หน่วยคลังข้อมูลยา
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

วัณโรค กินยาครบ...จบไหม !?

โดย นศภ.สุรนาท บุญอาจ ภายใต้คำแนะนำของ รศ.ดร.ภญ.ปิยทิพย์ ขันตยาภรณ์ เผยแพร่ตั้งแต่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2568 -- 402 views
 

วัณโรคคืออะไร

วัณโรค (tuberculosis) คือ โรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อ Mycobacterium tuberculosis โดยส่วนใหญ่มักก่อให้เกิดโรคที่ปอด เชื้อวัณโรคแพร่กระจายผ่านทางอากาศ เมื่อผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคปอดไอ จาม หรือตะโกนแรง ๆ จะทำให้เกิดละอองฝอยฟุ้งกระจาย ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดหากสูดเอาละอองฝอยเหล่านี้เข้าไปจะทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ อาการของวัณโรคปอดที่พบบ่อย ได้แก่ ไอ ไข้ เจ็บหน้าอก ไอมีเลือดหรือเสมหะปน น้ำหนักลด เหงื่อออกผิดปกติเวลากลางคืน อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร ทั้งนี้เชื้อวัณโรคสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อที่บริเวณอื่น ๆ เช่น เยื่อหุ้มปอด ต่อมน้ำเหลือง กระดูกสันหลัง ข้อต่อ ช่องท้อง ระบบทางเดินปัสสาวะ ระบบสืบพันธุ์ ระบบประสาท ได้เช่นกัน แต่พบได้น้อย(1)

ปัจจุบันวัณโรคยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย จากรายงาน Global Tuberculosis Report 2024 ของ World Health Organization (WHO) คาดการณ์จำนวนผู้ติดเชื้อวัณโรคว่าในปี 2023 ประเทศไทยอาจมีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 113,000 ราย และคาดการณ์ว่ามีผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคดื้อยาจำนวน 2,900 ราย โดยคิดเป็น 1.93 % ในกลุ่มผู้ป่วยใหม่ และ 8.99% ในกลุ่มผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษามาก่อนและกลับเป็นซ้ำ(2) สำหรับวัณโรคดื้อยา คือ ภาวะที่เชื้อวัณโรคในร่างกายผู้ป่วยเกิดการกลายพันธุ์ ทำให้สูตรยามาตรฐานที่ใช้ไม่สามารถกำจัดเชื้อนั้นได้ สาเหตุสำคัญของการทำให้เกิดวัณโรคดื้อยาเกิดจากการรับประทานยาที่ไม่ถูกต้อง ไม่สม่ำเสมอ หรือไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง การเกิดวัณโรคดื้อยาส่งผลให้การรักษายากขึ้น และอาจทำให้ต้องใช้เวลาในการรักษานานขึ้น(3)

การรักษาวัณโรค

การรักษาวัณโรคที่ไวต่อยาตามแนวทางการควบคุมวัณโรคประเทศไทย พ.ศ. 2564 ผู้ป่วยจะต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ 6 เดือน โดยในช่วง 2 เดือนแรกจะเป็นการใช้ยาสูตรเข้มข้นประกอบด้วยยาทั้งหมด 4 ชนิด ได้แก่ isoniazid, rifampicin, pyrazinamide และ ethambutol โดยยาแต่ละชนิดจะมีกลไกในการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกัน การใช้ยาร่วมกันเพื่อหวังผลในการกำจัดเชื้อให้ลดลงอย่างรวดเร็ว จากนั้น 4 เดือนถัดมาจะเป็นการใช้ยาเพื่อกำจัดเชื้อที่ยังหลงเหลืออยู่ให้หมดไป โดยใช้ยา 2 ชนิด ได้แก่ isoniazid และ rifampicin ดังแสดงในตารางที่ 1(1)

ตารางที่ 1 สูตรยามาตรฐานลำดับแรกในการรักษาวัณโรค

เดือนที่

รายการยาที่ต้องใช้

ขนาดยา (มิลลิกรัม)/วัน ตามช่วงน้ำหนักตัว*

35-49 กิโลกรัม

50-69 กิโลกรัม

>70 กิโลกรัม

1-2

Isoniazid

300

300

300

Rifampicin

450

600

600

Pyrazinamide

1,000

1,500

2,000

Ethambutol

800

1,000

1,200

3-6

Isoniazid

300

300

300

Rifampicin

450

600

600

*หากน้ำหนักตัว <35 หรือ >70 กิโลกรัม จะคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัว ดังนี้

