หน่วยคลังข้อมูลยา
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ยารักษาอาการแทรกซ้อนจากงูสวัด

โดย นศภ.ธนกร สำเลิศรัมย์ ภายใต้คำแนะนำของ รศ.ดร.ภก. กฤษณ์ ถิรพันธุ์เมธี เผยแพร่ตั้งแต่ 4 กันยายน พ.ศ.2569 -- 98 views
 

งูสวัด คืออะไร?

งูสวัด คือ โรคจากการติดเชื้อ varicella-zoster virus (VZV) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่ก่อให้เกิดโรคอีสุกอีใส หลังจากหายจากโรคอีสุกอีใส เชื้อไวรัสจะเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในปมประสาทโดยไม่มีอาการแสดงใด ๆ แต่เมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำลง เชื้อไวรัส VZV จะเพิ่มจำนวนแล้วแพร่กระจายไปตามแนวเส้นประสาท ทำให้เกิดการอักเสบและมีอาการแสดงของผื่นที่มีลักษณะเฉพาะ คือ ผื่นตุ่มน้ำใสที่ขึ้นตามแนวเส้นประสาท[1,2] โดยอาจพบได้ทั้งบริเวณเอว ไหล่ คอ หรือใบหน้า ผื่นมักทำให้เกิดอาการปวดแสบร้อน ปวดเสียวแปลบคล้ายถูกไฟช็อต นอกจากนี้อาจมีอาการอื่น ๆ เช่น ไข้ หนาวสั่น ปวดหัว หรือปวดเมื่อยตามตัว[2,3] โรคงูสวัดพบมากในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป และมีความเสี่ยงมากขึ้นในผู้ที่มีภาวะเครียด ผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยโรคมะเร็ง หรือผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน[1]

โดยหลังจากที่ผู้ป่วยหายจากโรคงูสวัดแล้ว ยังอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในหลายระบบของร่างกายและมีความรุนแรงแตกต่างกันไป[2] ในที่นี้จะขอกล่าวถึง 2 ภาวะที่พบได้บ่อย ได้แก่ ภาวะปวดเส้นประสาทหลังเกิดโรคงูสวัด และภาวะติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่ผิวหนัง

ภาวะปวดเส้นประสาทหลังเกิดโรคงูสวัด

ภาวะปวดเส้นประสาทหลังเกิดโรคงูสวัด (post-herpetic neuralgia, PHN) คือ อาการปวดชนิดเรื้อรังที่ผู้ป่วยมีอาการปวดอย่างต่อเนื่องในบริเวณแนวเส้นประสาทที่เคยเป็นงูสวัดเป็นระยะเวลานานเกินกว่า 3 เดือน[4] ซึ่งลักษณะอาการปวดนั้นจะคล้ายอาการปวดขณะที่เป็นโรคงูสวัด ได้แก่ ปวดแสบร้อน ปวดเสียวแปลบคล้ายถูกไฟช็อต นอกจากนี้ยังมีอาการปวดจากการกระตุ้นอย่างผิดปกติ คือ การรู้สึกปวดจากสิ่งกระตุ้นที่ไม่ควรทำให้ปวด (allodynia) และการปวดรุนแรงเกินความจริง (hyperalgesia)[3] กลไกหลักเกิดจากการที่ไวรัส VZV ก่อให้เกิดความเสียหายโดยตรงต่อทั้งเซลล์ประสาทส่วนปลายและส่วนกลาง ส่งผลให้เส้นประสาทตอบสนองต่อสัญญาณประสาทรับความเจ็บปวดได้มากขึ้น และสมองมีการแปลความรู้สึกที่ผิดปกติ[5] ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการปวดประสาทที่รุนแรงและยาวนานแม้ว่าผื่นของโรคงูสวัดจะหายดีแล้ว ภาวะ PHN มักพบได้บ่อย โดยผู้ป่วยโรคงูสวัดประมาณ 2.6% ถึง 46.7% จะมีการพัฒนาไปเป็นภาวะ PHN ในภายหลัง[6] ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้มีโอกาสเกิดภาวะนี้ ได้แก่ อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ความรุนแรงของโรคงูสวัดในระยะแรก ตำแหน่งที่เกิดผื่นงูสวัด และภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ยาที่ใช้รักษาภาวะ PHN

