|
งูสวัด คือ โรคจากการติดเชื้อ varicella-zoster virus (VZV) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่ก่อให้เกิดโรคอีสุกอีใส หลังจากหายจากโรคอีสุกอีใส เชื้อไวรัสจะเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในปมประสาทโดยไม่มีอาการแสดงใด ๆ แต่เมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำลง เชื้อไวรัส VZV จะเพิ่มจำนวนแล้วแพร่กระจายไปตามแนวเส้นประสาท ทำให้เกิดการอักเสบและมีอาการแสดงของผื่นที่มีลักษณะเฉพาะ คือ ผื่นตุ่มน้ำใสที่ขึ้นตามแนวเส้นประสาท[1,2] โดยอาจพบได้ทั้งบริเวณเอว ไหล่ คอ หรือใบหน้า ผื่นมักทำให้เกิดอาการปวดแสบร้อน ปวดเสียวแปลบคล้ายถูกไฟช็อต นอกจากนี้อาจมีอาการอื่น ๆ เช่น ไข้ หนาวสั่น ปวดหัว หรือปวดเมื่อยตามตัว[2,3] โรคงูสวัดพบมากในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป และมีความเสี่ยงมากขึ้นในผู้ที่มีภาวะเครียด ผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยโรคมะเร็ง หรือผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน[1]
โดยหลังจากที่ผู้ป่วยหายจากโรคงูสวัดแล้ว ยังอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในหลายระบบของร่างกายและมีความรุนแรงแตกต่างกันไป[2] ในที่นี้จะขอกล่าวถึง 2 ภาวะที่พบได้บ่อย ได้แก่ ภาวะปวดเส้นประสาทหลังเกิดโรคงูสวัด และภาวะติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่ผิวหนัง
ภาวะปวดเส้นประสาทหลังเกิดโรคงูสวัด (post-herpetic neuralgia, PHN) คือ อาการปวดชนิดเรื้อรังที่ผู้ป่วยมีอาการปวดอย่างต่อเนื่องในบริเวณแนวเส้นประสาทที่เคยเป็นงูสวัดเป็นระยะเวลานานเกินกว่า 3 เดือน[4] ซึ่งลักษณะอาการปวดนั้นจะคล้ายอาการปวดขณะที่เป็นโรคงูสวัด ได้แก่ ปวดแสบร้อน ปวดเสียวแปลบคล้ายถูกไฟช็อต นอกจากนี้ยังมีอาการปวดจากการกระตุ้นอย่างผิดปกติ คือ การรู้สึกปวดจากสิ่งกระตุ้นที่ไม่ควรทำให้ปวด (allodynia) และการปวดรุนแรงเกินความจริง (hyperalgesia)[3] กลไกหลักเกิดจากการที่ไวรัส VZV ก่อให้เกิดความเสียหายโดยตรงต่อทั้งเซลล์ประสาทส่วนปลายและส่วนกลาง ส่งผลให้เส้นประสาทตอบสนองต่อสัญญาณประสาทรับความเจ็บปวดได้มากขึ้น และสมองมีการแปลความรู้สึกที่ผิดปกติ[5] ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการปวดประสาทที่รุนแรงและยาวนานแม้ว่าผื่นของโรคงูสวัดจะหายดีแล้ว ภาวะ PHN มักพบได้บ่อย โดยผู้ป่วยโรคงูสวัดประมาณ 2.6% ถึง 46.7% จะมีการพัฒนาไปเป็นภาวะ PHN ในภายหลัง[6] ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้มีโอกาสเกิดภาวะนี้ ได้แก่ อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ความรุนแรงของโรคงูสวัดในระยะแรก ตำแหน่งที่เกิดผื่นงูสวัด และภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ยารักษาภาวะ PHN นั้นมีเป้าหมายเพื่อช่วยควบคุมอาการปวด และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้น โดยยาที่สามารถใช้ในการรักษาภาวะ PHN ตามคำแนะนำเวชปฏิบัติในภาวะปวดเหตุพยาธิสภาพปลายประสาท พ.ศ. 2563 แสดงในตารางที่ 1[4] ทั้งนี้การพิจารณาเลือกยาขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ ซึ่งจะพิจารณาจากปัจจัยอื่น ๆ เช่น ภาวะที่ผู้ป่วยเป็นร่วม หรืออันตรกิริยาระหว่างยา
