|
วัณโรค (tuberculosis) คือ โรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อ Mycobacterium tuberculosis โดยส่วนใหญ่มักก่อให้เกิดโรคที่ปอด เชื้อวัณโรคแพร่กระจายผ่านทางอากาศ เมื่อผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคปอดไอ จาม หรือตะโกนแรง ๆ จะทำให้เกิดละอองฝอยฟุ้งกระจาย ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดหากสูดเอาละอองฝอยเหล่านี้เข้าไปจะทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ อาการของวัณโรคปอดที่พบบ่อย ได้แก่ ไอ ไข้ เจ็บหน้าอก ไอมีเลือดหรือเสมหะปน น้ำหนักลด เหงื่อออกผิดปกติเวลากลางคืน อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร ทั้งนี้เชื้อวัณโรคสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อที่บริเวณอื่น ๆ เช่น เยื่อหุ้มปอด ต่อมน้ำเหลือง กระดูกสันหลัง ข้อต่อ ช่องท้อง ระบบทางเดินปัสสาวะ ระบบสืบพันธุ์ ระบบประสาท ได้เช่นกัน แต่พบได้น้อย(1)
ปัจจุบันวัณโรคยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย จากรายงาน Global Tuberculosis Report 2024 ของ World Health Organization (WHO) คาดการณ์จำนวนผู้ติดเชื้อวัณโรคว่าในปี 2023 ประเทศไทยอาจมีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 113,000 ราย และคาดการณ์ว่ามีผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคดื้อยาจำนวน 2,900 ราย โดยคิดเป็น 1.93 % ในกลุ่มผู้ป่วยใหม่ และ 8.99% ในกลุ่มผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษามาก่อนและกลับเป็นซ้ำ(2) สำหรับวัณโรคดื้อยา คือ ภาวะที่เชื้อวัณโรคในร่างกายผู้ป่วยเกิดการกลายพันธุ์ ทำให้สูตรยามาตรฐานที่ใช้ไม่สามารถกำจัดเชื้อนั้นได้ สาเหตุสำคัญของการทำให้เกิดวัณโรคดื้อยาเกิดจากการรับประทานยาที่ไม่ถูกต้อง ไม่สม่ำเสมอ หรือไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง การเกิดวัณโรคดื้อยาส่งผลให้การรักษายากขึ้น และอาจทำให้ต้องใช้เวลาในการรักษานานขึ้น(3)
การรักษาวัณโรคที่ไวต่อยาตามแนวทางการควบคุมวัณโรคประเทศไทย พ.ศ. 2564 ผู้ป่วยจะต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ 6 เดือน โดยในช่วง 2 เดือนแรกจะเป็นการใช้ยาสูตรเข้มข้นประกอบด้วยยาทั้งหมด 4 ชนิด ได้แก่ isoniazid, rifampicin, pyrazinamide และ ethambutol โดยยาแต่ละชนิดจะมีกลไกในการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกัน การใช้ยาร่วมกันเพื่อหวังผลในการกำจัดเชื้อให้ลดลงอย่างรวดเร็ว จากนั้น 4 เดือนถัดมาจะเป็นการใช้ยาเพื่อกำจัดเชื้อที่ยังหลงเหลืออยู่ให้หมดไป โดยใช้ยา 2 ชนิด ได้แก่ isoniazid และ rifampicin ดังแสดงในตารางที่ 1(1)
ตารางที่ 1 สูตรยามาตรฐานลำดับแรกในการรักษาวัณโรค
|
เดือนที่ |
รายการยาที่ต้องใช้ |
ขนาดยา (มิลลิกรัม)/วัน ตามช่วงน้ำหนักตัว* |
||
|
35-49 กิโลกรัม |
50-69 กิโลกรัม |
>70 กิโลกรัม |
||
|
1-2 |
Isoniazid |
300 |
300 |
300 |
|
Rifampicin |
450 |
600 |
600 |
|
|
Pyrazinamide |
1,000 |
1,500 |
2,000 |
|
|
Ethambutol |
800 |
1,000 |
1,200 |
|
|
3-6 |
Isoniazid |
300 |
300 |
300 |
|
Rifampicin |
450 |
600 |
600 |
|
*หากน้ำหนักตัว <35 หรือ >70 กิโลกรัม จะคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัว ดังนี้
- Isoniazid 4-6 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน
- Rifampicin 8-12 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน
