หน่วยคลังข้อมูลยา
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

พันธุกรรมอาจบอกได้ว่ายาตัวไหนเหมาะกับคุณ

โดย นศภ.นพดล จันทร์หอม ภายใต้คำแนะนำของ รศ.ดร.ภญ. มัลลิกา ชมนาวัง เผยแพร่ตั้งแต่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 -- 101 views
 

เคยสงสัยไหม ทำไมยาตัวเดียวกัน เวลาที่เพื่อนกินแล้วหาย ได้ผลดีมาก ๆ แต่พอคุณกินเองก็ไม่ได้รู้สึกดีขึ้นสักเท่าไหร่ หรือกรณีที่ร้ายแรงกว่านั้น ทำไมยาที่คนหลาย ๆ คนสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย แต่คนบางคนกลับใช้แล้วเกิดผลข้างเคียงหรืออาจเกิดแพ้ยา ผื่นขึ้นเต็มตัว ผิวลอก ผิวไหม้ ตาบอด หรือถึงขั้นเสียชีวิตก็มีอยู่ในข่าวบ่อยครั้ง คำตอบของคำถามเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวยาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ลึกลงไปในรหัสพันธุกรรมของแต่ละบุคคล หรือสิ่งที่เรียกว่า "ยีน" วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจเรื่องนี้ผ่านการเปรียบเทียบเพื่อให้เข้าใจกันมากขึ้น

ร่างกายของเราคือ "แม่กุญแจ" ที่ไม่เหมือนใคร

ลองจินตนาการว่าร่างกายของคนเราแต่ละคนเปรียบเสมือน "แม่กุญแจ" ที่สร้างขึ้นมาอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมี "รูกุญแจ" ที่สลับซับซ้อนแตกต่างกันไป ซึ่งรูกุญแจเหล่านี้ก็คือ "ยีน (gene)" หรือพันธุกรรมของเรานั่นเอง ในขณะที่ "ยา" ที่เราใช้รักษาโรคก็เปรียบได้กับ "ลูกกุญแจ" ที่ออกแบบมาเพื่อไขกลไกในร่างกายให้กลับมาทำงานเป็นปกติ (รูปที่ 1)

รูปที่ 1 ความสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรมและยาในเชิงเปรียบเทียบ (ภาพสร้างด้วยโปรแกรม Canva)

ในทางการแพทย์ปัจจุบัน เรามักใช้ "ลูกกุญแจมาตรฐาน" หรือยาตัวเดียวกันในความแรงเดียวกันสำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ ซึ่งคล้ายกับการพยายามใช้ลูกกุญแจดอกเดียวไขแม่กุญแจทุกอัน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงมีได้หลายแบบ

- ไขได้พอดี: ยาออกฤทธิ์ได้ผลดีตามที่คาดหวัง

- ไขพอได้ แต่หลวมไป: ยาออกฤทธิ์รุนแรงเกินไปจนเกิดผลข้างเคียง

- ไขพอได้ แต่ฝืดเกินไป: ยาออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ ทำให้การรักษาไม่ได้ผล

- ติดคารูกุญแจและทำลายแม่กุญแจ: ยาทำปฏิกิริยาที่ผิดปกติกับร่างกายจนเกิดการแพ้ยาอย่างรุนแรง

เภสัชพันธุศาสตร์

เภสัชพันธุศาสตร์ (pharmacogenomics) เป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เข้ามาแก้ปัญหานี้โดยทำหน้าที่เปรียบเสมือน "เครื่องส่องรูกุญแจ" ที่สามารถอ่านรหัสพันธุกรรมของคุณได้ก่อนที่จะเริ่มใช้ยา เพื่อให้แพทย์สามารถเลือกยา (ลูกกุญแจ) ที่ถูกต้องและน่าจะเหมาะสมกับคุณ (แม่กุญแจ) ที่สุด เครื่องส่องรูกุญแจนี้อาจบอกข้อมูลสำคัญได้ว่า

