การตรวจอุจจาระ
|
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ทนพ. เมธี ศรีประพันธ์ ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล |
|
| 24,068 ครั้ง เมื่อ 1 ช.ม.ที่แล้ว | |
| 2023-10-30 |
นอกเหนือจากการตรวจเลือดและปัสสาวะแล้ว การตรวจอุจจาระยังเป็นหนึ่งในการตรวจทางห้องปฏิบัติการพื้นฐานที่ถูกบรรจุในโปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปีเช่นเดียวกัน ในบทความนี้จะให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจอุจจาระทางห้องปฏิบัติการและการเตรียมตัวและการเก็บอุจจาระเพื่อส่งตรวจ
การตรวจอุจจาระเป็นการตรวจทางห้องปฏิบัติการอีกประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญในการช่วยวินิจฉัยและคัดกรองโรคในผู้ที่มีอาการผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร เช่น ถ่ายเหลว ปวดท้องร่วมกับถ่ายเหลว หรือเมื่อสงสัยภาวะผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร เช่น ภาวะมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยทั่วไปการตรวจอุจจาระมักมีวัตถุประสงค์ ดังนี้
การตรวจอุจจาระในห้องปฏิบัติการจะตรวจสอบทางกายภาพ ทางเคมี ทางจุลชีววิทยา ได้แก่
1. การตรวจสอบทางกายภาพ เป็นการสังเกตอุจจาระด้วยตาเปล่า เพื่อดูสี ความอ่อนหรือแข็ง การมีมูกและเลือดปนเปื้อน รวมถึงการดูตัวเต็มวัยของพยาธิที่อาจหลุดออกมาพร้อมอุจจาระ รวมถึงการตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์ เป็นการหาตัวอ่อนหรือไข่หนอนพยาธิรวมทั้งพยาธิโปรโตซัวที่อาจพบได้ในอุจจาระรวมถึงดูสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ที่ปนในอุจจาระ เช่น อาหารที่ไม่ถูกย่อย เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว ตลอดจนแบคทีเรีย เชื้อราหรือยีสต์ เป็นต้น
2. การตรวจสอบทางเคมี เช่น การตรวจหาเลือดปริมาณน้อยในอุจจาระ (Fecal occult blood test) การตรวจหาไขมัน น้ำตาล pH ในอุจจาระ เป็นต้น
3. การตรวจสอบทางจุลชีววิทยา เป็นการเพาะเชื้อจากอุจจาระเพื่อหาเชื้อจุลชีพก่อโรคในระบบทางเดินอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดอาการท้องร่วงหรือท้องเสียในผู้ป่วยรวมถึงการตรวจหาผู้ที่เป็นพาหะของเชื้อจุลชีพบางชนิดในระบบทางเดินอาหาร เช่น การตรวจหาพาหะของเชื้อซาลโมเนลลา (Salmonella) เป็นต้น นอกจากนี้ตัวอย่างอุจจาระยังสามารถนำไปตรวจทางห้องปฏิบัติการด้วยวิธีอื่น ๆ ได้ เช่น ตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อจุลชีพก่อโรคในระบบทางเดินอาหาร ตรวจหาสัดส่วนของเชื้อจุลชีพชนิดต่าง ๆ ในระบบทางเดินอาหาร รวมถึงตรวจหาสารพิษที่สร้างจากเชื้อจุลชีพบางชนิด เช่น สารพิษของเชื้อคลอสตริดิออยดีส ดิฟฟิไซล์ (Clostridioides difficile) เป็นต้น
การเตรียมตัวก่อนเก็บอุจจาระ
ผู้ที่ต้องการส่งอุจจาระตรวจสามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติและควรดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อไม่ให้อุจจาระแข็งจนเกินไป ในผู้ที่เคยตรวจระบบทางเดินอาหารหรือตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยสารทึบแสงมาก่อนควรเว้นระยะอย่างน้อย 3 - 7 วัน จึงเก็บอุจจาระส่งตรวจ นอกจากนี้ ควรเก็บอุจจาระก่อนได้รับยาฆ่าเชื้อหรือยาแก้ท้องเสีย รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้ยาบางชนิด เช่น ยาระบายที่มีลักษณะเป็นน้ำมัน รวมถึงยาที่มีสารบางชนิดผสมอยู่ เช่น บิสมัส (bismuth) ชาร์โคล (charcoal) คาโอเพคติน (kaopectin) หรือ แบเรียม (barium) เป็นต้น เนื่องจากยาเหล่านี้อาจรบกวนการตรวจอุจจาระได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนการตรวจหาเชื้อหนอนพยาธิหรือพยาธิโปรโตซัว
ขั้นตอนการเก็บอุจจาระเพื่อส่งตรวจ
การเก็บตัวอย่างอุจจาระได้ด้วยตนเอง ก่อนการเก็บอุจจาระควรล้างมือให้สะอาดและปัสสาวะให้เรียบร้อยเพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนของปัสสาวะในขณะเก็บตัวอย่างส่งตรวจ รวมถึงตรวจสอบภาชนะหรือกระปุกเก็บอุจจาระว่าอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ สะอาด ปราศจากรอยร้าวหรือรอยรั่ว นอกจากนี้ ควรตรวจสอบชื่อรวมถึงรหัสประจำตัวผู้ป่วยที่ปิดข้างภาชนะเก็บตัวอย่างให้ตรงกับชื่อผู้เก็บตัวอย่างทุกครั้ง ในกรณีที่ไม่มีป้ายชื่อติดที่ภาชนะเก็บตัวอย่าง ควรเขียนชื่อที่ภาชนะเก็บตัวอย่างให้ชัดเจน จากนั้นจึงดำเนินการเก็บอุจจาระตามขั้นตอน ดังนี้
Image by Racool_studio on Freepik
|
โรคจีซิกพีดี...ยาและอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง 3 วินาทีที่แล้ว |
|
เมล็ดเจีย/เมล็ดเชีย (Chia seed) ลดน้ำหนักได้ ? 7 วินาทีที่แล้ว |
|
โรคไขมันพอกตับ : ยาที่ทำให้เกิดไขมันพอกตับและยาที่ใช้รักษา 9 วินาทีที่แล้ว |
|
รู้เท่าทันโรคไทรอยด์ต่ำ: สาเหตุ อาการ และการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี 10 วินาทีที่แล้ว |
|
สมุนไพรกับยาแผนปัจจุบัน..กินด้วยกันดีมั้ย? 11 วินาทีที่แล้ว |
|
ข้าวโพด...เอาไปทำอะไรก็อร่อย 15 วินาทีที่แล้ว |
|
ทานสาหร่ายวากาเมะให้ได้ประโยชน์และปลอดภัย 19 วินาทีที่แล้ว |
|
ยาลดไขมัน...ผลไม่พึงประสงค์ต่อกล้ามเนื้อ 19 วินาทีที่แล้ว |
|
การทิ้งและทำลายยาที่ถูกต้อง 20 วินาทีที่แล้ว |
|
ไข่ผำ: โปรตีนแห่งอนาคตเพื่อสุขภาพและความยั่งยืน 28 วินาทีที่แล้ว |
|
|
ที่เกี่ยวข้อง
หน่วยงานภายในคณะฯ
HTML5 Bootstrap Font Awesome