หน่วยคลังข้อมูลยา
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

เริมซ้ำซาก รักษาอย่างไรดี?

โดย นศภ.เฟื่องฟ้า วรารักษ์สกุล ภายใต้คำแนะนำของ รศ.ดร.ภก. กฤษณ์ ถิรพันธ์ุเมธี เผยแพร่ตั้งแต่ 20 มีนาคม พ.ศ.2569 -- 263 views
 

เชื่อว่าหลายคนเคยเป็นเริมมาก่อน โดยเฉพาะเมื่อมีความเครียดหรือพักผ่อนน้อยก็จะกลับมาเป็นเริมซ้ำ ๆ แต่ทราบหรือไม่ว่าการรักษาเริมด้วยยาต้านเชื้อไวรัสมีความแตกต่างกันตามลักษณะของโรคที่เกิดขึ้น และยาต้านไวรัสเริมมีมากกว่า 1 ชนิด บทความนี้ขอกล่าวถึงบทบาทของยาต้านไวรัสเริมและข้อควรระวังในการใช้ยา

โรคเริม

เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ ซิมเพล็กซ์ (Herpes simplex virus; HSV) ซึ่งมี 2 สายพันธุ์ คือ HSV-1 และ HSV-2 ก่อให้เกิดลักษณะอาการกลุ่มตุ่มน้ำใสประมาณ 2-10 เม็ด ร่วมกับอาการปวดแสบร้อนและคัน หลังจากนั้นตุ่มจะแตกออกเกิดการตกสะเก็ด(1) และแผลจะหายไปได้เองภายใน 2 สัปดาห์ แต่โรคเริมไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เนื่องจากเมื่อเกิดการติดเชื้อครั้งแรกแล้ว เชื้อจะผ่านชั้นผิวหนังเข้าสู่เซลล์ประสาทและอาศัยอยู่ในปมประสาทตามเส้นประสาทรับความรู้สึก เพื่อหลบหลีกการทำลายจากภูมิคุ้มกันของร่างกาย เรียกช่วงซึ่งไม่มีอาการแสดงนี้ว่า ระยะสงบ แต่เมื่อร่างกายภูมิคุ้มกันตกหรือมีปัจจัยกระตุ้น เช่น เครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ ถูกแสงแดดจัด มีประจำเดือน บาดเจ็บจากการทำฟัน(1-2) รวมถึงการสักปาก(3) ปัจจัยเหล่านี้จะกระตุ้นเชื้อไวรัสให้เพิ่มจำนวนและออกจากปมประสาทมายังบริเวณที่ถูกกระตุ้นหรือบริเวณรอยโรคเดิม โรคเริมสามารถพบหลายบริเวณของร่างกาย โดยบริเวณเยื่อบุริมฝีปาก ตา ใบหน้า ผิวหนังบริเวณเหนือระดับเอว มักพบการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ HSV-1 ส่วนบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ ผิวหนังบริเวณต่ำกว่าระดับเอวลงมา มักพบการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ HSV-2(2)

ยาต้านไวรัสเริม

ปัจจุบันยาต้านไวรัสเริมในประเทศไทยมี 3 ชนิด คือ acyclovir, valacyclovir และ famciclovir (ตารางที่ 1) โดยยากลุ่มนี้ไม่ได้ออกฤทธิ์กำจัดหรือฆ่าเชื้อโดยตรง แต่ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสภายในเซลล์ จึงต้องใช้ยาให้เร็วที่สุดก่อนที่การเพิ่มจำนวนของไวรัสจะหยุดลง นั่นคือภายใน 48-72 ชั่วโมง หลังรู้สึกคัน เจ็บ หรือแสบบริเวณที่มักเกิดตุ่มเริม ซึ่งยามีบทบาทช่วยลดระยะเวลาในการแสดงอาการและความรุนแรงของโรค รวมถึงลดโอกาสการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น(1) ทั้งนี้กำลังมีการศึกษาเพื่อค้นหาเป้าหมายใหม่ในการป้องกันการกระตุ้นของไวรัสเริมออกจากระยะสงบเพื่อนำไปสู่การคิดค้นยาใหม่ในอนาคต