- ใช้ลูกกุญแจเบอร์ไหน?: ควรใช้ยาชนิดใดจึงจะเหมาะสม

- บิดลูกกุญแจแรงแค่ไหน?: ควรใช้ยาในขนาดเท่าใดจึงพอดี ไม่มากหรือน้อยเกินไป

- ลูกกุญแจดอกไหนที่ห้ามใช้?: ยาชนิดใดที่ยีนของคุณบ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการแพ้หรือผลข้างเคียงรุนแรง

การตรวจยีนเพื่อเลี่ยง "การแพ้ยา" ที่อันตรายถึงชีวิต

สำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน การจ่ายยาตามลักษณะของยีนแต่ละบุคคลเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงแล้วในเชิงปฏิบัติ เนื่องจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้บรรจุสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมการตรวจยีนบางรายการซึ่งมีการศึกษาทางเภสัชเศรษฐศาสตร์ (pharmacoeconomics) พบว่ามีความคุ้มค่า(1,2)เพื่อเป็นการป้องกันความทุกข์ทรมานที่อาจเกิดขึ้นและอาจรุนแรงจนเสียชีวิต ทำให้โรงพยาบาลขนาดใหญ่หลายแห่งได้บรรจุให้ "การตรวจคัดกรองยีน" เป็นแนวปฏิบัติมาตรฐาน

การตรวจคัดกรองยีนก่อนเริ่มยาสามารถทำได้โดยเก็บเลือดหรือตัวอย่างเยื่อบุกระพุ้งแก้มของผู้ป่วยเพื่อนำไปสกัดสารพันธุกรรม จากนั้นจะนำไปตรวจยีนด้วยเทคนิคต่าง ๆ เช่น polymerase chain reactions, microarray หรือ sequencing ตามความเหมาะสมของคุณลักษณะของยีนที่ต้องการและความคุ้มค่า สำหรับโรงพยาบาลขนาดเล็กที่ไม่สามารถตรวจได้เองสามารถส่งตัวอย่างไปที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งกระจายอยู่ทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทย ซึ่งหลังจากทำการตรวจวิเคราะห์และแปลผลโดยนักพันธุศาสตร์เรียบร้อยแล้ว แพทย์ผู้ทำการรักษาจะประเมินเพื่อสั่งจ่ายยาที่เหมาะสมกับข้อมูลที่ได้รับพร้อมกับส่งต่อให้เภสัชกร กรณีมีแนวโน้มที่จะแพ้ยา เภสัชกรจะแนะนำการปฏิบัติตัวและออกบัตรแพ้ยาให้ผู้ป่วยเพื่อให้นำแสดงกับสถานพยาบาลต่าง ๆ เพื่อป้องกันการแพ้ยา

ยาที่ต้องตรวจยีนก่อนใช้

สำหรับยาที่ได้รับการครอบคลุมการตรวจโดย สปสช.(3)ในปัจจุบันประกอบไปด้วย (รูปที่ 2)

  1. Carbamazepine ซึ่งเป็นยารักษาโรคลมชัก อาจเรียกว่ายากันชัก และรักษาอาการปวดปลายประสาท ซึ่งให้ตรวจยีน HLA-B*15:02 ก่อนการใช้ครั้งแรก เนื่องจากผู้ที่มียีนดังกล่าวมีความเสี่ยงในการเกิดผื่นแพ้ยารุนแรงทางผิวหนัง (severe cutaneous adverse reactions, SCARs) สูงกว่าผู้ที่ไม่มีถึง 54 เท่าในคนไทย(4)
  2. Allopurinol เป็นยารักษาโรคเกาต์ที่ให้ตรวจยีน HLA-B*58:01 ก่อนการใช้ครั้งแรก เนื่องจากพบว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิด SCARs ในผู้ที่มียีนดังกล่าวสูงกว่าคนที่ไม่มียีนมากกว่า 300 เท่าในคนไทย(5)
  3. Abacavir เป็นยาต้านเชื้อเอชไอวีที่ให้ตรวจยีน HLA-B*57:01 ก่อนการใช้ครั้งแรก เนื่องจากมีข้อมูลที่รวบรวมจากหลายการศึกษาพบว่าผู้ที่มียีนดังกล่าวมีความเสี่ยงแพ้ยามากกว่าคนที่ไม่มียีนประมาณ 177 เท่า(6,7)