- Isoniazid 4-6 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน

- Rifampicin 8-12 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน

- Pyrazinamide 20-30 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน

- Ethambutol 15-20 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน

การกินยาอย่างถูกต้องและต่อเนื่องจนครบ 6 เดือนสำคัญยังไง

เนื่องจากการรักษาวัณโรคจำเป็นต้องใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน ในอดีตผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องรับประทานยาหลายเม็ดในแต่ละมื้อ ทำให้เกิดความสับสนและง่ายต่อการลืม ซึ่งอาจนำไปสู่การรักษาที่ล้มเหลวได้ ปัจจุบันจึงมีการพัฒนารูปแบบยาและระบบการดูแลเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยกินยาได้ง่ายและต่อเนื่องขึ้น ได้แก่(1)

- ยาเม็ดรวม (fixed dose combination, FDC) เป็นการรวมยา 2-4 ชนิดไว้ในเม็ดเดียวกัน ทำให้จำนวนเม็ดยาที่ต้องรับประทานในแต่ละมื้อลดลง ช่วยเพิ่มความสะดวกในการจัดการรับประทานยา และลดโอกาสการกินยาผิดชนิด

- การดูแลการรับประทานยาโดยการสังเกตตรง (directly observed treatment, DOT) เป็นแนวทางหนึ่งในการส่งเสริมให้ผู้ป่วยรับประทานยาจนครบ โดยจะมีพี่เลี้ยงเป็นผู้คอยสังเกตโดยตรงว่าผู้ป่วยกลืนยาครบทุกเม็ด ครบทุกมื้อ ครบทุกขนาน พี่เลี้ยงที่ให้การดูแลรักษา มี 2 ประเภท ได้แก่

- เจ้าหน้าที่สาธารณสุข สำหรับผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ใกล้หน่วยบริการสาธารณสุข หรือเดินทางสะดวก ให้มารับประทานยาที่หน่วยบริการสาธารณสุุข

- บุคคลอื่นที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เช่น อาสาสมัครสาธารณสุข อาสาสมัครต่างด้าว ผู้นำชุมชน หรืออาจเป็นพี่เลี้ยงที่บ้านของผู้ป่วย โดยบุคคลเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการอบรมเรื่องวัณโรคก่อนจึงจะสามารถเป็นพี่เลี้ยงได้

การรับประทานยาอย่างถูกต้องและต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้การรักษาหายขาด โดยมีการศึกษาทางคลินิกในประเทศไทยโดยอมรรัตน์ และคณะ เปรียบเทียบผลการรักษาวัณโรคของวิธีการดูแลการรับประทานยาของผู้ป่วย 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ป่วยที่จัดยารับประทานด้วยตนเอง ผู้ป่วยที่รับประทานยาภายใต้การดูแลของพี่เลี้ยงที่เป็นบุคคลากรสาธารณสุข และผู้ป่วยที่รับประทานยาภายใต้การดูแลของพี่เลี้ยงที่บ้าน พบว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลการรับประทานยาโดยบุคลากรสาธารณสุขมีอัตราการรักษาสำเร็จสูงถึง 93% กลุ่มที่ได้รับการดูแลโดยสมาชิกในครอบครัวมีอัตราการรักษาสำเร็จ 89% และกลุ่มที่ให้ผู้ป่วยรับประทานยาด้วยตนเองมีอัตราการรักษาสำเร็จเพียง 69% แสดงให้เห็นถึงอัตราการรักษาสำเร็จสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการดูแลการรับประทานยาโดยการสังเกตตรง(4)

