|
ฮอร์โมนไทรอยด์มีหน้าที่ควบคุมระบบการเผาผลาญ การเจริญเติบโต และการทำงานของอวัยวะ
ต่าง ๆ ในร่างกาย ฮอร์โมนนี้สร้างมาจากต่อมไทรอยด์ซึ่งผลิตฮอร์โมนหลัก 2 ชนิด คือ T4 (thyroxine) และ T3 (tri-iodothyronine) ซึ่งเมื่อ T4 และ T3 อยู่ในเลือดจะจับกับโปรตีน แต่เมื่อจะออกฤทธิ์จะต้องอยู่ในรูปอิสระที่ไม่มีการจับโปรตีน (free T4 และ free T3) การสร้างฮอร์โมนไทรอยด์อาศัยเอนไซม์สำคัญ คือ thyroid peroxidase และ 5’deiodinase โดยมีสมองส่วนไฮโปทาลามัสและต่อมใต้สมองส่วนหน้าช่วยควบคุมการทำงานของต่อมไทรอยด์ ดังรูปที่ 1
ภาวะไทรอยด์ผิดปกติสามารถพบได้ 2 แบบหลัก คือ ภาวะไทรอยด์ต่ำ ซึ่งเกิดจากการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ไม่เพียงพอ และ ภาวะไทรอยด์เกินหรือไทรอยด์เป็นพิษ ซึ่งเกิดจากการสร้างฮอร์โมนที่มากเกินไปจนเกิดความเป็นพิษ(1)
รูปที่ 1 กระบวนการสังเคราะห์ฮอร์โมนไทรอยด์ (สร้างด้วยโปรแกรม Canva)
ภาวะไทรอยด์เกินหรือเป็นพิษ (hyperthyroidism) เป็นภาวะที่พบมากในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และหนึ่งในสาเหตุที่พบได้บ่อย คือ Grave’s disease ซึ่งเป็นความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของตนเอง เกิดจากร่างกายสร้างสารที่ชื่อว่า thyroid-stimulating immunoglobulin (TSI) หรือ TSAb ที่ส่งผลกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ที่มากขึ้น รวมถึงอาจส่งผลให้เกิดต่อมไทรอยด์โตได้ โดยมักพบในหญิงหลังคลอด ผู้ที่ได้รับไอโอดีนมากเกินไป ผู้ที่มีการติดเชื้อ หรือผู้ที่มีความเครียดสูง เป็นต้น(2,3) อาการหรืออาการแสดงของภาวะไทรอยด์เป็นพิษสัมพันธ์กับระดับของฮอร์โมนไทรอยด์ที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากฮอร์โมนไทรอยด์มีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมระบบเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ส่งผลให้อาการที่เกิดขึ้นมีดังนี้(4)
- น้ำหนักลด
- หิวบ่อย
- ใจสั่น มือสั่น เหงื่อออกง่าย ไม่ทนต่ออากาศร้อน
- อ่อนเพลีย
- ตาแห้ง ตาโปน
- ถ่ายอุจจาระบ่อยขึ้น
เมื่อได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์แล้ว การรักษาภาวะไทรอยด์เกินโดยทั่วไปแบ่งได้เป็น 3 วิธีหลัก ซึ่งแต่ละวิธีมีความเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายที่แตกต่างกัน รวมทั้งมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกันดังแสดงในตารางที่ 1(4,5)
ตารางที่ 1 แสดงลักษณะความแตกต่างของวิธีการรักษาภาวะไทรอยด์เกิน(4,5)
|
|
ยาต้านไทรอยด์ |
ไอโอดีนรังสี |
ผ่าตัด |
|
เหมาะสมกับ |
- ผู้ป่วยทั่วไป - ผู้สูงอายุ - ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้ หรือมีข้อห้ามในการใช้ไอโอดีนรังสี
|
- ผู้ที่แพ้ยาต้านไทรอยด์อย่างรุนแรง - ผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อยาต้านไทรอยด์ - ผู้ที่มีข้อห้ามในการผ่าตัด - ผู้ที่วางแผนตั้งครรภ์ในอนาคตหลัง 6 เดือนขึ้นไป |
- ผู้ป่วยที่ต่อมไทรอยด์โตจนกดเบียดบริเวณใกล้เคียง - ผู้ที่สงสัยว่ามีมะเร็งร่วมด้วย - ผู้ที่วางแผนตั้งครรภ์ภายใน 6 เดือน |
|
ข้อดี |
ไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัดหรือได้รับไอโอดีนรังสี |
ไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัด |
ใช้เวลาในการรักษาน้อยที่สุด |
|
ข้อจำกัด |
