|
Niclosamide ออกฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการ oxidative phosphorylation ซึ่งสำคัญต่อการสร้างพลังงานจากไมโทคอนเดรียของพยาธิตัวตืด (Tinea spp.) ส่งผลให้ส่วนหัวและปล้องส่วนต้นของพยาธิถูกทำลายและย่อยสลายภายในลำไส้มนุษย์ อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลทางทฤษฎีว่าอาจเกิด autoinfection (ภาวะที่มีปรสิตอยู่แล้วในร่างกายแต่ติดเชื้อจากตนเองซํ้า ทำให้ปรสิตในร่างกายเพิ่มจำนวน) [1] จากการปลดปล่อยไข่พยาธิที่มีชีวิตขณะพยาธิย่อยสลาย จึงมีข้อแนะนำให้รับประทานยาระบายที่ออกฤทธิ์เร็วและรุนแรง (brisk purgative) ภายใน 2 ชั่วโมงหลังได้รับยาขนานแรก เพื่อป้องกันการเกิด cysticercosis (ภาวะที่ตัวอ่อนจากไข่พยาธิออกมาไชผนังกระเพาะแล้วไปฝังตัวกลายเป็นถุงซีสต์อยู่ตามอวัยวะต่าง ๆ เช่น ตา กล้ามเนื้อ สมอง) [2] อย่างไรก็ตามจากหลักฐานเชิงประจักษ์ในปัจจุบัน ยังไม่พบรายงานการเกิด cysticercosis จากการใช้ยา niclosamide โดยไม่ได้รับยาระบายร่วมด้วย สอดคล้องกับรายงานการศึกษาแบบ cross-sectional study ที่ประเมินประสิทธิผลและความปลอดภัยของการให้ยา niclosamide เพื่อรักษาโรคติดเชื้อ T. solium taeniasis ในพื้นที่ระบาดของประเทศเปรู สำหรับประชากรมากกว่า 77,000 คน ซึ่งไม่ได้ให้ยาระบายร่วมด้วย ซึ่งไม่พบรายงานผลข้างเคียงรุนแรงทางระบบประสาท (เช่น อาการชัก) แต่ประการใด พบเพียงอาการไม่พึงประสงค์ทางระบบทางเดินอาหารในระดับเล็กน้อย เช่น ปวดท้อง ท้องเสีย [3]
สำหรับการพิจารณาเลือกยาระบายหลังการรับประทานยา niclosamide เพื่อกำจัดไข่พยาธิออกจากระบบทางเดินอาหาร ควรเลือก brisk purgative [2] ซึ่งหมายถึงยาระบายที่ออกฤทธิ์รวดเร็วและรุนแรง ได้แก่ ยาระบายกลุ่ม osmotic laxatives (เช่น milk of magnesia, magnesium sulfate) ที่สามารถออกฤทธิ์ภายใน 1–3 ชั่วโมง ในขณะที่ phenolphthalein (ปัจจุบันถูกเพิกถอนออกจากตลาดในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากมีความเสี่ยงในการก่อโรคมะเร็ง) ซึ่งจัดเป็นยาระบายกลุ่ม stimulant laxatives เริ่มออกฤทธิ์ 8 ชั่วโมง [4]
ดังนั้น หากตำรับยาถ่ายพยาธิเป็นสูตรผสมระหว่าง niclosamide กับ phenolphthalein ไม่มีความจำเป็นต้องบริหารยาระบายชนิดอื่นเพิ่มเติม แต่หากเป็นตำรับตัวยาเดี่ยว niclosamide ควรให้ได้รับยาระบายกลุ่ม osmotic laxatives ภายใน 2 ชั่วโมงหลังการรับประทานยาขนานแรก เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการเกิด cysticercosis ตามความเสี่ยงในทางทฤษฎี
Reference:
1. นิมิตร มรกต, คม สุคนธสรรพ์, บรรณาธิการ. ปรสิตวิทยาทางการแพทย์ เล่ม 1: โปรโตซัว [อินเทอร์เน็ต]. ฉบับอิเล็กทรอนิกส์ (พิมพ์ครั้งที่ 3). เชียงใหม่: ภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่; 2560 [เข้าถึงเมื่อ 14 ก.ย. 2569]. เข้าถึงได้จาก: https://w1.med.cmu.ac.th/parasite/wp-content/uploads/2024/10/Protozoa_.pdf
2. Moore TA. Agents Used to Treat Parasitic Infections. In: Longo DL, Fauci AS, Kasper DL, Hauser SL, Jameson J, Loscalzo J, Holland SM, Langford CA. eds. Harrison's Principles of Internal Medicine, 22nd Edition. McGraw Hill; 2025. Accessed September 12, 2026. https://accesspharmacy-mhmedical-com.ejournal.mahidol.ac.th/content.aspx?bookid=3541§ionid=294820856
3. Wardle MT, Allen SE, Gamboa R, et al. Mass chemotherapy with niclosamide for the control of Taenia solium: population-based safety profile and treatment effectiveness. Lancet Reg Health Am. 2024;38:100876. doi:10.1016/j.lana.2024.100876
4. Sharkey KA, MacNaughton WK. Gastrointestinal Motility and Water Flux, Emesis, and Biliary and Pancreatic Disease. In: Brunton LL, Knollmann BC. eds. Goodman & Gilman's: The Pharmacological Basis of Therapeutics, 14th Edition. McGraw-Hill Education; 2023. Accessed September 12, 2026. https://accesspharmacy-mhmedical.com.ejournal.mahidol.ac.th/content.aspx?bookid=3191§ionid=269171027
Keywords:
niclosamide, phenolphthalein, cysticercosis
|
|