ตารางที่ 1 เปรียบเทียบยาต้านไวรัสเริมในด้านต่าง ๆ(4-8)

คุณสมบัติ

Acyclovir

Valacyclovir

Famciclovir

ความถี่การบริหารยา

3-5 ครั้ง/วัน

1-2 ครั้ง/วัน

2-3 ครั้ง/วัน

การดูดซึมยา

น้อยที่สุด

มากกว่า acyclovir

การใช้ยาในผู้ป่วยตับ/ไตผิดปกติ

ปรับขนาดยาตามการทำงานของไต

ข้อมูลการใช้ยาในเด็ก

ตั้งแต่แรกเกิด

อายุ 12 ปีขึ้นไป*

รูปแบบยา

เม็ด, ครีม, ฉีด

เม็ด

เม็ด

ราคา

ต่ำที่สุด

สูงกว่า acyclovir

สูงที่สุด

*สำหรับโรคเริมที่ริมฝีปาก

สำหรับรูปแบบการใช้ยาต้านไวรัสเริมมีคำแนะนำแตกต่างกันตามลักษณะของโรค บทความนี้จะยกตัวอย่างการรักษาเริมที่ริมฝีปาก (ตารางที่ 2) และการรักษาเริมที่บริเวณอวัยวะเพศ (ตารางที่ 3)

ตารางที่ 2 การรักษาเริมที่ริมฝีปาก(4,7-9)

ยา

วิธีใช้

กรณีเป็นครั้งแรก หรือกลับเป็นซ้ำ: ให้ยาอย่างใดอย่างหนึ่ง

Acyclovir 5% ครีม

ทาวันละ 5 ครั้ง นาน 4 วัน

Acyclovir*

รับประทาน 400 มก. วันละ 3 ครั้ง หรือ 200 มก. วันละ 5 ครั้ง นาน 7-10 วัน

Valacyclovir

รับประทาน 2 กรัม วันละ 2 ครั้ง 1 วัน

Famciclovir

รับประทาน 750 มก. วันละ 2 ครั้ง 1 วัน หรือ 1.5 กรัม ครั้งเดียว

*กรณีกลับเป็นซ้ำแนะนำ 400 มก. วันละ 3 ครั้ง

ตารางที่ 3 การรักษาเริมที่บริเวณอวัยวะเพศ(10-11)

ยา

วิธีใช้

กรณีเป็นครั้งแรก: ให้ยาอย่างใดอย่างหนึ่ง นาน 7-10 วัน

Acyclovir 5% ครีม

ทาวันละ 6 ครั้ง (ทุก 3 ชม.) นาน 7 วัน

Acyclovir

รับประทาน 400 มก. วันละ 3 ครั้ง หรือ 200 มก. วันละ 5 ครั้ง

Valacyclovir

รับประทาน 500 มก. หรือ 1 กรัม วันละ 2 ครั้ง

Famciclovir

รับประทาน 250 มก. วันละ 3 ครั้ง

กรณีกลับเป็นซ้ำ: ให้ยาอย่างใดอย่างหนึ่ง นาน 5 วัน

Acyclovir

รับประทาน 800 มก. วันละ 2 ครั้ง หรือ 800 มก. วันละ 3 ครั้ง นาน 2 วัน หรือ 400 มก. วันละ 3 ครั้ง

Valacyclovir

รับประทาน 500 มก. วันละ 2 ครั้ง หรือ 1 กรัม วันละ 1 ครั้ง

Famciclovir

รับประทาน 500 มก. วันละ 1 ครั้ง นาน 1 วัน ตามด้วย 250 มก. วันละ 2 ครั้ง นาน 2 วัน

กรณีกลับเป็นซ้ำบ่อยๆ (6 ครั้งหรือมากกว่าต่อปี): แนะนำให้รับประทานยาสำหรับป้องกันการกลับเป็นซ้ำ โดยทานยาต่อเนื่องอย่างใดอย่างหนึ่ง นานต่อเนื่อง 1 ปี

