หน่วยคลังข้อมูลยา
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

Bepirovirsen: Antisense oligonucleotide สำหรับไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง

ข่าวประจำสัปดาห์ที่ 3 เดือน สิงหาคม ปี 2569 -- อ่านแล้ว 97 ครั้ง
 
โรคไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง (chronic hepatitis B) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (hepatitis B virus, HBV) ซึ่งสามารถสร้างสารพันธุกรรมในรูป covalently closed circular deoxyribonucleic acid (cccDNA) เพื่อเป็นต้นแบบในการจำลองตัวของไวรัสอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไวรัสสามารถอยู่ในร่างกายของผู้ติดเชื้อตลอดชีวิต แม้ว่าปัจจุบันยาต้านไวรัสในกลุ่ม nucleoside/nucleotide analogues (NAs) และ pegylated interferon alpha (pegIFN-alpha) จะสามารถยับยั้งการจำลองตัวของไวรัสได้ แต่ไม่สามารถกำจัด cccDNA ที่หลงเหลืออยู่ภายในเซลล์ตับ จึงมีความพยายามพัฒนาการรักษาที่ออกฤทธิ์ต่อสารพันธุกรรมของไวรัสโดยตรง (gene-targeting therapies) เช่น การใช้ antisense oligonucleotide (ASO)

Bepirovirsen เป็นยาในกลุ่ม ASO ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาสำหรับรักษาไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง ยานี้ออกฤทธิ์ผ่าน 2 กลไก ได้แก่ 1) จับกับสารพันธุกรรม RNA ของ HBV ทุกชนิดอย่างจำเพาะ เมื่อจับกันแล้วจะกระตุ้นเอนไซม์ ribonuclease H (RNase H) มาทำลาย RNA ของ HBV ส่งผลให้การสร้างโปรตีนที่จำเป็นต่อการจำลองตัวของไวรัสลดลง และ 2) กระตุ้น toll-like receptor 8 (TLR8) ภายในเซลล์เม็ดเลือดขาว ส่งผลกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายมาทำลายไวรัส การศึกษา B-well 1 และ B-well 2 ซึ่งเป็น phase 3 randomized controlled trial คู่ขนาน ในผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังที่ไม่มีโรคตับแข็งจำนวน 1,838 คน ผู้ป่วยทุกรายได้รับยาต้านไวรัสกลุ่ม NAs อย่างต่อเนื่องก่อนเข้าร่วมการศึกษา โดยเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ใช้ bepirovirsen ขนาด 300 mg สัปดาห์ละ 1 ครั้งกับกลุ่มยาหลอก พบว่าที่ 72 สัปดาห์ กลุ่มที่ใช้ bepirovirsen มีผู้ป่วยร้อยละ 20 และ 19 ที่บรรลุ functional cure (ตรวจไม่พบระดับ hepatitis B virus deoxyribonucleic acid (HBV DNA) และ hepatitis B surface antigen (HBsAg) อย่างน้อย 24 สัปดาห์หลังหยุดการรักษา) จากการศึกษา B-well 1 และ B-well 2 ตามลำดับ ต่างจากกลุ่มยาหลอกซึ่งไม่บรรลุ functional cure เลย (p<0.001 ทั้ง 2 การศึกษา) นอกจากนี้เมื่อวิเคราะห์ผลลัพธ์ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีระดับ HBsAg ก่อนเริ่มรักษาไม่เกิน 1,000 IU/ml พบว่ากลุ่มที่ใช้ bepirovirsen ร้อยละ 25 และ 28 บรรลุ functional cure จากการศึกษา B-well 1 และ B-well 2 ตามลำดับ ในขณะที่ไม่พบผู้ที่บรรลุ functional cure ในกลุ่มยาหลอกเลยเช่นกัน (p<0.001) ในด้านความปลอดภัย อาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้บ่อย ได้แก่ ปฏิกิริยาบริเวณที่ฉีดยาและการเพิ่มขึ้นของค่าเอนไซม์ alanine aminotransferase (ALT) ซึ่งเป็นอาการชั่วคราวและสามารถหายได้เองโดยไม่ต้องหยุดยา ผลการศึกษาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการใช้ bepirovirsen ร่วมกับยาต้านไวรัสกลุ่ม NAs สามารถเพิ่มโอกาสการเกิด functional cure ได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีผลการศึกษาในระยะยาวที่แสดงถึงประโยชน์ต่อการกลับเป็นซ้ำของโรคไวรัสตับอักเสบบี

เอกสารอ้างอิง

1. Lok ASF. Toward a Functional Cure for Hepatitis B. Gut Liver. 2024; 18(4):593-601.

2. Hou J, Lim S-G, Buti M, Yuen M-F, Gane E, Lampertico P, et al. Phase 3 Results of Bepirovirsen Treatment for Chronic Hepatitis B Virus Infection. N Engl J Med. 2026; 394 (24):2395-406.

3. GSK. Bepirovirsen accepted for priority review and granted breakthrough therapy designation by the US FDA [Internet]. Philadelphia (PA): GSK; 2026 [cited 2026 Jul 10]. Available from: https://us.gsk.com/en-us/media/press-releases/bepirovirsen-accepted-for-priority-review-and-granted-breakthrough-therapy-designation-by-the-us-fda/.


คำค้นที่เกี่ยวข้อง:
bepirovirsen antisense oligonucleotide โรคไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง chronic hepatitis B
 
คลิปความรู้เรื่องยา

EP.16 เจ็บคอแบบไหนถึงใช้ยาฆ่าเชื้อ? Antibiotics for sore throat?

ดูคลิปทั้งหมด

ข่าวยาล่าสุด
    ดูข่าวยาทั้งหมด


หน่วยคลังข้อมูลยา

447 ถ.ศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
 
ออกแบบและพัฒนาโดย งานเทคโนโลยีสารสนเทศฯ คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล
Copyright © 2013-2020
 
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เราใช้เทคโนโลยีคุกกี้เพื่อช่วยให้เว็บไซต์ทำงานได้อย่างถูกต้อง การเปิดให้ใช้คุณสมบัติทางโซเชียลมีเดีย และเพื่อวิเคราะห์การเข้าเว็บไซต์ของเรา การใช้งานเว็บไซต์ต่อถือว่าคุณยอมรับการใช้งานคุกกี้