Loading…

ทำไมถึงต้องให้น้องหมาและน้องแมวกินยาให้ครบ: ความจริงเรื่องยาปฏิชีวนะที่เจ้าของมักเผลอทำพลาด

ทำไมถึงต้องให้น้องหมาและน้องแมวกินยาให้ครบ: ความจริงเรื่องยาปฏิชีวนะที่เจ้าของมักเผลอทำพลาด

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สพ.ญ.นรรฆวี แสงกลับ

ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

3 ครั้ง เมื่อ 1 วันที่แล้ว
2026-06-16

เมื่อสัตว์เลี้ยงของเราไม่ว่าจะเป็นสุนัขหรือแมวมีอาการป่วยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นจากแผลติดเชื้อ ท้องเสีย หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ สิ่งที่คุณหมอมักจะสั่งจ่ายมาควบคู่กับการรักษาเสมอคือ "ยาปฏิชีวนะ" (Antibiotics) 

เชื่อว่าเจ้าของสัตว์เลี้ยงบางท่านอาจจะเคยมีประสบการณ์ว่าเมื่อป้อนยาไปได้เพียง 2-3 วัน แล้วเห็นว่าสัตว์เลี้ยงของตนมีอาการดีขึ้นแล้ว ร่าเริง กินข้าวได้ หรือแผลเริ่มแห้ง จึงตัดสินใจหยุดยาเอง เพราะไม่อยากให้น้องต้องกินยาเยอะเกินไป กลัวว่ากินยาเยอะแล้วจะมีผลกระทบต่อตับหรือไตของสัตว์เลี้ยง หรือมองว่าหายดีแล้วไม่จำเป็นต้องกินต่อ แต่รู้หรือไม่ว่าพฤติกรรมนี้คือการทำร้ายสัตว์เลี้ยงของเราโดยไม่รู้ตัว และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปัญหาที่น่ากลัวที่สุดอย่างหนึ่งในวงการแพทย์ นั่นคือ “ปัญหาเชื้อดื้อยา” (Antimicrobial Resistance) นั่นเอง (1,2)

เชื้อดื้อยาคืออะไร : เข้าใจกลไกของเชื้อดื้อยา

การเข้าใจว่าทำไมต้องกินยาจนครบตามที่สั่ง ต้องเริ่มจากการเข้าใจก่อนว่ายาปฏิชีวนะทำงานอย่างไรกันเสียก่อน โดยเมื่อเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายและก่อให้เกิดโรค ยาปฏิชีวนะจะเข้าไปทำหน้าที่ทำลายโครงสร้างของแบคทีเรียหรือยับยั้งการแบ่งตัว (1) แต่ในประชากรของเชื้อแบคทีเรียที่กำลังก่อโรคอยู่นั้น ไม่ใช่ว่าทุกตัวจะอ่อนแอเท่ากัน โดยปกติแล้วแบคทีเรียมักจะมีอยู่สองกลุ่มดังนี้

1. กลุ่มแรก (กลุ่มอ่อนแอ): จะตายไปทันทีเมื่อได้รับยาในวันแรก ๆ ทำให้สัตว์เลี้ยงเริ่มมีไข้ลดลงและอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว

2. กลุ่มที่สอง (กลุ่มทนทาน): ต้องอาศัยระดับยาที่คงที่และต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่งเพื่อกำจัดให้หมดไป

หากเจ้าของหยุดยาเพียงเพราะเห็นว่าอาการภายนอกดีขึ้น แต่ในความเป็นจริงยังมีแบคทีเรียกลุ่มที่สองที่ยังหลงเหลืออยู่ และแบคทีเรียที่อยู่รอดเหล่านี้เองจะเกิดกระบวนการเรียนรู้และปรับตัว พัฒนากลไกป้องกันตัวเองเพื่อต่อต้านยาชนิดนั้นๆ เช่น การสร้างเอนไซม์มาย่อยสลายยา หรือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผนังเซลล์ไม่ให้ยาเข้าสู่ตัวมันได้ (2,3) เมื่อเชื้อที่ดื้อยาเหล่านี้กลับมาแบ่งตัวใหม่ โรคเดิมจะกลับมาอีกครั้งในรูปแบบที่รุนแรงกว่าเดิม และยาตัวเดิมที่เคยใช้จะได้ผลน้อยลงหรือไม่ได้ผลเลย

ความเข้าใจผิดเรื่องผลข้างเคียงของยา VS อันตรายของเชื้อดื้อยา

สาเหตุสำคัญหนึ่งที่เจ้าของตัดสินใจหยุดยาเอง เป็นเพราะเจ้าของหลายท่านอาจกังวลเรื่องผลข้างเคียงของยาต่อตับและไตของสัตว์เลี้ยงของตัวเองและไม่อยากให้กินยาเยอะเกินไป ซึ่งในความเป็นจริง สัตวแพทย์จะมีการคำนวณปริมาณยา (Dosage) ตามน้ำหนักตัวและประเมินสุขภาพพื้นฐานของสัตว์ก่อนจ่ายยาอยู่แล้ว ปริมาณยาที่สั่งให้กินจนครบโดสคือปริมาณที่ "ปลอดภัยและเพียงพอ" ต่อการกำจัดเชื้อ (5)