- Pyrazinamide 20-30 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน
- Ethambutol 15-20 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน
เนื่องจากการรักษาวัณโรคจำเป็นต้องใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน ในอดีตผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องรับประทานยาหลายเม็ดในแต่ละมื้อ ทำให้เกิดความสับสนและง่ายต่อการลืม ซึ่งอาจนำไปสู่การรักษาที่ล้มเหลวได้ ปัจจุบันจึงมีการพัฒนารูปแบบยาและระบบการดูแลเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยกินยาได้ง่ายและต่อเนื่องขึ้น ได้แก่(1)
- ยาเม็ดรวม (fixed dose combination, FDC) เป็นการรวมยา 2-4 ชนิดไว้ในเม็ดเดียวกัน ทำให้จำนวนเม็ดยาที่ต้องรับประทานในแต่ละมื้อลดลง ช่วยเพิ่มความสะดวกในการจัดการรับประทานยา และลดโอกาสการกินยาผิดชนิด
- การดูแลการรับประทานยาโดยการสังเกตตรง (directly observed treatment, DOT) เป็นแนวทางหนึ่งในการส่งเสริมให้ผู้ป่วยรับประทานยาจนครบ โดยจะมีพี่เลี้ยงเป็นผู้คอยสังเกตโดยตรงว่าผู้ป่วยกลืนยาครบทุกเม็ด ครบทุกมื้อ ครบทุกขนาน พี่เลี้ยงที่ให้การดูแลรักษา มี 2 ประเภท ได้แก่
- เจ้าหน้าที่สาธารณสุข สำหรับผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ใกล้หน่วยบริการสาธารณสุข หรือเดินทางสะดวก ให้มารับประทานยาที่หน่วยบริการสาธารณสุุข
- บุคคลอื่นที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เช่น อาสาสมัครสาธารณสุข อาสาสมัครต่างด้าว ผู้นำชุมชน หรืออาจเป็นพี่เลี้ยงที่บ้านของผู้ป่วย โดยบุคคลเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการอบรมเรื่องวัณโรคก่อนจึงจะสามารถเป็นพี่เลี้ยงได้
การรับประทานยาอย่างถูกต้องและต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้การรักษาหายขาด โดยมีการศึกษาทางคลินิกในประเทศไทยโดยอมรรัตน์ และคณะ เปรียบเทียบผลการรักษาวัณโรคของวิธีการดูแลการรับประทานยาของผู้ป่วย 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ป่วยที่จัดยารับประทานด้วยตนเอง ผู้ป่วยที่รับประทานยาภายใต้การดูแลของพี่เลี้ยงที่เป็นบุคคลากรสาธารณสุข และผู้ป่วยที่รับประทานยาภายใต้การดูแลของพี่เลี้ยงที่บ้าน พบว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลการรับประทานยาโดยบุคลากรสาธารณสุขมีอัตราการรักษาสำเร็จสูงถึง 93% กลุ่มที่ได้รับการดูแลโดยสมาชิกในครอบครัวมีอัตราการรักษาสำเร็จ 89% และกลุ่มที่ให้ผู้ป่วยรับประทานยาด้วยตนเองมีอัตราการรักษาสำเร็จเพียง 69% แสดงให้เห็นถึงอัตราการรักษาสำเร็จสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการดูแลการรับประทานยาโดยการสังเกตตรง(4)
การรับประทานยาวัณโรคให้ได้ผลดีที่สุด คือ การรับประทานยาให้ตรงเวลาและสม่ำเสมอทุกวัน ควรเลือกเวลาที่สะดวกและสามารถทำได้เป็นประจำ(5) โดยรับประทานขณะท้องว่าง (ก่อนอาหาร 30 นาที หรือหลังทานอาหาร 2 ชั่วโมง) ยารักษาวัณโรคอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้บ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่รุนแรงและสามารถจัดการได้ การทราบข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยลดความวิตกกังวลและทำให้ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตัวได้อย่างเหมาะสม โดยอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดจากยาแสดงในตารางที่ 2(1)
ตารางที่ 2 อาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้บ่อยและไม่เป็นอันตราย
|
อาการไม่พึงประสงค์ |