ตารางที่ 1 กลุ่มยาและชื่อยาที่ใช้ในการรักษาภาวะ PHN (ดัดแปลงจากเอกสารอ้างอิง 4)
|
กลุ่มยาและชื่อยา |
กลไกการออกฤทธิ์ |
อาการข้างเคียงที่สำคัญ |
|
Tricyclic antidepressants (TCAs) เช่น amitriptyline และ nortriptyline |
เพิ่มประสิทธิภาพของการยับยั้งความปวดที่ส่งตรงจากสมอง |
ง่วงนอน หัวใจเต้นเร็ว ปากแห้ง คอแห้ง ปัสสาวะคั่ง ท้องผูก น้ำหนักตัวเพิ่ม |
|
Calcium channel ⍺2δ1 ligands เช่น gabapentin และ pregabalin |
ยับยั้งการหลั่งสารสื่อประสาทที่ทำหน้าที่ส่งต่อสัญญาณความปวด |
ง่วงนอน วิงเวียน ขาและเท้าบวม |
|
Serotonin and norepinephrine reuptake inhibitors (SNRIs) เช่น duloxetine และ venlafaxine |
เพิ่มประสิทธิภาพของการยับยั้งความปวดที่ส่งตรงจากสมอง |
คลื่นไส้ ใจสั่น ความดันโลหิตเพิ่ม ท้องผูก |
|
Weak opioid เช่น tramadol |
ยับยั้งการส่งผ่านสัญญาณความเจ็บปวด และเพิ่มประสิทธิภาพของการยับยั้งความปวดที่ส่งตรงจากสมอง |
คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก วิงเวียน ง่วงซึม |
|
Sodium channel blockers เช่น carbamazepine และ oxcarbazepine |
ยับยั้งและลดการปล่อยกระแสประสาทหรือสัญญาณความเจ็บปวดที่ผิดปกติ |
คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ เห็นภาพซ้อน |
|
ยาใช้ภายนอก เช่น แผ่นแปะ lidocaine และแผ่นแปะหรือครีม capsaicin |
รักษาความเสถียรของเซลล์ประสาท ทำให้ลดการสร้างสัญญาณประสาทที่ผิดปกติ[7] |
ระคายเคืองหรือแสบในบริเวณที่ทา
|
อันตรกิริยาระหว่างยา หมายถึง ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่อมีการใช้ยาตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปร่วมกัน ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการข้างเคียงรุนแรงขึ้น หรือในทางกลับกัน อาจลดประสิทธิภาพการรักษา ปฏิกิริยาดังกล่าวไม่เพียงแต่เกิดขึ้นระหว่างยาด้วยกันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอันตรกิริยาระหว่างยากับสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอีกด้วย กลไกสำคัญที่ทำให้เกิดปฏิกิริยานั้นเกี่ยวข้องกับสมุนไพรที่มีฤทธิ์เหนี่ยวนำหรือยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ในกลุ่ม cytochrome P450 (CYP) ซึ่งทำหน้าที่กำจัดยาออกจากร่างกาย สมุนไพรที่มีฤทธิ์เหนี่ยวนำ CYP เช่น เซนต์จอห์นเวิร์ต (St. John’s wort) ที่นิยมใช้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อช่วยในการนอนหลับหรือคลายกังวล สมุนไพรชนิดนี้มีฤทธิ์เหนี่ยวนำการทำงานของ CYP ส่งผลให้ยาบางกลุ่ม เช่น TCAs, SNRIs และ tramadol อาจมีประสิทธิภาพการรักษาลดลง นอกจากนี้การใช้เซนต์จอห์นเวิร์ตร่วมกับยาข้างต้น อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะ serotonin syndrome ซึ่งเป็นภาวะอันตรายที่ต้องได้รับการรักษาเร่งด่วน[8] อย่างไรก็ตาม อันตรกิริยาระหว่างยาเป็นสิ่งที่สามารถเฝ้าระวังและสามารถป้องกันได้ ผู้ป่วยควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงประวัติการใช้ยา สมุนไพร และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษา
การฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดโรคงูสวัดรวมถึง PHN ในปัจจุบันมีวัคซีนที่นิยมใช้สำหรับป้องกันโรคงูสวัด 2 ชนิด ได้แก่
การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่ผิวหนัง (secondary bacterial skin infection) สามารถเกิดจากบริเวณตุ่มน้ำที่แตกออก ส่งผลให้ชั้นผิวหนังที่ทำหน้าเป็นเกาะป้องกันทางกายภาพต่อเชื้อโรคถูกทำลายลง ช่วยให้เชื้อโรคสามารถรุกล้ำเข้าสู่ชั้นหนังแท้ได้ง่ายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังสัมพันธ์กับพฤติกรรมการแกะเกาแผลเนื่องจากอาการคันหรือปวด ซึ่งเป็นการนำเอาแบคทีเรียจากเล็บมือและสิ่งแวดล้อมเข้าสู่บาดแผลโดยตรง เชื้อที่เป็นสาเหตุมักเป็นเชื้อประจำถิ่นบนผิวหนังมนุษย์ ได้แก่ Staphylococcus aureus และ Streptococcus pyogenes ลักษณะของแผลที่อาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่ ตุ่มหนอง ผื่นแดง หรือมีลักษณะของสะเก็ด (honey-crusted) ร่วมกับมีอาการปวด หรืออาจพบไข้สูง หนาวสั่นในผู้ป่วยบางราย[11]
การใช้ยาปฏิชีวนะในผู้ป่วยที่มีภาวะติดแบคทีเรียแทรกซ้อนจะพิจารณาตามความรุนแรงของรอยโรค สภาพร่างกายของผู้ป่วย และความเสี่ยงต่อการติดเชื้อดื้อยา โดยยามีเป้าหมายหลักครอบคลุมทั้งเชื้อ
S. aureus และ S. pyogenes สามารถแบ่งรูปแบบยาปฏิชีวนะออกเป็น 2 แบบ ได้แก่ ชนิดทาและชนิดรับประทาน หลักการใช้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม คือ ไม่ควรซื้อยามาใช้เอง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อรับการประเมินโรคอย่างเหมาะสม เพื่อลดการใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็น ซึ่งอาจก่อให้เกิดการดื้อยาในอนาคต
ภาวะติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่ผิวหนังมักสัมพันธ์กับพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ส่งเสริมให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายง่ายขึ้น ดังนั้นการป้องกันการติดเชื้อดังกล่าวจึงเป็นการหลีกเลี่ยงการแกะเกาแผล ไม่ควรใช้สมุนไพรพอกหรือพ่นแผลตามความเชื่อพื้นบ้าน ซึ่งนอกเหนือจากจะไม่ได้ผลในการรักษาโรคงูสวัดแล้ว อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการรับเชื้อโรคเข้าสู่บริเวณแผลได้มากยิ่งขึ้น
โรคงูสวัดเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่พบมากในผู้สูงอายุและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยอย่างภาวะ PHN และภาวะติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่ผิวหนัง การรักษาจึงต้องอาศัยการใช้ยาควบคุมอาการปวดหรือยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสมตามดุลยพินิจของแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อความปลอดภัยและป้องกันการเกิดเชื้อดื้อยา ทั้งนี้ ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การแกะเกาแผลหรือการพอกสมุนไพรพื้นบ้าน และควรพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดเพื่อลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนและช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น
|
|