ยารักษาภาวะ PHN นั้นมีเป้าหมายเพื่อช่วยควบคุมอาการปวด และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้น โดยยาที่สามารถใช้ในการรักษาภาวะ PHN ตามคำแนะนำเวชปฏิบัติในภาวะปวดเหตุพยาธิสภาพปลายประสาท พ.ศ. 2563 แสดงในตารางที่ 1[4] ทั้งนี้การพิจารณาเลือกยาขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ ซึ่งจะพิจารณาจากปัจจัยอื่น ๆ เช่น ภาวะที่ผู้ป่วยเป็นร่วม หรืออันตรกิริยาระหว่างยา

ตารางที่ 1 กลุ่มยาและชื่อยาที่ใช้ในการรักษาภาวะ PHN (ดัดแปลงจากเอกสารอ้างอิง 4)

กลุ่มยาและชื่อยา

กลไกการออกฤทธิ์

อาการข้างเคียงที่สำคัญ

Tricyclic antidepressants (TCAs) เช่น amitriptyline และ nortriptyline

เพิ่มประสิทธิภาพของการยับยั้งความปวดที่ส่งตรงจากสมอง

ง่วงนอน หัวใจเต้นเร็ว ปากแห้ง คอแห้ง ปัสสาวะคั่ง ท้องผูก

น้ำหนักตัวเพิ่ม

Calcium channel ⍺2δ1 ligands เช่น gabapentin และ pregabalin

ยับยั้งการหลั่งสารสื่อประสาทที่ทำหน้าที่ส่งต่อสัญญาณความปวด

ง่วงนอน วิงเวียน ขาและเท้าบวม

Serotonin and norepinephrine reuptake inhibitors (SNRIs) เช่น duloxetine และ venlafaxine

เพิ่มประสิทธิภาพของการยับยั้งความปวดที่ส่งตรงจากสมอง

คลื่นไส้ ใจสั่น ความดันโลหิตเพิ่ม ท้องผูก

Weak opioid เช่น tramadol

ยับยั้งการส่งผ่านสัญญาณความเจ็บปวด และเพิ่มประสิทธิภาพของการยับยั้งความปวดที่ส่งตรงจากสมอง

คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก วิงเวียน ง่วงซึม

Sodium channel blockers เช่น carbamazepine และ oxcarbazepine

ยับยั้งและลดการปล่อยกระแสประสาทหรือสัญญาณความเจ็บปวดที่ผิดปกติ

คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ เห็นภาพซ้อน

ยาใช้ภายนอก เช่น แผ่นแปะ lidocaine และแผ่นแปะหรือครีม capsaicin

รักษาความเสถียรของเซลล์ประสาท ทำให้ลดการสร้างสัญญาณประสาทที่ผิดปกติ[7]

ระคายเคืองหรือแสบในบริเวณที่ทา

อันตรกิริยาระหว่างยาและสมุนไพรในการรักษาภาวะ PHN

อันตรกิริยาระหว่างยา หมายถึง ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่อมีการใช้ยาตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปร่วมกัน ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการข้างเคียงรุนแรงขึ้น หรือในทางกลับกัน อาจลดประสิทธิภาพการรักษา ปฏิกิริยาดังกล่าวไม่เพียงแต่เกิดขึ้นระหว่างยาด้วยกันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอันตรกิริยาระหว่างยากับสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอีกด้วย กลไกสำคัญที่ทำให้เกิดปฏิกิริยานั้นเกี่ยวข้องกับสมุนไพรที่มีฤทธิ์เหนี่ยวนำหรือยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ในกลุ่ม cytochrome P450 (CYP) ซึ่งทำหน้าที่กำจัดยาออกจากร่างกาย สมุนไพรที่มีฤทธิ์เหนี่ยวนำ CYP เช่น เซนต์จอห์นเวิร์ต (St. John’s wort) ที่นิยมใช้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อช่วยในการนอนหลับหรือคลายกังวล สมุนไพรชนิดนี้มีฤทธิ์เหนี่ยวนำการทำงานของ CYP ส่งผลให้ยาบางกลุ่ม เช่น TCAs, SNRIs และ tramadol อาจมีประสิทธิภาพการรักษาลดลง นอกจากนี้การใช้เซนต์จอห์นเวิร์ตร่วมกับยาข้างต้น อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะ serotonin syndrome ซึ่งเป็นภาวะอันตรายที่ต้องได้รับการรักษาเร่งด่วน[8] อย่างไรก็ตาม อันตรกิริยาระหว่างยาเป็นสิ่งที่สามารถเฝ้าระวังและสามารถป้องกันได้ ผู้ป่วยควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงประวัติการใช้ยา สมุนไพร และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษา

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดโรคงูสวัดรวมถึง PHN ในปัจจุบันมีวัคซีนที่นิยมใช้สำหรับป้องกันโรคงูสวัด 2 ชนิด ได้แก่

