บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน


ความจำบกพร่อง...เหตุจากยา


รองศาสตราจารย์ ดร. เภสัชกรหญิง นงลักษณ์ สุขวาณิชย์ศิลป์
หน่วยคลังข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ภาพประกอบจาก : https://www.medgadget.com/wp-content/uploads/2019/07/Dementia-Drugs-Market.jpg
อ่านแล้ว 2,014 ครั้ง  
ตั้งแต่วันที่ 17/01/2563
อ่านล่าสุด 1 ช.ม.ที่แล้ว
https://tinyurl.com/ycnf6ogw
Scan เพื่ออ่านบนมือถือของคุณ https://tinyurl.com/ycnf6ogw
 


ความจำบกพร่องหรือความจำเสื่อมเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น อายุมากขึ้น ความเจ็บป่วยจากโรค การกระทบกระเทือนรุนแรงทางกายหรือทางจิตใจ การขาดสารอาหาร การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา การอดนอน นอกจากนี้ยังมีสาเหตุมาจากการใช้ยา มียาหลายอย่างที่อาจให้ผลไม่พึงประสงค์ต่อสติปัญญา การเรียนรู้และความจำ โดยเฉพาะเมื่อใช้กับผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ ผลไม่พึงประสงค์ดังกล่าวอาจแสดงออกในลักษณะที่พบว่า ความจำลดลง หลงลืมง่าย ความเอาใจใส่ในสิ่งรอบข้างลดลง เป็นต้น ในบทความนี้จะกล่าวถึงความจำบกพร่องที่มีสาเหตุมาจากการใช้ยา เพื่อให้ผู้ที่ใช้ยาและผู้ใกล้ชิดมีความเข้าใจ ช่วยให้เกิดการหาแนวทางลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนช่วยให้เกิดความร่วมมือในการใช้ยาอย่างเหมาะสม



ภาพจาก : https://msra.org.au/wp-content/uploads/2017/12/brain-5.jpg

ยาใดบ้างที่ทำให้ความจำบกพร่องได้?