ในทางกลับกัน การหยุดยาเองทำให้สัตวแพทย์จำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มที่ "แรงขึ้น" (Higher-tier antibiotics) ซึ่งมักมีผลข้างเคียงที่มากกว่า ราคาแพงกว่า และหากวันหนึ่งสัตว์เลี้ยงติดเชื้อดื้อยาขั้นรุนแรง เราอาจไม่เหลือยาชนิดใดในโลกที่สามารถรักษาชีวิตสัตว์เลี้ยงของเราเอาไว้ได้เลย (2,5)

ผลกระทบของเชื้อดื้อยาต่อมนุษย์

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือเชื้อดื้อยาในสัตว์เลี้ยงบางชนิดสามารถติดต่อสู่คนได้ (Zoonotic AMR) ผ่านการสัมผัส น้ำลาย หรือสิ่งแวดล้อม (4) การที่สัตว์เลี้ยงในบ้านมีเชื้อดื้อยาจึงเท่ากับว่าสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ กำลังมีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อที่รักษาได้ยากยิ่งนี้ไปด้วย (3,4)

หลักการปฏิบัติที่ถูกต้องที่เจ้าของสัตว์ควรทราบ

เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงแสนรักต้องเผชิญกับภาวะดื้อยา เจ้าของควรยึดหลักดังนี้: (1,2,5)

1. ห้ามหยุดยาเอง: แม้อาการจะดูปกติ 100% แล้วก็ตาม ต้องให้กินจนครบตามจำนวนวันที่ระบุบนซองยา

2. ตรงต่อเวลา: การรักษาระดับยาในกระแสเลือดให้คงที่สำคัญมาก หากต้องกินยาทุก 12 ชั่วโมง ควรให้ตรงเวลาที่สุด

3. ไม่แบ่งยา: ห้ามนำยาของสัตว์ตัวหนึ่งไปให้อีกตัวหนึ่งกินเอง แม้อาการจะคล้ายกัน เพราะชนิดของเชื้อและปริมาณยาที่ต้องการอาจแตกต่างกันสิ้นเชิง

4. ปรึกษาสัตวแพทย์เมื่อมีผลข้างเคียง: หากสัตว์เลี้ยงมีอาการแพ้ยา เช่น อาเจียน ท้องเสียรุนแรง หรือมีผื่นคัน ให้รีบแจ้งสัตวแพทย์เพื่อปรับเปลี่ยนชนิดยาอย่างถูกวิธี ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด

สุดท้ายนี้ การให้ยาจนครบตามสั่งอาจดูเป็นเรื่องยุ่งยากอยู่บ้างสำหรับเจ้าของและสัตว์เลี้ยงบางตัวที่อาจจะไม่ชอบทานยา แต่ในความเป็นจริงแล้วยาทุกเม็ดที่ป้อนจนครบคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้สัตว์เลี้ยงของคุณหายดีอย่างยั่งยืนและปลอดภัยจากเชื้อร้ายในอนาคตนั่นเอง

Photo by: Gemini

แหล่งอ้างอิง/ที่มา

1. Guardabassi L, Jensen LB, Kruse H. Guide to Antimicrobial Use in Animals. Oxford, UK: Blackwell Publishing; 2008.

2. Weese JS. Antimicrobial stewardship in small animal practice. Veterinary Clinics: Small Animal Practice. 2013;43(5):1071-89.

3. World Organisation for Animal Health (WOAH). Antimicrobial resistance in animals [Internet]. 2022 [cited 2026 May 11]. Available from: [https://www.woah.org/en/what-we-do/global-initiatives/antimicrobial-resistance/](https://www.woah.org/en/what-we-do/global-initiatives/antimicrobial-resistance/)

4. Lloyd DH. Reservoirs of antimicrobial resistance in pet animals. Clinical Infectious Diseases. 2007;45(Supplement_2):S148-52.

5. Morley PS, Apley MD, Besser TE, Burney DP, Fedorka-Cray PJ, Papich MG, et al. Antimicrobial drug use in veterinary medicine. Journal of Veterinary Internal Medicine. 2005;19(4):617-29.

เกี่ยวกับคณะเภสัชศาสตร์
คลังความรู้สู่ประชาชน บทความความรู้สู่ประชาชน บทความความรู้สู่ประชาชน

ความสำเร็จของวิชาชีพเภสัชกรรม เกิดจากความรู้ที่สามารถทำให้ผู้บริโภคยา มีการเสี่ยงต่ออันตรายจากยาที่ใช้ให้น้อยที่สุด แต่ได้รับผลในการป้องกัน หรือบำบัดโรคมากที่สุด

ความสำเร็จของวิชาชีพเภสัชกรรม เกิดจากความรู้ที่สามารถทำให้ผู้บริโภคยา มีการเสี่่ยงต่ออันตรายจากยาที่ใช้ให้น้อยที่สุด แต่ได้รับผลในการป้องกัน หรือบำบัดโรคมากที่สุด
ประดิษฐ์ หุตางกูร
คณบดีท่านแรกของคณะเภสัชศาสตร์

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

447 ถนนศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
Copyright © 2021 - 2026
งานเทคโนโลยีสารสนเทศฯ คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล
การใช้และการจัดการคุกกี้
เราใช้เทคโนโลยีคุกกี้เพื่อช่วยให้เว็บไซต์ทำงานได้อย่างถูกต้อง การเปิดให้ใช้คุณสมบัติทางโซเชียลมีเดีย และเพื่อวิเคราะห์การเข้าเว็บไซต์ของเรา