รูปที่ 2 คู่ยาและการตรวจยีนที่สามารถเบิกจ่ายได้จาก สปสช. (ภาพสร้างด้วยโปรแกรม Canva)

ซึ่งหากพบว่าผู้ป่วยรายใดมียีนแพ้ยาและจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาที่สัมพันธ์กับการแพ้ แพทย์อาจพิจารณาเปลี่ยนไปใช้ยาตัวอื่นที่มีความปลอดภัย ทำให้ทั้งผู้ป่วยและแพทย์ไม่ต้องเสี่ยงอันตรายจากการใช้ยาแบบลองผิดลองถูกเหมือนก่อน

มียาอื่นที่อาจตรวจยีนได้เช่นกัน

นอกเหนือจากยาทั้ง 3 ที่ได้ครอบคลุมในชุดสิทธิประโยชน์ของ สปสช. แล้ว ยังมียาอีกมากที่สามารถตรวจยีนก่อนได้ แต่ผู้ใช้ยาจะต้องชำระค่าใช้จ่ายเอง โดยอาจแบ่งการตรวจออกอย่างง่าย ๆ ได้ 2 กลุ่ม คือ

1. การตรวจเพื่อทำนายการแพ้ยา: เป็นการตรวจเพื่อทำนายโอกาสในการแพ้ยาก่อนจะจ่ายยา หรือเพื่อพิจารณาหยุดยาก่อนเกิดอาการแพ้

1.1 Dapsone ยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาโรคเรื้อนซึ่งมีการใช้ยีน HLA-B*13:01 ในการทำนายการเกิด SCARs ก่อนใช้ยา(8)

1.2 Phenobarbital ยากันชักที่มีรายงานความเกี่ยวข้องกับการเกิด SCARs ในผู้ที่มียีน HLA-B*13:01(9)

1.3 นอกจาก carbamazepine ที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว HLA-B*15:02 ยังสามารถทำนายการเกิด SCARs สำหรับยาอื่น ๆ ได้แก่ lamotrigine(10), phenytoin(11), oxcarbazepine(12) และ cotrimoxazole(13) ได้อีกด้ว

2. การตรวจเพื่อทำนายระดับยาหรือประสิทธิภาพการรักษา: เป็นการตรวจยีนเพื่อดูความสามารถของแต่ละคนในการทำลาย การกำจัด หรือการออกฤทธิ์ของยา เพื่อให้การรักษาเกิดประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด

2.1 Clopidogrel ยาต้านเกร็ดเลือดที่ใช้ยีน CYP2C19 ทำนายประสิทธิผลและทำให้แพทย์สามารถเลือกใช้ยาอื่นทดแทนในผู้ที่อาจไม่ตอบสนองต่อยา clopidogrel(14)

2.2 Warfarin ยาต้านการแข็งตัวของเลือดที่มีระดับยาในเลือดซึ่งให้ผลการรักษาอย่างปลอดภัยค่อนข้างแคบ ปริมาณยาที่ให้ในแต่ละคนจึงมีความสำคัญเพราะหากให้ยามากเกินไปจะทำให้เสี่ยงต่อภาวะเลือดออกหรือเลือดไหลไม่หยุด ในขณะที่การให้น้อยเกินไปก็อาจทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือด จึงมีการใช้ยีน VKORC1 ทำนายการออกฤทธิ์ของยา(15)และ CYP2C9 ในการทำนายระดับยาในกระแสเลือดของผู้ป่วย(16)

2.3 Isoniazid หนึ่งในยาต้านวัณโรคสำคัญ หากใช้ในปริมาณที่มากเกินกว่าร่างกายจะกำจัดไหวอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงอย่างภาวะตับวายเฉียบพลัน (fulminant hepatic failure) ดังนั้นการให้ยาในปริมาณที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญ โดยประเทศไทยกำลังพัฒนาแนวทางการตรวจยีน NAT2, CYP2E1 และ GSTs เพื่อทำนายโอกาสเกิดผลข้างเคียงและเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาวัณโรค(17,18)