ยาที่เป็นสาเหตุได้ |
คำแนะนำ |
|
เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ปวดท้อง |
Isoniazid, Rifampicin, Pyrazinamide |
กลืนยาช้า ๆ จิบน้ำตามเล็กน้อย รับประทานยาร่วมกับอาหารปริมาณเล็กน้อย หรือกินยาก่อนนอน |
|
ปวดข้อ |
Pyrazinamide |
รับประทานยาบรรเทาอาการปวด เช่น paracetamol หรือ NSAIDs |
|
อาการชาปลายมือปลายเท้า |
Isoniazid |
แพทย์อาจให้การรักษาด้วยการรับประทานวิตามินบี 6 |
|
ง่วงนอน |
Isoniazid |
หากมีอาการแนะนำให้รับประทานยาก่อนนอน |
|
ปัสสาวะ เหงื่อ หรือน้ำตามีสีส้มแดง |
Rifampicin |
เป็นอาการที่พบได้ทั่วไป ไม่เป็นอันตรายและสามารถหายได้หลังหยุดการรักษา |
|
อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ |
Rifampicin |
หากอาการรุนแรงมากแนะนำให้ไปพบแพทย์ |
นอกเหนือจากอาการข้างเคียงที่พบได้ทั่วไปแล้ว ยังมีบางอาการที่แม้จะพบได้ไม่บ่อยแต่ก็อาจนำไปสู่อันตรายร้ายแรงได้ การทราบข้อมูลเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถสังเกตความผิดปกติและปรึกษาแพทย์ได้ทันท่วงที ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยในการป้องกันความเสี่ยงและทำให้การรักษาเป็นไปอย่างปลอดภัย โดยอาการที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษแสดงในตารางที่ 3(1)
ตารางที่ 3 อาการไม่พึงประสงค์ที่อาจรุนแรงและเป็นอันตราย
|
อาการไม่พึงประสงค์ |
ยาที่เป็นสาเหตุได้ |
คำแนะนำ |
|
ผื่นทั้งที่มีอาการคันและไม่มีอาการคัน โดยไม่มีสาเหตุอื่นที่แน่ชัด |
Isoniazid, Rifampicin, Pyrazinamide |
แนะนำให้รีบไปพบแพทย์ |
|
ภาวะดีซ่าน (มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง) |
Isoniazid, Rifampicin, Pyrazinamide |
|
|
มีภาวะสับสน |
ยารักษาวัณโรคเกือบทุกชนิด |
|
|
การมองเห็นผิดปกติ |
Ethambutol |
|
|
ภาวะช็อค ไตวายเฉียบพลัน (เช่น ปัสสาวะลดลงหรือไม่มีเลย อ่อนเพลีย บวมตามร่างกาย) |
Rifampicin |
เนื่องจากการรักษาวัณโรคมีการใช้ยาหลายชนิดจึงอาจตามมาด้วยผลข้างเคียงจากยาที่มาก ทำให้ในบางรายอาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์รุนแรงที่ทำให้ไม่สามารถทนต่อยาได้ บางรายอาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่ไม่รุนแรง แต่ขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้ยาทำให้หยุดยาด้วยตนเอง หรือในบางรายเมื่อรู้สึกว่าตนเองอาการดีขึ้นแล้วอาจเลือกไม่รับประทานยาต่อ สาเหตุเหล่านี้เองเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยหลายคนไม่สามารถทนการใช้ยาจนจบการรักษาได้(6) ซึ่งการหยุดยาเองก่อนครบกำหนดนั้นสามารถก่อให้เกิดผลเสียในการรักษาวัณโรคได้หลายอย่าง ดังนี้(5)
การกินยารักษาวัณโรคอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องจนครบตามที่แพทย์สั่ง เป็นหนทางที่จะนำไปสู่การหายจากโรค ป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ และที่สำคัญที่สุด คือ ลดโอกาสการเกิดเชื้อดื้อยา ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นผลดีต่อตัวผู้ป่วย แต่ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อครอบครัวและสังคมส่วนรวม วัณโรคเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้ หากผู้ป่วยมีความมุ่งมั่นและมีวินัยในการกินยา การรักษาระยะเวลาตลอด 6 เดือนอาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่อาศัยความร่วมมือจากทั้งตัวผู้ป่วย ครอบครัว และทีมบุคลากรสาธารณสุข ก็จะสามารถผ่านไปได้อย่างแน่นอน
|
|
|