ยาหลายอย่างส่งผลไม่พึงประสงค์โดยทำให้เกิดความบกพร่องเกี่ยวกับการเรียนรู้และความจำได้ โดยเฉพาะหากใช้ยาในขนาดสูงเป็นเวลานาน นอกจากนี้การใช้ยาหลายอย่างร่วมกันจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดความบกพร่อง ตัวอย่างยาที่มีผลรบกวนการเรียนรู้และความจำซึ่งพบได้บ่อย แบ่งเป็นกลุ่มตามการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ดังนี้ (นอกเหนือจากชื่อยาที่ระบุไว้ข้างล่างนี้ ยังมียาอื่นอีก)
  1. ยาต้านความวิตกกังวลกลุ่มเบนโซไดอะซีพีน (benzodiazepine antianxiety drugs) ตัวอย่างยา เช่น ไดอาซีแพม (diazepam), คลอร์ไดอาซีพอกไซด์ (chlordiazepoxide), ลอราซีแพม (lorazepam) ยาเหล่านี้ใช้รักษาโรคนอนไม่หลับ โรควิตกกังวล ภาวะกายใจไม่สงบ (agitation)
  2. ยาลดโคเลสเตอรอลกลุ่มสแตติน (statin cholesterol-lowering drugs) ตัวอย่างยา เช่น ซิมวาสแตติน (simvastatin), พราวาสแตติน (pravastatin), ฟลูวาสแตติน (fluvastatin), อะทอร์วาสแตติน (atorvastatin), โรซูวาสแตติน (rosuvastatin), พิทาวาสแตติน (pitavastatin) ยาเหล่านี้ใช้รักษาภาวะไขมันในเลือดสูง
  3. ยารักษาโรคลมชัก (antiepileptic drugs)ตัวอย่างยา เช่น อะเซทาโซลาไมด์ (acetazolamide), คาร์บามาเซพีน (carbamazepine), กาบาเพนทิน (gabapentin), ลาโมทริจีน (lamotrigine), ลีเวไทราซีแทม (levetiracetam), โทพิราเมต (topiramate) ยาเหล่านี้นอกจากใช้รักษาโรคลมชักแล้ว ยังใช้รักษาความผิดปกติอื่น เช่น อาการปวดเส้นประสาท โรคอารมณ์แปรปรวน
  4. ยาต้านซึมเศร้ากลุ่ม tricyclic antidepressantsตัวอย่างยา เช่น อะมิทริปทีลีน (amitriptyline), นอร์ทริปทีลีน (nortriptyline), อิมิพรามีน (imipramine), ด็อกเซพิน (doxepin) ยาเหล่านี้นอกจากใช้รักษาโรคซึมเศร้าแล้ว ยังใช้รักษาความผิดปกติอื่น เช่น อาการปวดเรื้อรัง โรควิตกกังวล โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ผิดปกติจนทำให้ผอมเกิน
  5. ยาระงับปวดโอปิออยด์ (opioid analgesics)ตัวอย่างยา เช่น มอร์ฟีน (morphine), เฟนตานิล (fentanyl), ออกซีโคโดน (oxycodone) ยาเหล่านี้ใช้บรรเทาอาการปวดแบบรุนแรงที่เกิดปวดเฉียบพลันและเกิดเรื้อรัง เช่น อาการปวดจากโรคมะเร็ง อาการปวดในโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (rheumatoid arthritis)
  6. ยารักษาโรคพาร์กินสัน (antiparkinson drugs)ตัวอย่างยา เช่น อะโพมอร์ฟีน (apomorphine), พรามิเพ็กโซล (pramipexole), โรพินิโรล (ropinirole)
  7. ยาลดความดันโลหิตกลุ่มยับยั้งตัวรับเบตา (beta-blocker antihypertensive drugs) ตัวอย่างยา เช่น โพรพราโนลอล (propranolol), อะทีโนลอล (atenolol), คาร์วีดิลอล (carvedilol), เมโทโพรลอล (metoprolol), ทิโมลอล (timolol) ยาเหล่านี้ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ภาวะหัวใจล้มเหลว
  8. ยานอนหลับกลุ่มที่ไม่ใช่เบนโซไดอะซีพีน (nonbenzodiazepine sedative-hypnotics)ตัวอย่างยา เช่น เอสโซพิโคลน (eszopiclone), ซาลีพลอน (zaleplon), โซลพิเดม (zolpidem) ยาเหล่านี้ใช้รักษาโรคนอนไม่หลับ
  9. ยารักษาภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ กลุ่ม anticholinergics ตัวอย่างยา เช่น ออกซีบูไทนิน (oxybutynin), โซลิเฟนาซิน (solifenacin), ดาริเฟนาซิน (darifenacin), โทลเทอโรดีน (tolterodine), ทรอสเพียม (trospium)
  10. ยาต้านฮีสตามีนรุ่นแรก (first-generation antihistamines)ตัวอย่างยา เช่น คลอร์เฟนิรามีน (chlorpheniramine), บรอมเฟนิรามีน (brompheniramine), ไดเฟนไฮดรามีน (diphenhydramine), ไฮดรอกซีซีน (hydroxyzine) ยาเหล่านี้ใช้รักษาโรคภูมิแพ้ชนิดต่าง ๆ ทั้งชนิดที่มีผื่นหรืออาการคันที่ผิวหนัง และชนิดที่มีน้ำมูกไหล ยาบางชนิดใช้ป้องกันอาการเมารถเมาเรือ
ยาทำให้ความจำบกพร่องได้อย่างไร?

ยาที่มีผลกระทบต่อการเรียนรู้และความจำล้วนเป็นยาที่ออกฤทธิ์ได้ในระบบประสาทส่วนกลางหรือสมอง ยาอาจออกฤทธิ์กดการนำส่งสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนรู้และความจำ หรือออกฤทธิ์รบกวนการทำหน้าที่ของสารสื่อประสาท (neurotransmitters) ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการเรียนรู้และความจำ เช่น อะเซทิลโคลีน (acetylcholine), ฮีสตามีน (histamine), เซโรโทนิน (serotonin), นอร์อิพิเนฟรีนหรือนอร์อะดรีนาลีน (norepinephrine; noradrenaline), อิพิเนฟรีนหรืออะดรีนาลีน (epinephrine; adrenaline), โดพามีน (dopamine), กรดแกมมาอะมิโนบิวทีริก (gamma-aminobutyric acid หรือ GABA) ซึ่งการรบกวนการทำหน้าที่ของสารสื่อประสาทอาจเกิดโดยการปิดกั้นไม่ให้สารเหล่านั้นจับกับตัวรับ (receptor) หรือทำให้ความไวของตัวรับลดลง นอกจากนี้โคเลสเตอรอลในสมองมีบทบาทช่วยในการสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาท ยาที่ทำให้ระดับโคเลสเตอรอลในสมองลดลงอาจรบกวนกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับความคิด การใช้เหตุผล การเรียนรู้และความจำได้