ทำไมถึงไม่ใช้ยาตัวอื่นที่ไม่แพ้แน่ ๆ ไปเลย

ถึงจุดนี้หลาย ๆ ท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมเราถึงไม่ใช้ยาที่มีความปลอดภัยเลยตั้งแต่แรกโดยไม่ต้องตรวจยีน คำตอบนั้นคงอยู่ที่คำว่า “ความคุ้มค่า” โดยความคุ้มค่าไม่ได้หมายถึงราคาที่ถูกเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงประสิทธิภาพที่ดีสมกับราคาด้วยเช่นกัน ยาหลาย ๆ ตัวที่กล่าวมาข้างต้นมีประสิทธิภาพในการรักษาที่ดีมากในราคาที่สมเหตุผล ทำให้เป็นทางเลือกแรกในการรักษาโรคต่าง ๆ เมื่อเทียบกับยาทางเลือกอื่นที่อาจมีราคาถูกแต่ประสิทธิภาพไม่ดี หรือประสิทธิภาพดีแต่ราคาแพง ดังนั้นการเลือกใช้ยานั้น ๆ ในผู้ที่สามารถใช้ได้และการเลี่ยงไม่ใช้ยานั้น ๆ ในผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายจึงเป็นทางออกที่เหมาะสมที่จะคงไว้ซึ่งความคุ้มค่าและความปลอดภัยของการใช้ยานั่นเอง

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

  1. มียีนแล้วต้องแพ้ ไม่มียีนคือไม่แพ้: ยีนแพ้ยาเป็นเพียงสิ่งที่ใช้ทำนายโอกาสของการเกิดการแพ้ยา อย่างไรก็ตามร่างกายมนุษย์นั้นซับซ้อนและอาจมีกลไกอื่น ๆ นอกเหนือจากที่วิเคราะห์และทำให้เกิดการแพ้หรือไม่แพ้ได้ ดังนั้นคนที่มียีนไม่ได้แปลว่าจะแพ้ยาทุกคน และในทางกลับกันก็ไม่ได้แปลว่าคนที่ไม่มียีนจะไม่มีโอกาสแพ้ยาเลยเช่นกัน
  2. ใช้ยามานานแล้ว ลองตรวจยีนแล้วมียีนแพ้ยา จะต้องหยุดยา: เช่นเดียวกับข้อแรก ยีนแพ้ยาเป็นเพียงสิ่งที่ใช้ทำนายโอกาสการเกิดการแพ้ยา หากได้รับยามาเป็นเวลานานแล้วไม่เกิดอาการแพ้ แม้จะมียีนแพ้ยาก็สามารถใช้ยาต่อไปได้โดยไม่จำเป็นต้องหยุดยา แต่ควรสังเกตการเปลี่ยนแปลงของตนเองอย่างใกล้ชิด เช่น การเกิดผื่น การเกิดตัวเหลืองตาเหลือง เป็นต้น
  3. ถ้ามียีนที่แพ้ยาตัวนึงแล้ว ยาอื่นที่รักษาโรคเดียวกันจะใช้ไม่ได้ด้วยทุกกรณี: เนื่องจากการแพ้ส่วนใหญ่มีความจำเพาะที่สูงและมักไม่แพ้ข้ามไปยังยาอื่น ดังนั้นแพทย์และเภสัชกรจะได้รับการสอนและฝึกฝนโดยเฉพาะเพื่อให้ตัดสินใจเลือกยาที่ดีที่สุดตามแนวทางการรักษาโรคและเหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละรายตามลักษณะของยีนเช่นกัน ดังนั้นหากมียีนแพ้ยาแต่ไม่มั่นใจว่าควรหรือไม่ควรใช้ยา สามารถขอคำปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรได้