  1. วัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (live-attenuated zoster vaccine) หรือชื่อการค้า Zostavax® รูปแบบฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนังจำนวน 1 เข็ม มีประสิทธิภาพในการป้องกันภาวะ PHN ประมาณร้อยละ 66.5[9] แนะนำในผู้ใหญ่สุขภาพดีอายุ 60 ปีขึ้นไป[10]
  2. วัคซีนชนิดโปรตีน (recombinant zoster vaccine) หรือชื่อการค้า Shingrix® เป็นวัคซีนชนิดไม่มีเชื้อมีชีวิต รูปแบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อจำนวน 2 เข็ม ห่างกัน 2-6 เดือน มีประสิทธิภาพในการป้องกันภาวะ PHN ประมาณร้อยละ 91.2[9] แนะนำในผู้ใหญ่สุขภาพดีที่อายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่อายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีความเสี่ยงในการเกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง[10]

ภาวะติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่ผิวหนัง

การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่ผิวหนัง (secondary bacterial skin infection) สามารถเกิดจากบริเวณตุ่มน้ำที่แตกออก ส่งผลให้ชั้นผิวหนังที่ทำหน้าเป็นเกาะป้องกันทางกายภาพต่อเชื้อโรคถูกทำลายลง ช่วยให้เชื้อโรคสามารถรุกล้ำเข้าสู่ชั้นหนังแท้ได้ง่ายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังสัมพันธ์กับพฤติกรรมการแกะเกาแผลเนื่องจากอาการคันหรือปวด ซึ่งเป็นการนำเอาแบคทีเรียจากเล็บมือและสิ่งแวดล้อมเข้าสู่บาดแผลโดยตรง เชื้อที่เป็นสาเหตุมักเป็นเชื้อประจำถิ่นบนผิวหนังมนุษย์ ได้แก่ Staphylococcus aureus และ Streptococcus pyogenes ลักษณะของแผลที่อาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่ ตุ่มหนอง ผื่นแดง หรือมีลักษณะของสะเก็ด (honey-crusted) ร่วมกับมีอาการปวด หรืออาจพบไข้สูง หนาวสั่นในผู้ป่วยบางราย[11]

การใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาภาวะติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่ผิวหนัง

การใช้ยาปฏิชีวนะในผู้ป่วยที่มีภาวะติดแบคทีเรียแทรกซ้อนจะพิจารณาตามความรุนแรงของรอยโรค สภาพร่างกายของผู้ป่วย และความเสี่ยงต่อการติดเชื้อดื้อยา โดยยามีเป้าหมายหลักครอบคลุมทั้งเชื้อ
S. aureus และ S. pyogenes สามารถแบ่งรูปแบบยาปฏิชีวนะออกเป็น 2 แบบ ได้แก่ ชนิดทาและชนิดรับประทาน หลักการใช้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม คือ ไม่ควรซื้อยามาใช้เอง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อรับการประเมินโรคอย่างเหมาะสม เพื่อลดการใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็น ซึ่งอาจก่อให้เกิดการดื้อยาในอนาคต

  1. ยาปฏิชีวนะชนิดทา เหมาะกับการติดเชื้อที่เกิดขึ้นเฉพาะจุด หรืออาจใช้ในการป้องกันในบริเวณที่ตุ่มน้ำแตกและมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ[12] ตัวอย่างยาปฏิชีวนะชนิดทา ได้แก่ mupirocin และ fusidic acid
  2. ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน ใช้ในกรณีที่มีอาการของการติดเชื้อที่รุนแรงขึ้นนอกจากรอยแผลที่ผิวหนัง เช่น มีไข้ร่วม หรือมีลักษณะของรอยแผลเป็นบริเวณกว้าง[12] ตัวอย่างยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน ได้แก่ cephalexin, dicloxacillin, amoxicillin/clavulanate, clindamycin, และ trimethoprim-sulfamethoxazole

พฤติกรรมที่ช่วยป้องกันภาวะติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่ผิวหนัง

ภาวะติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่ผิวหนังมักสัมพันธ์กับพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ส่งเสริมให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายง่ายขึ้น ดังนั้นการป้องกันการติดเชื้อดังกล่าวจึงเป็นการหลีกเลี่ยงการแกะเกาแผล ไม่ควรใช้สมุนไพรพอกหรือพ่นแผลตามความเชื่อพื้นบ้าน ซึ่งนอกเหนือจากจะไม่ได้ผลในการรักษาโรคงูสวัดแล้ว อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการรับเชื้อโรคเข้าสู่บริเวณแผลได้มากยิ่งขึ้น

