Loading…

การตรวจอุจจาระ

การตรวจอุจจาระ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ทนพ. เมธี   ศรีประพันธ์

ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

17,314 ครั้ง เมื่อ 1 ช.ม.ที่แล้ว
2023-10-30

นอกเหนือจากการตรวจเลือดและปัสสาวะแล้ว การตรวจอุจจาระยังเป็นหนึ่งในการตรวจทางห้องปฏิบัติการพื้นฐานที่ถูกบรรจุในโปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปีเช่นเดียวกัน ในบทความนี้จะให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจอุจจาระทางห้องปฏิบัติการและการเตรียมตัวและการเก็บอุจจาระเพื่อส่งตรวจ

เราตรวจอุจจาระไปเพื่ออะไร?

การตรวจอุจจาระเป็นการตรวจทางห้องปฏิบัติการอีกประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญในการช่วยวินิจฉัยและคัดกรองโรคในผู้ที่มีอาการผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร เช่น ถ่ายเหลว ปวดท้องร่วมกับถ่ายเหลว หรือเมื่อสงสัยภาวะผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร เช่น ภาวะมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยทั่วไปการตรวจอุจจาระมักมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

  1. ตรวจการติดเชื้อหนอนพยาธิหรือพยาธิโปรโตซัวที่เป็นสาเหตุของภาวะท้องเสียและท้องร่วง โดยการตรวจหาไข่หนอนพยาธิ ตัวหนอนพยาธิ หรือ พยาธิโปรโตซัว 
  2. ตรวจหาเชื้อจุลชีพที่เป็นสาเหตุของโรคในระบบทางเดินอาหารด้วยการเพาะเชื้อหรือตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อ
  3. ตรวจหาสารพิษของเชื้อจุลชีพที่เป็นสาเหตุของโรคในระบบทางเดินอาหาร
  4. ตรวจคัดกรองผู้ที่เป็นพาหะของเชื้อจุลชีพก่อโรคในระบบทางเดินอาหาร
  5. ตรวจคัดกรองเบื้องต้นเพื่อบ่งชี้ความผิดปกติที่อาจพบในระบบทางเดินอาหารหรือระบบขับถ่ายอุจจาระ เช่น การตรวจหาภาวะเลือดออกหรือเลือดแฝงในอุจจาระที่สามารถบ่งบอกถึงความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร เช่น การอักเสบของลำไส้ แผลในระบบทางเดินอาหาร แผลในกระเพาะอาหาร รวมถึงประเมินภาวะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะเริ่มต้น

การตรวจอุจจาระทางห้องปฏิบัติการ

การตรวจอุจจาระในห้องปฏิบัติการจะตรวจสอบทางกายภาพ ทางเคมี ทางจุลชีววิทยา ได้แก่

1. การตรวจสอบทางกายภาพ เป็นการสังเกตอุจจาระด้วยตาเปล่า เพื่อดูสี ความอ่อนหรือแข็ง การมีมูกและเลือดปนเปื้อน รวมถึงการดูตัวเต็มวัยของพยาธิที่อาจหลุดออกมาพร้อมอุจจาระ รวมถึงการตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์ เป็นการหาตัวอ่อนหรือไข่หนอนพยาธิรวมทั้งพยาธิโปรโตซัวที่อาจพบได้ในอุจจาระรวมถึงดูสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ  ที่ปนในอุจจาระ เช่น อาหารที่ไม่ถูกย่อย เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว ตลอดจนแบคทีเรีย เชื้อราหรือยีสต์ เป็นต้น

2. การตรวจสอบทางเคมี เช่น การตรวจหาเลือดปริมาณน้อยในอุจจาระ (Fecal occult blood test)            การตรวจหาไขมัน น้ำตาล pH ในอุจจาระ เป็นต้น

3. การตรวจสอบทางจุลชีววิทยา เป็นการเพาะเชื้อจากอุจจาระเพื่อหาเชื้อจุลชีพก่อโรคในระบบทางเดินอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดอาการท้องร่วงหรือท้องเสียในผู้ป่วยรวมถึงการตรวจหาผู้ที่เป็นพาหะของเชื้อจุลชีพบางชนิดในระบบทางเดินอาหาร เช่น การตรวจหาพาหะของเชื้อซาลโมเนลลา (Salmonella) เป็นต้น นอกจากนี้ตัวอย่างอุจจาระยังสามารถนำไปตรวจทางห้องปฏิบัติการด้วยวิธีอื่น ๆ ได้ เช่น ตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อจุลชีพก่อโรคในระบบทางเดินอาหาร ตรวจหาสัดส่วนของเชื้อจุลชีพชนิดต่าง ๆ ในระบบทางเดินอาหาร รวมถึงตรวจหาสารพิษที่สร้างจากเชื้อจุลชีพบางชนิด เช่น สารพิษของเชื้อคลอสตริดิออยดีส ดิฟฟิไซล์ (Clostridioides difficile) เป็นต้น

การเก็บอุจจาระเพื่อส่งตรวจทำอย่างไร?