ใครได้ประโยชน์จากเภสัชพันธุศาสตร์บ้าง

แน่นอนว่าผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดคงหนีไม่พ้นผู้ป่วยหรือผู้ที่ต้องใช้ยาที่มีความเสี่ยง เพราะการตรวจยีนก่อนได้รับยาสามารถทำให้รู้ได้ว่าผู้ป่วยมี “โอกาส” ที่จะแพ้ยารุนแรงสูงหรือไม่ ทำให้สามารถพิจารณาเปลี่ยนหรือเริ่มยาที่ไม่เกิดอาการแพ้ต่อผู้ป่วยเฉพาะรายได้ก่อนที่จะจ่ายยาที่อาจทำให้เกิดอาการแพ้ หรือก่อนที่จะเกิดการแพ้จากยาที่ทานอยู่ ทั้งนี้พันธุกรรมของมนุษย์จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไปตลอดอายุขัย ดังนั้นการตรวจยีนเพียงครั้งเดียว สามารถใช้ผลการตรวจนั้นได้ตลอดชีวิต หากมีการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคตว่ายีนนั้นมีความเกี่ยวข้องกับการแพ้ยาใด ผู้ป่วยก็สามารถนำผลนั้นมาใช้ได้อีกเรื่อย ๆ

ผู้ที่ได้รับประโยชน์รองลงมา คือ บุคลากรทางการแพทย์ เพราะการตรวจยีนก่อนได้รับยานั้นช่วยลดอัตราการเกิดการแพ้ยาและการพักรักษาตัวจากการแพ้ยาในโรงพยาบาล ซึ่งช่วยลดการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลได้อย่างมาก อีกทั้งยังช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาสำเร็จและการใช้เวลารักษาที่น้อยลงทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรดีขึ้น

บทสรุป

เภสัชพันธุศาสตร์กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าของการใช้ยาจากเดิมที่เป็น "one size fits all" (ขนาดเดียวสำหรับทุกคน) และลองผิดลองถูกไปสู่ "การแพทย์เฉพาะบุคคล" ที่แม่นยำ ปลอดภัย และออกแบบมาเพื่อคุณคนเดียว คล้ายกับการมีช่างทำกุญแจส่วนตัวที่สร้างสรรค์ลูกกุญแจที่สมบูรณ์แบบสำหรับแม่กุญแจโดยเฉพาะ

เอกสารอ้างอิง

1. Saokaew S, Tassaneeyakul W, Maenthaisong R, Chaiyakunapruk N. Cost-effectiveness analysis of HLA-B*5801 testing in preventing allopurinol-induced SJS/TEN in Thai population. PLoS One. 2014; 9(4):e94294.

2. Tiamkao S, Jitpimolmard J, Sawanyawisuth K, Jitpimolmard S. Cost minimization of HLA-B*1502 screening before prescribing carbamazepine in Thailand. Int J Clin Pharm. 2013; 35(4):608-12.

3. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. การจ่ายค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข กรณีการจ่ายตามรายการบริการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2567 [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพมหานคร, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ; 2567 [เข้าถึงเมื่อ 15 ตุลาคม 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://www.nhso.go.th/th/agency-th/2024-08-20-15-32-32/2024-08-20-15-36-13.

4. Tassaneeyakul W, Tiamkao S, Jantararoungtong T, Chen P, Lin SY, Chen WH, et al. Association between HLA-B*1502 and carbamazepine-induced severe cutaneous adverse drug reactions in a Thai population. Epilepsia. 2010; 51(5):926-30.

5. Tassaneeyakul W, Jantararoungtong T, Chen P, Lin PY, Tiamkao S, Khunarkornsiri U, et al. Strong association between HLA-B*5801 and allopurinol-induced Stevens-Johnson syndrome and toxic epidermal necrolysis in a Thai population. Pharmacogenet Genomics. 2009; 19(9):704-9.

6. Martin MA, Klein TE, Dong BJ, Pirmohamed M, Haas DW, Kroetz DL. Clinical pharmacogenetics implementation consortium guidelines for HLA-B genotype and abacavir dosing. Clin Pharmacol Ther. 2012; 91(4):734-8.

7. Sousa-Pinto B, Pinto-Ramos J, Correia C, Gonçalves-Costa G, Gomes L, Gil-Mata S, et al. Pharmacogenetics of abacavir hypersensitivity: A systematic review and meta-analysis of the association with HLA-B*57:01. J Allergy Clin Immunol. 2015; 136(4):1092-4.e3.

8. Satapornpong P, Pratoomwun J, Rerknimitr P, Klaewsongkram J, Nakkam N, Rungrotmongkol T, et al. HLA-B*13 :01 Is a Predictive Marker of Dapsone-Induced Severe Cutaneous Adverse Reactions in Thai Patients. Front Immunol. 2021; 12:661135.