บทสรุป

โรคงูสวัดเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่พบมากในผู้สูงอายุและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยอย่างภาวะ PHN และภาวะติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่ผิวหนัง การรักษาจึงต้องอาศัยการใช้ยาควบคุมอาการปวดหรือยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสมตามดุลยพินิจของแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อความปลอดภัยและป้องกันการเกิดเชื้อดื้อยา ทั้งนี้ ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การแกะเกาแผลหรือการพอกสมุนไพรพื้นบ้าน และควรพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดเพื่อลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนและช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น

เอกสารอ้างอิง

  1. Patil A, Goldust M, Wollina U. Herpes zoster: A Review of Clinical Manifestations and Management. Viruses. 2022; 14(2):192.
  2. Nair PA, Patel BC. Herpes Zoster. [Updated 2023 Sep 4]. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2026 Jan. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK441824/.
  3. Johnson RW, Rice AS. Clinical practice. Postherpetic neuralgia. N Engl J Med. 2014; 371 (16):1526-33.
  4. สมาคมการศึกษาเรื่องความปวดแห่งประเทศไทย. คำแนะนำเวชปฏิบัติในภาวะปวดเหตุพยาธิสภาพประสาท (Clinical Guidance for Neuropathic Pain) [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: สมาคมการศึกษาเรื่องความปวดแห่งประเทศไทย; 2563 [เข้าถึงเมื่อ 11 พ.ค. 2569]. หน้า 1-46. เข้าถึงได้จาก: https://www. tasp.or.th/cpg/neurophatic.php.
  5. Niemeyer CS, Harlander-Locke M, Bubak AN, Rzasa-Lynn R, Birlea M. Trigeminal Postherpetic Neuralgia: From Pathophysiology to Treatment. Curr Pain Headache Rep. 2024; 28(4):295-306.
  6. Giannelos N, Curran D, Nguyen C, Kagia C, Vroom N, Vroling H. The Incidence of Herpes Zoster Complications: A Systematic Literature Review. Infect Dis Ther. 2024; 13(7):1461-86.
  7. Nalamachu S, Morley-Forster P. Diagnosing and managing postherpetic neuralgia. Drugs Aging. 2012; 29(11):863-9.
  8. Badar A. Serotonin syndrome: An often-neglected medical emergency. J Family Community Med. 2024; 31(1):1-8.
  9. Lim DZJ, Tey HL, Salada BMA, Oon JEL, Seah ED, Chandran NS, et al. Herpes Zoster and Post-Herpetic Neuralgia-Diagnosis, Treatment, and Vaccination Strategies. Pathogens. 2024 17; 13(7):596.
  10. U.S. Centers for Disease Control and Prevention. Shingles Vaccine Recommendations [Internet]. Atlanta (GA): U.S. Centers for Disease Control and Prevention; 2024 Oct 22 [cited 2026 May 18]. Available from: https://www.cdc.gov/shingles/hcp/vaccine-considerations/index.html.
  11. Bikowski J. Secondarily infected wounds and dermatoses: a diagnosis and treatment guide. J Emerg Med. 1999;17(1):197-206.
  12. Stevens DL, Bisno AL, Chambers HF, Dellinger EP, Goldstein EJ, Gorbach SL, et al. Practice guidelines for the diagnosis and management of skin and soft tissue infections: 2014 update by the Infectious Diseases Society of America. Clin Infect Dis. 2014; 59(2):e10-52.

คำค้นที่เกี่ยวข้อง:
งูสวัด อาการแทรกซ้อน ภาวะปวดเส้นประสาทหลังเกิดโรคงูสวัด ภาวะติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่ผิวหนัง ยารักษา
 
คลิปความรู้เรื่องยา

EP.15 ท้องเสียแบบติดเชื้อกับยาหยุดถ่าย (Infectious diarrhea and antidiarrheal medications)

ดูคลิปทั้งหมด

ข่าวยาล่าสุด
    ดูข่าวยาทั้งหมด


หน่วยคลังข้อมูลยา

447 ถ.ศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
 
ออกแบบและพัฒนาโดย งานเทคโนโลยีสารสนเทศฯ คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล
Copyright © 2013-2020
 
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เราใช้เทคโนโลยีคุกกี้เพื่อช่วยให้เว็บไซต์ทำงานได้อย่างถูกต้อง การเปิดให้ใช้คุณสมบัติทางโซเชียลมีเดีย และเพื่อวิเคราะห์การเข้าเว็บไซต์ของเรา การใช้งานเว็บไซต์ต่อถือว่าคุณยอมรับการใช้งานคุกกี้