Acyclovir*

รับประทาน 400 มก. วันละ 2 ครั้ง

Valacyclovir*

รับประทาน 500 มก. หรือ 1 กรัม วันละ 1 ครั้ง

Famciclovir

รับประทาน 250 มก. วันละ 2 ครั้ง

*กรณีกลับเป็นซ้ำตั้งแต่ 10 ครั้งต่อปีแนะนำ acyclovir หรือ valacyclovir 1 กรัม วันละครั้ง

Acyclovir มีทั้งรูปแบบยาครีมและยารับประทานที่พบบ่อยในร้านยา การเลือกใช้ยาตามตำแหน่งการเกิดโรคมีความสำคัญ โดยยาครีมมีประสิทธิภาพช่วยลดระยะเวลาแสดงอาการของโรคเริมที่ริมฝีปากใกล้เคียงกับยารับประทาน(12) และสามารถเลือกใช้ยาตามความสะดวกของผู้ป่วย ส่วนโรคเริมที่บริเวณอวัยวะเพศแนะนำใช้ acyclovir รูปแบบรับประทานมากกว่ายาครีม เนื่องจากยารับประทานช่วยลดระยะเวลาแสดงอาการของโรคได้ชัดเจนกว่ายาครีม(13)

ข้อควรระวังของยาต้านไวรัสเริม

เพื่อให้การรักษาโรคเริมเกิดประสิทธิภาพสูงสุดผู้ป่วยไม่ควรหยุดยาเองเมื่ออาการเริ่มดีขึ้น ควรรับประทานยาอย่างต่อเนื่องตามแพทย์สั่ง และการรับประทานยาตามช่วงเวลาที่กำหนดมีความสำคัญ เนื่องจากทำให้ระดับยาในร่างกายเพียงพอต่อการเพิ่มจำนวนการแบ่งตัวของไวรัสที่เพิ่มจำนวนเร็ว ยกเว้นช่วงการนอนหลับที่ไม่จำเป็นต้องทานยา ในกรณีที่ลืมรับประทานยา ให้รับประทานทันทีที่นึกได้ 1 เม็ด แล้วรับประทานเม็ดถัดไปห่างตามที่ฉลากระบุความถี่ หากนึกได้ใกล้กับการรับประทานยารอบถัดไปให้รับประทานเพียง 1 เม็ด โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็นสองเท่า หากลืมทานยาบ่อย ๆ แนะนำการตั้งเวลาเตือนผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถือเพื่อให้ทานยาได้ตรงเวลา(14)

ยารักษาโรคเริมภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรมีความปลอดภัยสูง แต่ในผู้ป่วยบางคนอาจพบผลข้างเคียงจากการใช้ยา เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง และปวดศีรษะ(4) นอกจากนี้หากใช้ยาเกินขนาดหรือไม่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดพิษต่อร่างกาย เช่น พิษต่อระบบประสาทโดยทำให้เห็นภาพหลอน การเคลื่อนไหวผิดปกติ และพิษต่อไตโดยทำให้เกิดการบาดเจ็บของไต ไตวายเฉียบพลัน(15)

ควรระวังการใช้ยารักษาโรคเริมในผู้ป่วยบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังควรมีการปรับขนาดยาและความถี่ตามค่าการทำงานของไต เนื่องจากยา acyclovir ขับออกทางไตร้อยละ 60-90 ในรูปที่ยังออกฤทธิ์ หากไม่ปรับขนาดยาจะทำให้มีระดับยาในร่างกายสูงขึ้นเพิ่มความเสี่ยงการเป็นพิษต่อร่างกาย(15) รวมถึงระวังการใช้ยาต้านไวรัสเริมร่วมกับยาที่อาจเกิดอันตรกิริยาระหว่างยา (drug interaction) โดยเฉพาะการใช้ร่วมกับยา acyclovir ในรูปแบบฉีด ได้แก่ ยาลดกรดยูริก (probenecid) หรือยาที่มีพิษต่อไต หากได้รับยาร่วมกันอาจส่งเสริมให้เกิดอันตรายต่อไต(6) ในกลุ่มประชากรอื่น เช่น เด็กต้องมีการปรับขนาดยาตามน้ำหนักตัว และหญิงตั้งครรภ์สามารถใช้ยาได้เหมือนบุคคลทั่วไปภายใต้คำแนะนำของแพทย์(6-8)

