี้ ประกอบไปด้วย
- ยี่ห้อทามิฟลู (Tamiflu) ขนาด 75 มิลลิกรัม ของบริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด
- ยาจีพีโอ-เอ-ฟลู (GPO A-Flu) ขนาด 30, 45 และ 75 มิลลิกรัม ขององค์การเภสัชกรรม
วิธีการรับประทาน oseltamivir แสดงในตาราง โดยผลข้างเคียงของยาที่อาจพบ ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง จึงแนะนำให้รับประทานพร้อมอาหารเพื่อลดผลข้างเคียงดังกล่าว
|
ขนาดยาในผู้ใหญ่ |
ขนาดยาในเด็ก |
|
75 มิลลิกรัม ทานวันละ 2 ครั้ง
|
พิจารณาตามน้ำหนักตัว > 40 กิโลกรัม: 75 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง 23-40 กิโลกรัม: 60 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง 15-23 กิโลกรัม: 45 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง < 15 กิโลกรัม หรืออายุ > 1 ปี: 30 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง โดยทานติดต่อกัน 5 วัน |
ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกรายที่จะได้รับยาตัวนี้เพื่อรักษาไข้หวัดใหญ่ กลุ่มผู้ป่วยที่อาจหรือจำเป็นต้องได้รับ oseltamivir หรือยาต้านไวรัสตัวอื่น ๆ ได้แก่
- เป็นผู้ป่วยที่มีอาการมาแล้วไม่เกิน 2 วัน (48 ชั่วโมง) เนื่องจาก oseltamivir ถ้ายิ่งให้เร็วจะมีประสิทธิภาพในการรักษาที่ดียิ่งขึ้น โดยประสิทธิภาพจะดีที่สุดหากให้ภายใน 12 ชั่วโมง และการเริ่ม oseltamivir หลังมีอาการไปแล้วนานกว่า 48 ชั่วโมง ไม่ช่วยทำให้หายจากไข้หวัดใหญ่เร็วขึ้น
- เป็นผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง หรือเป็นผู้ป่วยในกลุ่มความเสี่ยงสูงต่ออาการแทรกซ้อน เนื่องจากการได้รับ oseltamivir สามารถช่วยลดระยะเวลาของโรคและความเสี่ยงของการเกิดอาการแทรกซ้อนได้
- ประเด็นอื่น ๆ ตามดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา ถ้าหากอาการไม่เข้ากับเกณฑ์ที่ได้ระบุไว้ข้างต้นข้อใดข้อหนึ่ง ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ oseltamivir
บางคนอาจมีประสบการณ์เป็นไข้หวัดใหญ่แล้วพอจะทราบว่าต้องทานยาต้านไวรัส หรือบางคนอยากซื้อไว้ติดบ้านไว้เผื่อเวลาที่เป็น เลยพยายามจะหาซื้อจากร้านขายยา แต่ข้อเท็จจริง คือ ร้านขายยาไม่สามารถจำหน่าย oseltamivir ได้ เนื่องจาก oseltamivir จัดเป็น “ยาควบคุมพิเศษ” ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 ให้ใช้ได้ภายในสถานพยาบาลและต้องสั่งจ่ายยาภายใต้การวินิจฉัยว่าเป็นไข้หวัดใหญ่จริงโดยแพทย์เท่านั้น ไม่อนุญาตให้มีการจำหน่ายในร้านขายยา ดังนั้นหากพบว่ามีการจำหน่าย oseltamivir ในร้านขายยา อาจเป็นการลักลอบจำหน่ายยาหรือเป็นยาปลอมที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนในประเทศไทย สามารถสังเกตยาปลอมจากเลขทะเบียนยาบนฉลากยาและตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์ผ่าน www.fda.moph.go.th หรือสายด่วน อย. หมายเลข 1556
การบรรเทาอาการที่เป็นผลมาจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่เป็นแนวทางการรักษาหลักในผู้ป่วยทั่วไปที่อาการไม่รุนแรง โดยอาจไม่จำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัสอย่าง oseltamivir เช่น การใช้ยาบรรเทาปวดลดไข้ ยาแก้ไอ ซึ่งเป็นยาที่มีจำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไป โดยผู้ป่วยสามารถเข้ารับคำปรึกษาและประเมินอาการร่วมกับเภสัชกรประจำร้านขายยาและรับยาตามความเหมาะสมของอาการ ซึ่งมักสามารถหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์โดยไม่ใช้ยาต้านไวรัส
ในปี 2568 ที่ผ่านมา สถานการณ์การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สูงขึ้นอย่างน่ากังวล โดยมีผู้ป่วยสะสม 1,181,276 ราย ซึ่งสูงกว่าผู้ป่วยสะสมในปี 2566 และ 2567 กว่าเท่าตัว (472,222 ราย และ 663,173 ราย ตามลำดับ) เป็นสิ่งที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของการตระหนักรู้ในเรื่องการป้องกันตัวเองจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ของประชาชนเพื่อลดการแพร่ระบาด โดยวิธีการป้องกันเชื้อไวรัสไข้หวัดประกอบไปด้วย
- การฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล โดยฉีดปีละ 1 ครั้ง เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงทุกปี
- ล้างมือเป็นประจำหรือพกแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือ
- สวมใส่หน้ากากอนามัย โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีผู้คนแอดอัด
- หลีกเลี่ยงการใช้มือเปล่าสัมผัสบริเวณใบหน้า จมูก และปาก
- หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่
- สำหรับเป็นผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ให้พักผ่อนอยู่ภายในบริเวณที่พักอาศัย หลีกเลี่ยงการพบปะผู้คน การออกไปข้างนอก ไปโรงเรียน หรือไปทำงาน จนกว่าจะไม่มีไข้เป็นเวลานานกว่า 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องทานยาลดไข้
Oseltamivir เป็นยาต้านเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ซึ่งไม่จำเป็นต้องได้รับทุกคน แต่มักจะใช้ในผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่กลุ่มเสี่ยงสูง (เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ มีโรคประจำตัวที่เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน หญิงตั้งครรภ์) หรือมีอาการรุนแรง (หายใจลำบาก ขาดน้ำ ซึม) สำหรับผู้ป่วยสุขภาพดีอาการไม่รุนแรงส่วนใหญ่จะสามารถหายเองใน 1 สัปดาห์ด้วยการบรรเทาอาการ แต่แพทย์อาจพิจารณาสั่งจ่าย oseltamivir ให้ได้ หากได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อจริงและมีอาการมาไม่เกิน 48 ชั่วโมง และ oseltamivir เป็นยาควบคุมพิเศษ ไม่สามารถหาซื้อจากร้านขายยาได้ ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์ในสถานพยาบาลเท่านั้น
|
|