ผู้ป่วยวัณโรคควรปฏิบัติตัวอย่างไร

การรับประทานยาวัณโรคให้ได้ผลดีที่สุด คือ การรับประทานยาให้ตรงเวลาและสม่ำเสมอทุกวัน ควรเลือกเวลาที่สะดวกและสามารถทำได้เป็นประจำ(5) โดยรับประทานขณะท้องว่าง (ก่อนอาหาร 30 นาที หรือหลังทานอาหาร 2 ชั่วโมง) ยารักษาวัณโรคอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้บ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่รุนแรงและสามารถจัดการได้ การทราบข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยลดความวิตกกังวลและทำให้ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตัวได้อย่างเหมาะสม โดยอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดจากยาแสดงในตารางที่ 2(1)

ตารางที่ 2 อาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้บ่อยและไม่เป็นอันตราย

อาการไม่พึงประสงค์

ยาที่เป็นสาเหตุได้

คำแนะนำ

เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ปวดท้อง

Isoniazid, Rifampicin, Pyrazinamide

กลืนยาช้า ๆ จิบน้ำตามเล็กน้อย รับประทานยาร่วมกับอาหารปริมาณเล็กน้อย หรือกินยาก่อนนอน

ปวดข้อ

Pyrazinamide

รับประทานยาบรรเทาอาการปวด เช่น paracetamol หรือ NSAIDs

อาการชาปลายมือปลายเท้า

Isoniazid

แพทย์อาจให้การรักษาด้วยการรับประทานวิตามินบี 6

ง่วงนอน

Isoniazid

หากมีอาการแนะนำให้รับประทานยาก่อนนอน

ปัสสาวะ เหงื่อ หรือน้ำตามีสีส้มแดง

Rifampicin

เป็นอาการที่พบได้ทั่วไป ไม่เป็นอันตรายและสามารถหายได้หลังหยุดการรักษา

อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่

Rifampicin

หากอาการรุนแรงมากแนะนำให้ไปพบแพทย์

นอกเหนือจากอาการข้างเคียงที่พบได้ทั่วไปแล้ว ยังมีบางอาการที่แม้จะพบได้ไม่บ่อยแต่ก็อาจนำไปสู่อันตรายร้ายแรงได้ การทราบข้อมูลเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถสังเกตความผิดปกติและปรึกษาแพทย์ได้ทันท่วงที ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยในการป้องกันความเสี่ยงและทำให้การรักษาเป็นไปอย่างปลอดภัย โดยอาการที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษแสดงในตารางที่ 3(1)

ตารางที่ 3 อาการไม่พึงประสงค์ที่อาจรุนแรงและเป็นอันตราย

อาการไม่พึงประสงค์

ยาที่เป็นสาเหตุได้

คำแนะนำ

ผื่นทั้งที่มีอาการคันและไม่มีอาการคัน โดยไม่มีสาเหตุอื่นที่แน่ชัด

Isoniazid, Rifampicin, Pyrazinamide

แนะนำให้รีบไปพบแพทย์

ภาวะดีซ่าน (มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง)

Isoniazid, Rifampicin, Pyrazinamide

มีภาวะสับสน

ยารักษาวัณโรคเกือบทุกชนิด

การมองเห็นผิดปกติ

Ethambutol

ภาวะช็อค ไตวายเฉียบพลัน (เช่น ปัสสาวะลดลงหรือไม่มีเลย อ่อนเพลีย บวมตามร่างกาย)

Rifampicin

ผลเสียที่จะเกิดขึ้นหากหยุดยาด้วยตัวเอง

เนื่องจากการรักษาวัณโรคมีการใช้ยาหลายชนิดจึงอาจตามมาด้วยผลข้างเคียงจากยาที่มาก ทำให้ในบางรายอาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์รุนแรงที่ทำให้ไม่สามารถทนต่อยาได้ บางรายอาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่ไม่รุนแรง แต่ขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้ยาทำให้หยุดยาด้วยตนเอง หรือในบางรายเมื่อรู้สึกว่าตนเองอาการดีขึ้นแล้วอาจเลือกไม่รับประทานยาต่อ สาเหตุเหล่านี้เองเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยหลายคนไม่สามารถทนการใช้ยาจนจบการรักษาได้(6) ซึ่งการหยุดยาเองก่อนครบกำหนดนั้นสามารถก่อให้เกิดผลเสียในการรักษาวัณโรคได้หลายอย่าง ดังนี้(5)

