|
การนอนหลับที่ดีเป็นพื้นฐานสำคัญของสุขภาพกายและใจ แต่ปัจจุบันภาวะนอนไม่หลับกลับพบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัยจากความเครียด ปัญหาสุขภาพ และวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป[1] ทำให้หลายคนเลือกซื้อยานอนหลับจากร้านขายยามาใช้เอง อย่างไรก็ตามการดูแลภาวะนอนไม่หลับมีทั้งวิธีที่ไม่ใช้ยาและการใช้ยา บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจแนวทางดูแลอาการนอนไม่หลับเบื้องต้นอย่างเหมาะสม
ภาวะนอนไม่หลับ (insomnia) คือ ความผิดปกติของการนอนที่ทำให้มีอาการหลับยาก หลับไม่ต่อเนื่อง หลับแล้วตื่นกลางดึก หรือตื่นเช้าเกินไปและไม่สามารถกลับไปนอนต่อได้ ซึ่งอาจเกิดเพียงอาการใดอาการหนึ่งหรือหลายอาการร่วมกัน โดยอาการเหล่านี้ต้องส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน เช่น อ่อนเพลีย อารมณ์แปรปรวน หรือสมาธิลดลง หากเกิดขึ้นอย่างน้อยหลายครั้งต่อสัปดาห์ และเป็นต่อเนื่องนาน 3 เดือนขึ้นไป จึงจะจัดเป็นโรคนอนไม่หลับ (insomnia disorder)[2]
แบ่งประเภทของภาวะนอนไม่หลับตามสาเหตุได้เป็นสองประเภท[3] ได้แก่
การปรับพฤติกรรม (behavioral therapy) เป็นการรักษาที่คำแนะนำเป็นลำดับแรก[4] โดยมีแนวทางดังนี้
- การกำหนดเวลาเข้านอนและตื่นนอนให้ตรงเวลาเป็นประจำสม่ำเสมอ
- การใช้เตียงนอนสำหรับการนอนเท่านั้น โดยควรเข้านอนเมื่อรู้สึกง่วงนอน ไม่ควรใช้เตียงในการทำกิจกรรมอื่น ๆ เช่น เล่นโทรศัพท์ ทำงาน เป็นต้น
- การสร้างสุขอนามัยในการนอน เป็นการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เพื่อส่งเสริมคุณภาพการนอน เช่น หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ งดดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในช่วงเย็น ไม่ออกกำลังกายอย่างหนักก่อนนอน และการจัดสภาพแวดล้อมในห้องนอนให้เหมาะกับการพักผ่อน
ยาที่ใช้เพื่อช่วยบรรเทาอาการนอนไม่หลับเบื้องต้น และอาจสามารถหาซื้อได้ตามร้านยาภายใต้คำแนะนำอย่างถูกต้องของเภสัชกร ได้แก่
เมลาโทนิน (melatonin) เป็นฮอร์โมนที่หลั่งจากต่อมไพเนียล (pineal gland) มีบทบาทเกี่ยวข้องกับวงจรกลางวันกลางคืน ทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นความง่วงและควบคุมการทำงานของนาฬิกาชีวิต (circadian rhythm)[5] เมลาโทนินได้รับการอนุมัติให้ใช้รักษาภาวะนอนไม่หลับชนิดปฐมภูมิในผู้ที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป ประเทศไทยมีใช้ในรูปแบบยาเม็ดออกฤทธิ์นาน (prolonged-release melatonin; PRM) โดยตัวยาจะค่อย ๆ ถูกปลดปล่อยออกมาและคงอยู่ประมาณ 6-8 ชั่วโมง[6] ซึ่งเป็นการเลียนแบบการหลั่งเมลาโทนินตามธรรมชาติของร่างกาย จึงช่วยให้หลับต่อเนื่องยาวนานขึ้นและลดการตื่นกลางดึก โดยรับประทานขนาด 2 มิลลิกรัม ก่อนนอน การศึกษาทางคลินิกพบว่าการใช้ต่อเนื่องระยะเวลา 3 สัปดาห์ สามารถช่วยเพิ่มคุณภาพการนอนหลับ และทำให้รู้สึกสดชื่นหลังตื่นนอนได้ดีกว่ายาหลอก อีกทั้งยังพบอาการไม่พึงประสงค์น้อย และเมื่อหยุดใช้ยาไม่ทำให้ภาวะนอนไม่หลับกำเริบหรือเกิดอาการถอนยา[7]
ยาต้านฮีสตามีนที่จำหน่ายในร้านยามีหลากหลายชนิด เช่น diphenhydramine และ doxylamine ซึ่งเป็นยาที่ออกฤทธิ์ต้าน H1 receptor และอาจใช้สำหรับบรรเทาอาการนอนไม่หลับระยะสั้นเนื่องจากยามีฤทธิ์ทำให้ง่วง อย่างไรก็ตามยากลุ่มนี้มักทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ เช่น ตาแห้ง ปากแห้ง ท้องผูก ปัสสาวะลำบาก และอาการสับสน โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ จึงไม่แนะนำให้ใช้อายุ 65 ปีขึ้นไป โดยทั่วไปหากจำเป็นสามารถใช้ได้ไม่เกิน 1 สัปดาห์ และไม่ควรใช้ต่อเนื่องเป็นประจำ เนื่องจากร่างกายสามารถทนต่อยา ส่งผลทำให้ฤทธิ์ง่วงลดลงเมื่อใช้เป็นเวลานาน[8]
ภาวะนอนไม่หลับเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยและอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต การดูแลตนเองควรเริ่มจากการปรับพฤติกรรมการนอนเป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว อย่างไรก็ตาม หากมีความจำเป็นต้องใช้ยา ควรปรึกษาเภสัชกรก่อนทุกครั้งเพื่อให้การใช้ยาเป็นไปอย่างเหมาะสมและความปลอดภัย
|
|