การเตรียมตัวก่อนเก็บอุจจาระ

ผู้ที่ต้องการส่งอุจจาระตรวจสามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติและควรดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อไม่ให้อุจจาระแข็งจนเกินไป ในผู้ที่เคยตรวจระบบทางเดินอาหารหรือตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยสารทึบแสงมาก่อนควรเว้นระยะอย่างน้อย 3 - 7 วัน จึงเก็บอุจจาระส่งตรวจ นอกจากนี้ ควรเก็บอุจจาระก่อนได้รับยาฆ่าเชื้อหรือยาแก้ท้องเสีย รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้ยาบางชนิด เช่น ยาระบายที่มีลักษณะเป็นน้ำมัน รวมถึงยาที่มีสารบางชนิดผสมอยู่ เช่น บิสมัส (bismuth) ชาร์โคล (charcoal) คาโอเพคติน (kaopectin) หรือ แบเรียม (barium) เป็นต้น เนื่องจากยาเหล่านี้อาจรบกวนการตรวจอุจจาระได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนการตรวจหาเชื้อหนอนพยาธิหรือพยาธิโปรโตซัว

ขั้นตอนการเก็บอุจจาระเพื่อส่งตรวจ

การเก็บตัวอย่างอุจจาระได้ด้วยตนเอง ก่อนการเก็บอุจจาระควรล้างมือให้สะอาดและปัสสาวะให้เรียบร้อยเพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนของปัสสาวะในขณะเก็บตัวอย่างส่งตรวจ รวมถึงตรวจสอบภาชนะหรือกระปุกเก็บอุจจาระว่าอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ สะอาด ปราศจากรอยร้าวหรือรอยรั่ว นอกจากนี้ ควรตรวจสอบชื่อรวมถึงรหัสประจำตัวผู้ป่วยที่ปิดข้างภาชนะเก็บตัวอย่างให้ตรงกับชื่อผู้เก็บตัวอย่างทุกครั้ง ในกรณีที่ไม่มีป้ายชื่อติดที่ภาชนะเก็บตัวอย่าง ควรเขียนชื่อที่ภาชนะเก็บตัวอย่างให้ชัดเจน จากนั้นจึงดำเนินการเก็บอุจจาระตามขั้นตอน ดังนี้

  1. ถ่ายอุจจาระลงในถุงพลาสติกปากกว้างแห้งสะอาดหรือถ่ายลงบนโถส้วมในส่วนที่สะอาดและแห้งหรือถ่ายบนพลาสติกสำหรับห่อหุ้มที่วางพาดบนโถส้วมเพื่อไม่ให้อุจจาระตกลงน้ำ
  2. ใช้ไม้ขนาดเล็ก (ลักษณะคล้ายไม้พายขนาดเล็กหรือไม้ไอศกรีม) หรือช้อนพลาสติก ป้ายหรือตักอุจจาระเก็บใส่ในภาชนะหรือกระปุกเก็บตัวอย่าง โดยปริมาณของอุจจาระที่เหมาะสมในการส่งตรวจคือ ประมาณนิ้วหัวแม่มือ  หรือประมาณ 4-5 กรัม (ในกรณีที่อุจจาระเหลวสามารถถ่ายลงในภาชนะเก็บตัวอย่างได้โดยตรง)
  3. ควรเก็บอุจจาระให้กระจายทั่วก้อนที่ถ่ายออกมา นอกจากนี้ควรสังเกตลักษณะของอุจจาระที่ออกมาด้วยไม่ว่าจะเป็น สี กลิ่น (อุจจาระของคนปกติจะไม่มีกลิ่นหรือมีกลิ่นน้อยมาก) ความหนืด รูปร่าง การจับเป็นก้อน รวมถึงสิ่งเจือปนอื่น ๆ ที่อาจพบได้เช่น มูก หนอง เลือด หรือตัวพยาธิ เป็นต้น 
  4. ในกรณีที่พบความผิดปกติในอุจจาระ เช่น หนอง มูก เลือด หรือสิ่งที่สงสัยว่าเป็นหนอนพยาธิควรเลือกเก็บในส่วนนั้นเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ
  5. ภายหลังการเก็บอุจจาระใส่ภาชนะสำหรับส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเรียบร้อยแล้ว ควรปิดภาชนะให้สนิทเพื่อป้องกันการหกหรือรั่วไหลของตัวอย่างตรวจ จากนั้นล้างมือให้สะอาด 
  6. นำตัวอย่างอุจจาระที่เก็บได้ส่งห้องปฏิบัติการทันที แต่ถ้าไม่สามารถส่งได้ ควรนำตัวอย่างอุจจาระเก็บตู้เย็นช่องธรรมดาโดยหลีกเลี่ยงช่องเก็บอาหารและน้ำดื่มและไม่ควรเก็บนานเกิน 24 ชั่วโมง 
  7. ในกรณีที่เป็นการเก็บอุจจาระเพื่อการเพาะเชื้อหรือการตรวจพิเศษอื่น ๆ  ควรปฏิบัติตามคำแนะนำเพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์