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเริม

โรคเริมสามารถทำให้เกิดอาการอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวไปข้างต้น ซึ่งสามารถทำการรักษาได้ตามอาการที่พบ ได้แก่ 1) ไข้หรือปวด บรรเทาด้วยยา paracetamol หรือ ยาแก้ปวดที่ไม่ใช่กลุ่มสเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ibuprofen 2) แผลแตกซึ่งอาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันหรือรักษา แต่หากมีไข้สูง ตุ่มหนอง หรือแขน/ขาอ่อนแรง ควรรีบพบแพทย์(1)

แนวทางการปฏิบัติตัวนอกจากการใช้ยา

ใช้ผ้าก๊อซชุบน้ำเกลือประคบแผล 15 นาที เพื่อลดอาการระคายเคืองและทำให้แผลหายเร็วขึ้น(4) หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้ติดเชื้อ เนื่องจากไวรัสเริมสามารถติดต่อได้โดยตรงผ่านการสัมผัส ได้แก่ การสัมผัสแผล การจูบ หอมแก้ม การติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสโดยอ้อมผ่านการใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น ดื่มน้ำแก้วเดียวกัน ใช้หลอดหรือลิปสติกร่วมกัน เป็นต้น นอกจากนี้ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ใส่เสื้อผ้าและชุดชั้นในที่ไม่รัดเพื่อลดการเสียดสีแผลบริเวณร่างกาย เลี่ยงทานอาหารที่ทำให้เกิดการระคายเคืองแผลบริเวณริมฝีปาก เช่น อาหารรสจัดหรือมีฤทธิ์เป็นกรด(1-2)

ความเข้าใจผิดในการรักษา

โรคเริมสามารถหายได้เองโดยระยะเวลาขึ้นกับความรุนแรงของโรคและภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย ปัจจุบันยาที่ใช้รักษาโรคเริมมีทั้งยาแผนโบราณ ได้แก่ ยาครีมพญายอ และแผนปัจจุบันดังที่กล่าวไปข้างต้น ซึ่งมีการศึกษาทั้งด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัย แต่ในบางพื้นที่ของประเทศไทยอาจมีความเชื่อโบราณเกี่ยวกับการรักษาโรคเริม เช่น การใช้สมุนไพรใบมะกำกับเหล้าขาวทาแผล การพ่นน้ำหมากพลูใส่แผล ซึ่งล้วนเป็นวิธีการรักษาที่ไม่ได้ประสิทธิภาพและยังก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการวิธีการรักษา เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด ดังนั้นการรักษาที่ถูกวิธีจึงช่วยให้อาการไม่ลุกลามและสงบลงได้

บทสรุป

ถึงแม้โรคเริมจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การดูแลตนเองและหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นจะส่งผลให้โรคสงบและไม่กลับเป็นซ้ำบ่อย นอกจากนี้การรู้จักวิธีการจัดการที่เหมาะสมโดยเฉพาะการเริ่มใช้ยาต้านไวรัสให้เร็วที่สุดจะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพที่ดีขึ้น ทั้งนี้ยาต้านไวรัสเริมมีหลายรูปแบบและข้อควรระวังในการใช้จึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มใช้ยา

เอกสารอ้างอิง

1. อรพรรณ สุวรรณประดิษฐ์. บทความเรื่อง ความแตกต่างระหว่างโรคเริม งูสวัด อีสุกอีใสและวัคซีนป้องกันสำหรับโรคงูสวัดและอีสุกอีใส. [อินเทอร์เน็ต]. สภาเภสัชกรรม. 2560. [เข้าถึงเมื่อ: 2 พฤษจิกายน 2568]. เข้าถึงได้จาก: http://www.ccpe.pharmacycouncil.org/index.php?option=article_detail&subpage=article_detail&id=397.

2. เรณู อยู่เจริญ. เริม...ภัยเงียบจากไวรัส. วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. 2555; 4(4):23-30.