อาจได้รับผลข้างเคียงจากยา เช่น เกิดผื่น ตับอักเสบ เม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลลดลง หลังใช้ยาไปแล้ว 12-18 เดือน จึงประเมินอาการอีกครั้ง ซึ่งหากไม่ดีขึ้นอาจต้องเข้ารับการรักษาด้วยวิธีอื่นต่อไป |
- โอกาสเกิดภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ ส่งผลให้ต้องรับประทานฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทนตลอดชีวิต - อาจเกิดผลข้างเคียงจากการใช้รังสี เช่น คลื่นไส้/อาเจียน ไขกระดูกถูกกดการทำงาน เจ็บหน้าอก และวิธีนี้ไม่สามารถใช้ในหญิงที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร รวมถึงผู้ที่มี ตาโปนจาก Grave’s disease ระดับปานกลางถึงรุนแรง |
มีโอกาสเกิดภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ ส่งผลให้ต้องรับประทานฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทนตลอดชีวิต และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดได้ |
ปัจจุบันมียารับประทานสำหรับภาวะไทรอยด์เกิน 2 ชนิด คือ propylthiouracil (PTU) และ methimazole (MMI) โดยมักแนะนำให้ใช้ methimazole เป็นยาแรก สำหรับ propylthiouracil จะใช้ในกรณีผู้ป่วยมีการตั้งครรภ์ในช่วง 3 เดือนแรก โดยรายละเอียดแต่ละตัวยาดังแสดงในตารางที่ 2(4,6,7)
ตารางที่ 2 เปรียบเทียบยารับประทานสำหรับภาวะไทรอยด์เกิน(4,6,7)
|
|
Methimazole (MMI) |
Propylthiouracil (PTU) |
|
กลไกการออกฤทธิ์ |
ยับยั้งการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์จากการยับยั้งเอนไซม์ thyroid peroxidase |
ยับยั้งการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์จากการยับยั้งเอนไซม์ thyroid peroxidase และ 5’deiodinase |
|
ผลข้างเคียง |
- เม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลลดลง โดยอาจสังเกตจากอาการ เช่น เป็นไข้ เจ็บคอ อ่อนเพลีย - เกิดความเป็นพิษต่อตับ (hepatotoxicity) โดยอาจสังเกตจากอาการ เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน |
- เม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลลดลง โดยอาจสังเกตจากอาการ เช่น เป็นไข้ เจ็บคอ อ่อนเพลีย - เกิดความเป็นพิษต่อตับ (hepatotoxicity) โดยอาจสังเกตจากอาการ เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน |
|
วิธีการรับประทาน |
รับประทานวันละครั้ง (อาหารไม่มีผลต่อการดูดซึมของยา) แนะนำให้รับประทานสม่ำเสมอในเวลาเดียวกันทุกวันเพื่อคงระดับยาให้เหมาะสม |
รับประทานวันละ 3 ครั้ง (อาหารไม่มีผลต่อการดูดซึมของยา) แนะนำให้รับประทานสม่ำเสมอในเวลาเดียวกันทุกวันเพื่อคงระดับยาให้เหมาะสม |
|
ขนาดยา |
ขนาดยาเริ่มต้นของ MMI พิจารณาจากระดับ free T4 ดังนี้ - 1-1.5 เท่าของค่าปกติสูงสุด แนะนำ 5-10 mg ต่อวัน - 1.5-2 เท่าของค่าปกติสูงสุด แนะนำ 10-20 mg ต่อวัน - 2-3 เท่าของค่าปกติสูงสุด แนะนำ 30-40 mg ต่อวัน |
ขนาดยาเริ่มต้น 50-150 mg ขึ้นกับความรุนแรงของโรค |
ภาวะไทรอยด์เกินเกิดจากร่างกายสร้างไทรอยด์ฮอร์โมนมากเกินไป โดยอาจมีอาการแสดง เช่น น้ำหนักลด หิวบ่อย ใจสั่น มือสั่น เหงื่อออกง่าย ไม่ทนต่ออากาศร้อน อ่อนเพลีย สำหรับยาที่ใช้ในการรักษา คือ methimazole และ propylthiouracil โดยใช้ยาประมาณ 12-18 เดือน ระหว่างใช้ยาแนะนำให้สังเกตอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น
|
|