|
ปัจจุบัน ยาฉีดควบคุมน้ำหนัก หรือที่หลายคนเรียกว่า “ปากกาลดน้ำหนัก” ได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการช่วยลดน้ำหนักและควบคุมความอยากอาหาร อย่างไรก็ตามยากลุ่มนี้มักทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ท้องผูก หรือแน่นท้อง จนหลายคนไม่สามารถใช้ยาอย่างต่อเนื่องได้ ดังนั้นการใช้ยาภายใต้ความดูแลของแพทย์จะช่วยให้ใช้ยาได้อย่างปลอดภัยและได้รับประโยชน์จากการรักษาอย่างเหมาะสม
ปัจจุบันปากกาลดน้ำหนักที่มีใช้ทางการแพทย์ในประเทศไทย ได้แก่ liraglutide (Saxenda®), semaglutide (Wegovy®) และ tirzepatide (Mounjaro®) โดย liraglutide และ semaglutide ออกฤทธิ์เลียนแบบการทำงานของฮอร์โมนกลูคากอนไลก์เปปไทด์-1 (Glucagon-Like Peptide-1; GLP-1) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างขึ้นตามธรรมชาติหลังรับประทานอาหาร มีผลชะลอการเคลื่อนอาหารออกจากกระเพาะอาหาร ทำให้รู้สึกอิ่ม และลดความอยากอาหาร[1] ส่วน tirzepatide ออกฤทธิ์ทั้งเลียนแบบการทำงานของฮอร์โมนกลูคากอนไลก์เปปไทด์-1 และยังเสริมฤทธิ์ลดความอยากอาหารด้วยการกระตุ้นตัวรับฮอร์โมนกลูโคสดีเพนเดนต์อินซูลิโนโทรปิกโพลีเปปไทด์ (Glucose-Dependent Insulinotropic Polypeptide; GIP receptor) จึงมีผลช่วยควบคุมความอยากอาหารและส่งเสริมการลดน้ำหนักผ่านกลไกของฮอร์โมนทั้งสองชนิด[1] (อ่านข้อมูลกลไกการช่วยลดน้ำหนักเพิ่มเติมได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/dic/knowledge_full.php?id=82)
แม้ว่าปากกาลดน้ำหนักจะช่วยลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหารได้จากกลไกการออกฤทธิ์ของยาเอง โดยเฉพาะการเลียนแบบการทำงานของฮอร์โมน GLP-1 ซึ่งผลข้างเคียงเหล่านี้พบได้ค่อนข้างบ่อย อาการมักเกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นการรักษาหรือช่วงที่มีการปรับเพิ่มขนาดยา และอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อร่างกายปรับตัวเข้ากับยา[2]
ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด แน่นท้อง ท้องผูก และท้องเสีย[2-3] อาการเหล่านี้อาจทำให้ผู้ใช้ยารู้สึกไม่สบายท้องและรู้สึกมีภาวะ “ท้องไส้ปั่นป่วน” โดยเฉพาะในช่วงแรกของการรักษา ซึ่งมีรายงานว่าพบอาการคลื่นไส้ได้ประมาณ 25-40% ส่วนอาการอาเจียน ท้องเสีย และท้องผูก อาจพบได้ประมาณ 10-20% นอกจากนี้ ยังมีผลข้างเคียงที่พบได้น้อยแต่มีความรุนแรง เช่น ตับอ่อนอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ และนิ่วในถุงน้ำดี[2-3] โดยกลไกที่คาดว่าเกี่ยวข้องกับการเกิดผลข้างเคียงแต่ละชนิดและแนวทางการบรรเทาอาการเบื้องต้น แสดงดังในรูปที่ 1 และตารางที่ 1
ตารางที่ 1 ผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร กลไกที่เกี่ยวข้อง และแนวทางการดูแลรักษาหรือบรรเทาอาการเบื้องต้นของยาฉีดควบคุมน้ำหนัก
|
ผลข้างเคียง |
กลไกที่เกี่ยวข้อง |
แนวทางการดูแลรักษาหรือบรรเทาอาการ[3] |
|
ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย |
||
|
คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด แน่นท้อง |
ยาชะลอการเคลื่อนอาหารออกจากกระเพาะอาหาร ร่วมกับการกระตุ้นศูนย์รับรู้อาการคลื่นไส้ในสมอง[1-3] |
- รับประทานอาหารมื้อเล็ก ๆ และรับประทานช้า ๆ - ดื่มน้ำให้เพียงพอ ชดเชยการสูญเสียน้ำ - หากคลื่นไส้หรืออาเจียนมาก ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ไม่ควรซื้อยาบรรเทาอาการใช้เอง |
|
ท้องผูก |
ยาลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ ทำให้อุจจาระเคลื่อนผ่านลำไส้ช้าลง[4] |
- ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อช่วยในการขับถ่าย - เพิ่มการรับประทานอาหารที่มีกากใย เช่น ผักและผลไม้ - ออกกำลังกาย - หากท้องผูกมาก ปวดท้องมาก หรือไม่ถ่ายหลายวัน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร |
|
ท้องเสีย |
ยังไม่ทราบกลไกแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากกระบวนการย่อยอาหารและการดูดซึมที่ผิดปกติ |