3. Gercari A, Ferizi M, Kotori M, Halimi S, Daka A, Hapciu S, et al. Activation of Herpes Simplex Infection after Tattoo. Acta Dermatovenerol Croat. 2018; 26:75-6.

4. Drug comparison. [Internet]. Greenwood Village (CO): IBM Watson Health; 2025. [cited 2025 Nov 2]. Available from: https://www.micromedexsolutions.com/.

5. ศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านเวชภัณฑ์ กระทรวงสาธารณสุข. ราคากลาง (ยา). [อินเทอร์เน็ต]. 2567. [เข้าถึงเมื่อ: 2 พฤษจิกายน 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://dmsic.moph.go.th/index/drugsearch/3.

6. Food and Drug Administration (US) ZOVIRAX® [Internet]. 2005 [cited 2025 Nov 2]. Available from: https://www.accessdata.fda.gov/drugsatfda_docs/label/2005/018828s030,020089s019, 019909s020lbl.pdf.

7. Food and Drug Administration (US) FAMVIR® [Internet]. 2020 [cited 2025 Nov 2]. Available from: https://www.accessdata.fda.gov/drugsatfda_docs/label/2011/020363s037lbl.pdf.

8. Food and Drug Administration (US) VALTREX® [Internet]. 2008 [cited 2025 Nov 2]. Available from: https://www.accessdata.fda.gov/drugsatfda_docs/label/2008/020487s014lbl.pdf.

9. Wald A, Johnston C. Treatment and prevention of herpes simplex virus type 1 in immunocompetent adolescents and adults. [Internet]. In: Hirsch MS, editor. UpToDate. Waltham (MA): UpToDate Inc.; 2024. [cited 2025 Nov 2]. Available from: https://www.uptodate.com/.

10. กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์อักษรกราฟฟิกแอนด์ดีไซน์; 2567.

11. Albrecht MA. Treatment of genital herpes simplex virus infection. [Internet]. In: Hirsch MS, editor. UpToDate. Waltham (MA): UpToDate Inc.; 2024. [cited 2025 Nov 2]. Available from: https://www.uptodate.com/.

12. Chen F, Xu H, Liu J, Cui Y, Luo X, Zhou Y, et al. Efficacy and safety of nucleoside antiviral drugs for treatment of recurrent herpes labialis: a systematic review and meta-analysis. J Oral Pathol Med. 2017; 46(8):561-8.

13. Patel R, Moran B, Clarke E, Geretti AM, Lautenschlager S, Green J, et al. 2024 European guidelines for the management of genital herpes. J Eur Acad Dermatol Venereol. 2025; 39(4): 742-58.

14. National Health Service. How and when to take or use acyclovir. [Internet]. England; 2022. [cited 2025 Nov 2]. Available from: https://www.nhs.uk/medicines/aciclovir/how-and-when-to-take-or-use-aciclovir/.

15. สุจิตรา วีณิน. พิษวิทยาของยา acyclovir. วารสารเภสัชกรรมโรงพยาบาล. 2562; 29(3):216-28.


คำค้นที่เกี่ยวข้อง:
เริม ยาต้านไวรัส acyclovir valacyclovir famciclovir
 
คลิปความรู้เรื่องยา

EP.7 ยาแก้ปวดไมเกรน (Migraine abortive, ergotamine)

ดูคลิปทั้งหมด

ข่าวยาล่าสุด
    ดูข่าวยาทั้งหมด


หน่วยคลังข้อมูลยา

447 ถ.ศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
 
ออกแบบและพัฒนาโดย งานเทคโนโลยีสารสนเทศฯ คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล
Copyright © 2013-2020
 
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เราใช้เทคโนโลยีคุกกี้เพื่อช่วยให้เว็บไซต์ทำงานได้อย่างถูกต้อง การเปิดให้ใช้คุณสมบัติทางโซเชียลมีเดีย และเพื่อวิเคราะห์การเข้าเว็บไซต์ของเรา การใช้งานเว็บไซต์ต่อถือว่าคุณยอมรับการใช้งานคุกกี้