  1. ก่อให้เกิดวัณโรคดื้อยา ทำให้การรักษาเป็นไปได้ยากมากขึ้น ชนิดของยาที่ต้องรับประทานเปลี่ยนไป ส่งผลให้จำนวนมื้อที่ทาน ระยะเวลาที่ต้องทาน เพิ่มมากขึ้น
  2. เสี่ยงต่อการกลับมาเป็นซ้ำ เชื้อที่ยังหลงเหลืออยู่ในร่างกายแม้จะมีปริมาณน้อยและไม่แสดงอาการ แต่จะกลับมาแบ่งตัวเพิ่มจำนวนและทำให้ป่วยอีกครั้งได้เมื่อร่างกายอ่อนแอ
  3. การแพร่เชื้อดื้อยาไปสู่ผู้อื่น หากผู้ป่วยกลับเป็นวัณโรคดื้อยา มีโอกาสที่จะแพร่กระจายเชื้อนี้สู่คนใกล้ในครอบครัว หรือชุมชน ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาเป็นวงกว้างในอนาคตได้

สรุป

การกินยารักษาวัณโรคอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องจนครบตามที่แพทย์สั่ง เป็นหนทางที่จะนำไปสู่การหายจากโรค ป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ และที่สำคัญที่สุด คือ ลดโอกาสการเกิดเชื้อดื้อยา ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นผลดีต่อตัวผู้ป่วย แต่ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อครอบครัวและสังคมส่วนรวม วัณโรคเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้ หากผู้ป่วยมีความมุ่งมั่นและมีวินัยในการกินยา การรักษาระยะเวลาตลอด 6 เดือนอาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่อาศัยความร่วมมือจากทั้งตัวผู้ป่วย ครอบครัว และทีมบุคลากรสาธารณสุข ก็จะสามารถผ่านไปได้อย่างแน่นอน

เอกสารอ้างอิง

  1. กองวัณโรค กรมควบคุมโรค. แนวทางการควบคุมวัณโรคประเทศไทย พ.ศ. 2564. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์อักษรกราฟฟิคแอนด์ดีไซน์; 2564.
  2. World Health Organization. Tuberculosis profile: Thailand [internet]. Geneva, Switzerland: WHO; 2024 [updated 2025 Jul 30; cited 2025 Aug 17]. Available form: https:// worldhealthorg.shinyapps.io/tb_profiles/.
  3. กองวัณโรค กรมควบคุมโรค. แนวทางการบริหารจัดการผู้ป่วยวัณโรคดื้อยา พ.ศ. 2567. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์อักษรกราฟฟิคแอนด์ดีไซน์; 2567.
  4. Anuwatnonthakate A, Limsomboon P, Nateniyom S, Wattanaamornkiat W, Komsakorn S, Moolphate S, et al. Directly observed therapy and improved tuberculosis treatment outcomes in Thailand. PLoS One. 2008 Aug 28; 3(8):e3089.
  5. Center for Disease Control and Prevention. Treating Active Tuberculosis Disease [Internet]. Atlanta:CDC; 2024 [cited 2025 Aug 20]. Available from: https://www.cdc.gov/tb/treatment/active-tuberculosis-disease.html.


คำค้นที่เกี่ยวข้อง:
วัณโรค วัณโรคดื้อยา อาการข้างเคียงจากยา directly observed treatment
 
คลิปความรู้เรื่องยา

EP.9 ยาฆ่าเชื้อและการดื้อยา Antibiotics and resistance

ดูคลิปทั้งหมด

ข่าวยาล่าสุด
    ดูข่าวยาทั้งหมด


หน่วยคลังข้อมูลยา

447 ถ.ศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
 
ออกแบบและพัฒนาโดย งานเทคโนโลยีสารสนเทศฯ คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล
Copyright © 2013-2020
 
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เราใช้เทคโนโลยีคุกกี้เพื่อช่วยให้เว็บไซต์ทำงานได้อย่างถูกต้อง การเปิดให้ใช้คุณสมบัติทางโซเชียลมีเดีย และเพื่อวิเคราะห์การเข้าเว็บไซต์ของเรา การใช้งานเว็บไซต์ต่อถือว่าคุณยอมรับการใช้งานคุกกี้