วิธีจัดการกับความจำบกพร่องที่มีสาเหตุจากยา

ความจำบกพร่องที่เกิดจากฤทธิ์ยานั้น หากหยุดใช้ยาที่เป็นสาเหตุ ความจำกลับสู่ปกติได้ อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปไม่อาจหยุดใช้ยาได้ จึงต้องหาวิธีการอื่น เช่น การลดขนาดยาเหลือขนาดต่ำสุดที่ให้ผลในการรักษาหรือควบคุมอาการของโรค การใช้ยาเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ตามความจำเป็น หลีกเลี่ยงการใช้ยาหลายอย่างร่วมกันโดยเฉพาะการใช้ร่วมกับยาที่อาจทำให้ความจำบกพร่องด้วยเช่นกัน การเปลี่ยนไปใช้ยาอื่นแทน ทั้งนี้สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนั้นแพทย์ผู้ให้การรักษาจะเป็นผู้พิจารณาในการปรับขนาดยาหรือเปลี่ยนยาที่เหมาะสมให้ ผู้ที่รับประทานยาไม่ควรปรับเปลี่ยนยาเอง การลดขนาดยาหรือหยุดยาโดยทันทีอาจเกิดผลเสียจากการขาดยาฉับพลันได้

นอกจากนี้โรคหรืออาการบางอย่างหากใช้วิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมร่วมด้วย สามารถช่วยให้อาการดีขึ้นเพื่อจะได้ลดปริมาณการใช้ยาลง เช่น การฝึกสมาธิเพื่อให้กายและใจสงบในผู้ที่เป็นโรคนอนไม่หลับ การจำกัดอาหารที่มีไขมันมากและการออกกำลังกายในผู้ที่ภาวะไขมันในเลือดสูง นอกเหนือจากสิ่งที่กล่าวข้างต้นแล้วอาจช่วยเตือนความจำโดยการจัดลำดับสิ่งที่ต้องทำก่อนและหลังเตรียมไว้ล่วงหน้า การเข้าสังคมเพื่อพูดคุยกับผู้อื่น การจดบันทึกเพื่อเตือนความจำ เป็นต้น

เอกสารอ้างอิง
  1. Coupland CAC, Hill T, Dening T, Morriss R, Moore M, Hippisley-Cox J. Anticholinergic drug exposure and the risk of dementia: a nested case-control study. JAMA Intern Med 2019; 179:1084-93.
  2. Uddin MS, Al Mamun A, Sarwar MS, Chaity NH, Haque A, Akter N, et al. Medicine that causes memory loss: risk of neurocognitive disorders. Int Neuropsychiat Dis J 2016. doi: 10.9734/INDJ/2016/26317. Accessed: December 2019.
  3. Juárez-Portilla C, Molina-Jiménez T, Morin J-P, Roldán-Roldán G, Zepeda RC. Influence of drugs on cognitive functions. In: Bernal-Morales B, editor. Health and academic achievement, 2018. doi: 10.5772/intechopen.71842. Accessed: December 2019.
  4. He Q, Chen X, Wu T, Li L, Fei X. Risk of dementia in long-term benzodiazepine users: evidence from a meta-analysis of observational studies. J Clin Neurol 2019; 15:9-19.
  5. Orzechowska A, Filip M, Gałecki P. Influence of pharmacotherapy on cognitive functions in depression: a review of the literature. Med Sci Monit 2015; 21:3643-51.

งานประชุมวิชาการที่กำลังเปิดรับสมัคร


บทความที่ถูกอ่านล่าสุด


ยาหอม กับคนวัยทำงาน 14 วินาทีที่แล้ว

อ่านบทความทั้งหมด



ข้อจำกัดด้านลิขสิทธิ์บทความ:
บทความในหน้าที่ปรากฎนี้สามารถนำไปทำซ้ำเพื่อเผยแพร่ในเว็บไซต์ หรือสิ่งพิมพ์อื่นๆ โดยไม่มีวัตถุประสงค์ในเชิงพาณิชย์ได้ ทั้งนี้การนำไปทำซ้ำนั้นยังคงต้องปรากฎชื่อผู้แต่งบทความ และห้ามตัดต่อหรือเรียบเรียงเนื้อหาในบทความนี้ใหม่โดยเด็ดขาด และกรณีที่ท่านได้นำบทความนี้ไปใช้ในเว็บเพจของท่าน ให้สร้าง Hyperlink เพื่อสร้าง link อ้างอิงบทความนี้มายังหน้านี้ด้วย

-

 ปรับขนาดอักษร 

+

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

447 ถนนศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400

ดูเบอร์ติดต่อหน่วยงานต่างๆ | ดูข้อมูลการเดินทางและแผนที่

เว็บไซต์นี้ออกแบบและพัฒนาโดย งานเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อการเรียนการสอน คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
Copyright © 2013-2020