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำ - ลดการรับประทานผลิตภัณฑ์จากนม กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ - หากท้องเสียรุนแรง ถ่ายเหลวต่อเนื่อง หรือมีอาการขาดน้ำ ควรรีบพบแพทย์ |
|
ผลข้างเคียงที่พบน้อย แต่มีความรุนแรง |
||
|
นิ่วในถุงน้ำดี |
ยายับยั้งการบีบตัวของถุงน้ำดี ทำให้เกิดน้ำดีคั่ง อีกทั้งยังเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของน้ำดี ทำให้เกิดการตกผลึกของคอเลสเตอรอลและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี ซึ่งมักจะเกิดภาวะถุงน้ำดีอักเสบตามมา[5] |
- มักพบในผู้ที่ใช้ยาขนาดสูงและใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ควรใช้ยาในขนาดที่เหมาะสม[4] - หากมีอาการปวดท้องรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณใต้ชายโครงขวาหรือลิ้นปี่ ร่วมกับคลื่นไส้หรืออาเจียนอย่างต่อเนื่อง มีไข้หรือหนาวสั่น อาจเป็นสัญญาณของนิ่วในถุงน้ำดีหรือถุงน้ำดีอักเสบ นอกจากนี้ หากมีตัวเหลือง ตาเหลือง หรือปัสสาวะสีเข้ม อาจบ่งชี้ว่านิ่วเคลื่อนตัวไปอุดตันท่อน้ำดี[7] ควรรีบพบแพทย์ |
|
ตับอ่อนอักเสบ |
ยังไม่ทราบกลไกแน่ชัด แต่เชื่อว่าเป็นผลจากนิ่วในถุงน้ำดีหรือถุงน้ำดีอักเสบ ซึ่งนำไปสู่ตับอ่อนอักเสบจากนิ่ว[6] |
- หากมีอาการปวดท้องรุนแรงบริเวณลิ้นปี่หรือท้องส่วนบนด้านซ้าย โดยอาจปวดร้าวไปด้านหลัง อก หรือสีข้าง ร่วมกับคลื่นไส้หรืออาเจียนอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นสัญญาณของภาวะตับอ่อนอักเสบ[8] ควรหยุดใช้ยาและรีบพบแพทย์ |
รูปที่ 1 ภาพสรุปการเกิดผลข้างเคียงในระบบทางเดินอาหารจากยาฉีดควบคุมน้ำหนัก
(สร้างจาก Canva โดย ธนภรณ์ สุวรรณภาภรณ์)
หากมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม
มีอาการท้องเสียหรืออาเจียนรุนแรงอย่างต่อเนื่อง จนไม่สามารถรับประทานอาหารหรือน้ำได้ หรือมีอาการของภาวะขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง เวียนศีรษะ ปัสสาวะน้อยลง อ่อนเพลีย เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไตวายเฉียบพลันได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคไตอยู่เดิม[2]
มีอาการที่อาจบ่งชี้ถึงโรคของถุงน้ำดีหรือตับอ่อนอักเสบ[7-8] ได้แก่
- ปวดท้องรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณใต้ชายโครงขวาหรือลิ้นปี่
- ปวดร้าวไปที่หลัง อก หรือสีข้าง
- คลื่นไส้หรืออาเจียนอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง
- มีไข้ หนาวสั่น
- ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือปัสสาวะสีเข้ม
กรณีที่แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นตับอ่อนอักเสบ ควรหยุดใช้ยากลุ่มที่ออกฤทธิ์เลียนแบบฮอร์โมน GLP-1 และโดยทั่วไปไม่แนะนำให้กลับมาใช้ยาชนิดเดิมอีก ส่วนในกรณีของโรคถุงน้ำดี เช่น นิ่วในถุงน้ำดีหรือถุงน้ำดีอักเสบ ควรได้รับการรักษาและติดตามอาการตามดุลยพินิจของแพทย์[9-10]
แม้ว่าผลข้างเคียงทางระบบทางเดินอาหารจะพบได้บ่อยจากการใช้ปากกาลดน้ำหนัก แต่ส่วนใหญ่เป็นผลที่เกิดจากกลไกการออกฤทธิ์ของยาซึ่งสามารถบรรเทาได้ด้วยการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์ อย่างไรก็ตาม หากมีอาการรุนแรง อาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการที่อาจบ่งชี้ถึงภาวะรุนแรง เช่น มีไข้ ปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้อาเจียนต่อเนื่อง ควรรีบพบแพทย์เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของนิ่วในถุงน้ำดี ถุงน้ำดีอักเสบ หรือตับอ่อนอักเสบ ดังนั้นปากกาลดน้ำหนักควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อให้มีการประเมินความเหมาะสม ปรับขนาดยาอย่างค่อยเป็นค่อยไป และติดตามอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างเหมาะสม เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการรักษาสูงสุดและเกิดความปลอดภัยในการใช้ยา
|
|