Loading…

สารเคมีในครัวเรือนที่ไม่ควรใช้ร่วมกัน

สารเคมีในครัวเรือนที่ไม่ควรใช้ร่วมกัน

อาจารย์ ดร. ธีรวัฒน์ สงสีจันทร์

ภาควิชาเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

3,566 ครั้ง เมื่อ 1 ช.ม.ที่แล้ว
2024-12-02

ภาพดัดแปลงจาก : https://cleanzen.com/blog/mixing-bleach-and-vinegar/

ในชีวิตประจำวันสารเคมีนั้นอยู่รอบตัวเราในหลายรูปแบบ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ที่เราใช้กับร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกาย เครื่องสำอาง ยา อาหาร สารปรุงแต่งอาหารและเครื่องดื่ม เป็นต้น สารเคมีที่เราใช้ในการทำความสะอาดเครื่องใช้และพื้นผิวต่างๆ รวมถึงสารกําจัดแมลงและสารกําจัดศัตรูพืช สารเคมีเหล่านี้ล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการดำรงชีวิตและทำให้ชีวิตสะดวกสบายมากขึ้น แต่หากเราใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่ถูกวิธีก็อาจส่งผลต่อร่างกายและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ บ่อยครั้งที่เราได้ยินข่าวเกี่ยวกับอุบัติเหตุจากการใช้ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนร่วมกัน บทความนี้ได้รวบรวมตัวอย่างของสารเคมีในครัวเรือนที่ไม่ควรใช้ร่วมกันไว้ เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นภายในบ้านและสร้างความตระหนักรู้ในการใช้ประโยชน์จากสารเคมีในครัวเรือน

1. ไม่ควรผสมน้ำยาล้างห้องน้ำกับน้ำยาซักผ้าขาว

บางคนมีความเชื่อว่าหากผสมน้ำยาล้างห้องน้ำกับน้ำยาซักผ้าขาวแล้วจะทำให้คราบสิ่งสกปรกต่างๆ ในห้องน้ำหลุดออกได้ง่ายขึ้น ลดแรงขัด ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด โดยน้ำยาซักผ้าขาวที่มีส่วนประกอบของโซเดียมไฮโปคลอไรท์ (NaOCl) เมื่อเจอกับน้ำ (H2O) จะสลายตัวได้กรดไฮโปคลอรัส (HOCl) ที่มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อโรคได้ดี หากแต่ถ้าเจอกับกรดไฮโดรคลอริก (HCl) ที่เป็นหนึ่งในส่วนประกอบในน้ำยาล้างห้องน้ำ กรดทั้งสองจะทำปฏิกิริยากันแล้วทำให้ได้ก๊าซคลอรีนซึ่งเป็นก๊าซพิษเกิดขึ้น

NaOCl (น้ำยาซักผ้าขาว) + H2O   ®   HOCl + Na+ + OH-

HOCl + HCl (น้ำยาล้างห้องน้ำ)  ®   H2O + Cl2 (ก๊าซคลอรีน)

ก๊าซคลอรีนนั้นมีสีเหลืองอมเขียวจางมากๆ กลิ่นฉุน หากสูดดมเข้าไปปริมาณน้อยจะทำให้มีอาการระคายเคืองเยื่อบุตา เยื่อบุโพรงจมูก ทางเดินหายใจและลำคอ แสบจมูก แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก เวียนหัว น้ำตาไหล ไอ คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น และหากสูดดมเข้าไปในปริมาณมากอาจเป็นสาเหตุให้เกิดน้ำท่วมปอดและภาวะระบบหายใจล้มเหลวเฉียบพลันได้ ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจพบภาวะขาดออกซิเจนและภาวะเลือดเป็นกรด ส่งผลให้เสียชีวิตได้ในที่สุด

2. ไม่ควรผสมน้ำยาซักผ้าขาวกับน้ำส้มสายชู หรือกับกรดอื่นๆ

เช่นเดียวกัน หากผสมน้ำยาซักผ้าขาวกับน้ำส้มสายชูที่เป็นกรดอะซิติก (CH3COOH) เจือจางในน้ำ หรือกับกรดชนิดอื่นๆ ก็เป็นสาเหตุทำให้เกิดก๊าซพิษคลอรีนขึ้นได้

2HOCl + 2CH3COOH (น้ำส้มสายชู)   ®   Cl2 (ก๊าซคลอรีน) + 2H2O + 2CH3COO-

ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาซักผ้าขาวร่วมกันกับผลิตภัณฑ์หรือสารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นกรดทุกชนิด

3. ไม่ควรผสมน้ำยาซักผ้าขาวกับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของแอมโมเนีย

แอมโมเนีย (NH3) เป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นด่าง พบว่าเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหลายชนิด เช่น น้ำยาล้างจานบางสูตร น้ำยาเช็ดกระจกและน้ำยาถูพื้น เป็นต้น ไม่ควรนำมาผสมกับน้ำยาซักผ้าขาวเพื่อหวังผลให้มีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดที่ดีขึ้น หากแต่จะผลิตก๊าซพิษคลอรามีนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพขึ้นแทน

HOCl + NH3   ®   NH2Cl (ก๊าซคลอรามีน) + H2O

คลอรามีนเป็นก๊าซที่ไม่มีสี มีกลิ่นฉุน หากสูดดมเข้าไปอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองตา จมูกและลำคอได้ ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก ไอ และอาจอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ในกรณีที่สูดดมเข้าไปในปริมาณมาก

4. ไม่ควรผสมน้ำยาซักผ้าขาวกับแอลกอฮอล์หรืออะซิโตน

ไม่ควรผสมน้ำยาซักผ้าขาวกับแอลกอฮอล์ล้างมือหรือแอลกอฮอล์ทำความสะอาดพื้นผิว หรือกับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีส่วนประกอบของอะซิโตน เช่น น้ำยาล้างเล็บ น้ำยาล้างกาว น้ำยาเช็ดล้างเครื่องมือช่าง น้ำยาล้างแปรงทาสีและลูกกลิ้งทาสี เป็นต้น เนื่องจากทั้งแอลกอฮอล์และอะซิโตนเมื่อเจอกับโซเดียมไฮโปคลอไรท์ (NaOCl) ในน้ำยาซักผ้าขาวจะทำปฏิกิริยากันได้คลอโรฟอร์ม (CHCl3) เกิดขึ้น

3NaOCl (น้ำยาซักผ้าขาว) + CH3-CO-CH3 (อะซิโตน)   ®   CHCl3 (คลอโรฟอร์ม) + 2NaOH + NaO-CO-CH3

โดยคลอโรฟอร์มเป็นของเหลวที่ระเหยง่าย ไม่มีสี มีคุณสมบัติเป็นยาสลบ หากได้รับและสูดดมไปในปริมาณมากจะทำให้ระคายเคืองดวงตา ทำลายตับ ไตและระบบประสาท มีโอกาสทำให้หมดสติได้

5. ไม่ควรผสมน้ำส้มสายชูกับไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์

ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (H2O2) มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรค ดังนั้นจึงสามารถเจออยู่ในผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์สำหรับล้างผักผลไม้และสำหรับล้างบาดแผล นอกจากนี้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ยังเป็นส่วนผสมหนึ่งในผลิตภัณฑ์ซักผ้าและผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผมอีกด้วย ด้วยคุณสมบัติการฆ่าเชื้อจุลชีพนี้ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าหากนำไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์มาผสมกับน้ำส้มสายชูแล้วจะทำให้มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรคได้ดียิ่งขึ้น แต่ความเป็นจริงคือเมื่อสารทั้งสองผสมกันจะทำให้ได้กรดเปอร์อะซิติก (CH3COOOH) ที่เป็นพิษและก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวหนัง ดวงตา และระบบทางเดินหายใจได้ อีกทั้งยังมีฤทธิ์กัดกร่อนพื้นผิววัสดุอีกด้วย

CH3COOH (น้ำส้มสายชู) + H2O2 (ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์)   ®   CH3COOOH (กรดเปอร์อะซิติก) + H2O

ดังนั้นจึงไม่ควรผสมสารทั้งสองด้วยกันโดยตรง ควรเจือจางในน้ำสะอาดโดยแยกภาชนะกัน

6. ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดท่อน้ำทิ้งร่วมกัน

ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดท่อน้ำทิ้งมีหลายประเภท มีส่วนประกอบทางเคมีและคุณสมบัติที่แตกต่างกัน บางคนอาจคิดว่าการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดท่อน้ำทิ้งร่วมกันจะทำให้ได้ประสิทธิภาพในการชำระล้างดีขึ้น แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น หากแต่จะทำให้เกิดอันตรายมากขึ้นอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่นโซดาไฟหรือโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) ที่มีฤทธิ์เป็นเบสแก่ ควรใช้เดี่ยว ไม่ควรใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของกรด เพราะจะทำให้เกิดปฏิกิริยาคายความร้อนอย่างรุนแรง น้ำร้อนอาจจะกระเด็นมาโดนผิวหนังและเป็นอันตรายได้ ส่วนผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดท่อน้ำทิ้งที่มีส่วนประกอบของกรดแก่ เช่น กรดซัลฟิวริก (H2SO4) ก็ควรใช้ในลักษณะที่เจือจางและปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากจนเกินไป ในขณะรอให้เกิดการชะล้างก็ไม่ควรอยู่ในบริเวณนั้น และควรเปิดประตู หน้าต่าง ให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ทั้งนี้เพื่อป้องกันการหายใจเอาก๊าซพิษเข้าสู่ร่างกายได้