Image by Racool_studio on Freepik

แหล่งอ้างอิง/ที่มา
  1. ชวนพิศ วงศ์สามัญ, กล้าเผชิญ โชคบำรุง. การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการพยาบาล. พิมพ์ครั้งที่ 17. ขอนแก่น: ขอนแก่นการพิมพ์; 2554. 
  2. ฐิติมนรัตน์ ดวงจันทร์ดา. วิธีตรวจทางห้องปฏิบัติการพื้นฐานปรสิตวิทยาทางการแพทย์. พิมพ์ครั้งที่ 1. ปทุมธานี: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์; 2558. 
  3. พรรณี พิเดช, ประภพ ด่านเศรษฐกุล, เลอสรร สุวรรณฑล. ความรู้เรื่องสุขภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: สายสี่การพิมพ์; 2547.
  4. ศูนย์ตรวจสุขภาพเพื่อเดินทางไปต่างประเทศ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. ข่าวประชาสัมพันธ์ทั่วไป: ขั้นตอนและวิธีการเก็บตัวอย่างปัสสาวะ/อุจจาระ [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ [เข้าถึงเมื่อ 17 ก.ย. 2566]. เข้าถึงได้จาก: https://www.rama.mahidol.ac.th/goabroad/th/news/announcement/05302019-1510-th
  5. สมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทย. เทคนิคการแพทย์กับสุขภาพของประชาชน. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ; 2550.
  6. Brunzel NA. Fundamentals of urine & body fluid analysis. 5th ed. St. Louis, Missouri, USA: Elsevier; 2023.
  7. Pritt BS, Couturier MR, section editors. Parasitology. In: Leber AL, Burnham C-AD, editors in chief. Clinical microbiology procedures handbook volume 3. 5th ed. Washington, D.C., USA: ASM Press; 2023.

บทความที่ถูกอ่านล่าสุด

นวัตกรรมทางเภสัชศาสตร์เพื่อพัฒนายาสำหรับเด็ก 1 วินาทีที่แล้ว
อันตรายจากสารเคมีใกล้ตัว 1 วินาทีที่แล้ว
ยาคุมฉุกเฉิน ... เรื่องจริงที่ผู้หญิงต้องรู้ 2 วินาทีที่แล้ว
รู้และเข้าใจสารเจือปนในผลิตภัณฑ์ยา กรณีเรียกเก็บคืน ยาวาลซาร์แทน (Valsartan) 4 วินาทีที่แล้ว
เลือดจาง โลหิตจาง กับยาฉีดอีพีโอ (EPO) 4 วินาทีที่แล้ว
จิบชายามบ่าย 5 วินาทีที่แล้ว
อันตรายของครีมหน้าขาว ที่ผสมไฮโดรควิโนน 6 วินาทีที่แล้ว
ปัสสาวะเล็ด กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ 6 วินาทีที่แล้ว
โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) กับกรดโฟลิก .. คุณประโยชน์ที่ไม่ควรมองข้าม 7 วินาทีที่แล้ว
ลำไย...คุณค่าที่มากกว่าความหวาน 11 วินาทีที่แล้ว

อ่านบทความทั้งหมด

เกี่ยวกับคณะเภสัชศาสตร์
คลังความรู้สู่ประชาชน บทความความรู้สู่ประชาชน บทความความรู้สู่ประชาชน

ความสำเร็จของวิชาชีพเภสัชกรรม เกิดจากความรู้ที่สามารถทำให้ผู้บริโภคยา มีการเสี่ยงต่ออันตรายจากยาที่ใช้ให้น้อยที่สุด แต่ได้รับผลในการป้องกัน หรือบำบัดโรคมากที่สุด

ความสำเร็จของวิชาชีพเภสัชกรรม เกิดจากความรู้ที่สามารถทำให้ผู้บริโภคยา มีการเสี่่ยงต่ออันตรายจากยาที่ใช้ให้น้อยที่สุด แต่ได้รับผลในการป้องกัน หรือบำบัดโรคมากที่สุด
ประดิษฐ์ หุตางกูร
คณบดีท่านแรกของคณะเภสัชศาสตร์

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

447 ถนนศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
Copyright © 2021 - 2026
งานเทคโนโลยีสารสนเทศฯ คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล
การใช้และการจัดการคุกกี้
เราใช้เทคโนโลยีคุกกี้เพื่อช่วยให้เว็บไซต์ทำงานได้อย่างถูกต้อง การเปิดให้ใช้คุณสมบัติทางโซเชียลมีเดีย และเพื่อวิเคราะห์การเข้าเว็บไซต์ของเรา