 

การใช้ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนที่มีส่วนประกอบของสารเคมีจะต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน อย. และมีฉลากชัดเจน ควรทราบส่วนประกอบทางเคมีของผลิตภัณฑ์เหล่านั้น และควรศึกษาถึงวิธีการใช้ คำเตือน รวมถึงวิธีแก้พิษเบื้องต้นอย่างละเอียด นอกจากนี้ควรต้องป้องกันตัวเองโดยการสวมใส่ถุงมือ รองเท้า เสื้อคลุมและแว่นตาป้องกันสารเคมี และควรใช้ผลิตภัณฑ์สารเคมีเหล่านี้ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่ผสมสารเคมีรวมกันหากไม่จำเป็นเพราะอาจทำให้เกิดอันตรายได้ อย่างไรก็ดีหากได้รับสารพิษหรือได้รับอันตรายเมื่อสัมผัสกับสารเคมีควรไปพบแพทย์ทันที

แหล่งอ้างอิง/ที่มา

1. ทรูปลูกปัญญา. ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ไม่ควรนำมาผสมกัน [อินเทอร์เน็ต]. trueplookpanya.com. 2564 [เข้าถึงเมื่อ 21 กันยายน 2567].

2. กระปุก. 13 น้ำยาทำความสะอาดที่ไม่ควรใช้ด้วยกัน เลี่ยงเลยก่อนเกิดอันตราย ! [อินเทอร์เน็ต]. kapook.com. 2567 [เข้าถึงเมื่อ 21 กันยายน 2567].

3. วุฒิเชษฐ รุ่งเรือง, ฐิติพล เยาวลักษณ์. ภาวะพิษจากก๊าซคลอรีน Chlorine Gas Poisoning. วารสารเภสัชกรรมโรงพยาบาล 2565;32:241-7.

4. กรมควบคุมโรค. คลอโรฟอร์ม (Chloroform). [อินเทอร์เน็ต]. ddc.moph.go.th. 2563. [เข้าถึงเมื่อ 21 กันยายน 2567].

บทความที่ถูกอ่านล่าสุด

ท้องผูกและการใช้ยาระบาย 5 วินาทีที่แล้ว
ปวดสะโพกร้าวลงขา หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทจริงหรือไม่ 7 วินาทีที่แล้ว
เก็บยาอย่างไรให้คงคุณภาพ 9 วินาทีที่แล้ว
ทำความรู้จักกับอินูลิน (Inulin) และประโยชน์ของอินูลินต่อสุขภาพ 10 วินาทีที่แล้ว
เชื้อโปรโตซัว และจิตเภท 11 วินาทีที่แล้ว
กวาวเครือขาว 12 วินาทีที่แล้ว
อุจจาระ รักษาโรค ??? Fecal Microbiota Transplantation (FMT) 16 วินาทีที่แล้ว
เมทานอลในเหล้าต้มสุราเถื่อน อันตรายถึงแก่ชีวิต 17 วินาทีที่แล้ว
ผลิตภัณฑ์ เห็ดหลินจือ ปลอดภัยหรือไม่ ?? 19 วินาทีที่แล้ว
ทุเรียน..ราชาแห่งผลไม้ 20 วินาทีที่แล้ว

อ่านบทความทั้งหมด

เกี่ยวกับคณะเภสัชศาสตร์
คลังความรู้สู่ประชาชน บทความความรู้สู่ประชาชน บทความความรู้สู่ประชาชน

ความสำเร็จของวิชาชีพเภสัชกรรม เกิดจากความรู้ที่สามารถทำให้ผู้บริโภคยา มีการเสี่ยงต่ออันตรายจากยาที่ใช้ให้น้อยที่สุด แต่ได้รับผลในการป้องกัน หรือบำบัดโรคมากที่สุด

ความสำเร็จของวิชาชีพเภสัชกรรม เกิดจากความรู้ที่สามารถทำให้ผู้บริโภคยา มีการเสี่่ยงต่ออันตรายจากยาที่ใช้ให้น้อยที่สุด แต่ได้รับผลในการป้องกัน หรือบำบัดโรคมากที่สุด
ประดิษฐ์ หุตางกูร
คณบดีท่านแรกของคณะเภสัชศาสตร์

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

447 ถนนศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
Copyright © 2021 - 2026
งานเทคโนโลยีสารสนเทศฯ คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล
การใช้และการจัดการคุกกี้
เราใช้เทคโนโลยีคุกกี้เพื่อช่วยให้เว็บไซต์ทำงานได้อย่างถูกต้อง การเปิดให้ใช้คุณสมบัติทางโซเชียลมีเดีย และเพื่อวิเคราะห์การเข้าเว็บไซต์ของเรา