9. Sukasem C, Sririttha S, Chaichan C, Nakkrut T, Satapornpong P, Jaruthamsophon K, et al. Spectrum of cutaneous adverse reactions to aromatic antiepileptic drugs and human leukocyte antigen genotypes in Thai patients and meta-analysis. Pharmacogenomics J. 2021; 21(6):682-90.

10. Koomdee N, Pratoomwun J, Jantararoungtong T, Theeramoke V, Tassaneeyakul W, Klaewsongkram J, et al. Association of HLA-A and HLA-B Alleles with Lamotrigine-Induced Cutaneous Adverse Drug Reactions in the Thai Population. Front Pharmacol. 2017; 8:879.

11. Yampayon K, Sukasem C, Limwongse C, Chinvarun Y, Tempark T, Rerkpattanapipat T, et al. Influence of genetic and non-genetic factors on phenytoin-induced severe cutaneous adverse drug reactions. Eur J Clin Pharmacol. 2017; 73(7):855-65.

12. Phillips EJ, Sukasem C, Whirl-Carrillo M, Müller DJ, Dunnenberger HM, Chantratita W, et al. Clinical Pharmacogenetics Implementation Consortium Guideline for HLA Genotype and Use of Carbamazepine and Oxcarbazepine: 2017 Update. Clin Pharmacol Ther. 2018; 103(4):574-81.

13. Sukasem C, Pratoomwun J, Satapornpong P, Klaewsongkram J, Rerkpattanapipat T, Rerknimitr P, et al. Genetic Association of Co-Trimoxazole-Induced Severe Cutaneous Adverse Reactions Is Phenotype-Specific: HLA Class I Genotypes and Haplotypes. Clin Pharmacol Ther. 2020; 108(5):1078-89.

14. Sukasem C, Tunthong R, Chamnanphon M, Santon S, Jantararoungtong T, Koomdee N, et al. CYP2C19 polymorphisms in the Thai population and the clinical response to clopidogrel in patients with atherothrombotic-risk factors. Pharmgenomics Pers Med. 2013; 6:85-91.

15. Sermsathanasawadi N, Sritongsathian C, Pongrattanaman N, Praditsuktavorn B, Hongku K, Wongwanit C, et al. The Influence of VKORC1 Polymorphisms on Warfarin Doses in Thai Patients with Deep Vein Thrombosis. J Med Assoc Thai. 2015; 98(6):549-54.

16. Sangviroon A, Panomvana D, Tassaneeyakul W, Namchaisiri J. Pharmacokinetic and pharmacodynamic variation associated with VKORC1 and CYP2C9 polymorphisms in Thai patients taking warfarin. Drug Metab Pharmacokinet. 2010; 25(6):531-8.

17. Chanhom N, Udomsinprasert W, Chaikledkaew U, Mahasirimongkol S, Wattanapokayakit S, Jittikoon J. GSTM1 and GSTT1 genetic polymorphisms and their association with antituberculosis drug-induced liver injury. Biomed Rep. 2020; 12(4):153-62.

18. Wattanapokayakit S, Mushiroda T, Yanai H, Wichukchinda N, Chuchottawon C, Nedsuwan S, et al. NAT2 slow acetylator associated with anti-tuberculosis drug-induced liver injury in Thai patients. Int J Tuberc Lung Dis. 2016; 20(10):1364-9.


คำค้นที่เกี่ยวข้อง:
เภสัชพันธุศาสตร์ แพ้ยารุนแรง พันธุกรรม ยีนแพ้ยา
 
คลิปความรู้เรื่องยา

EP.2 เกลือแร่สำหรับท้องเสีย ORS (Oral Rehydration Salts)

ดูคลิปทั้งหมด

ข่าวยาล่าสุด
    ดูข่าวยาทั้งหมด


หน่วยคลังข้อมูลยา

447 ถ.ศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
 
ออกแบบและพัฒนาโดย งานเทคโนโลยีสารสนเทศฯ คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล
Copyright © 2013-2020
 
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เราใช้เทคโนโลยีคุกกี้เพื่อช่วยให้เว็บไซต์ทำงานได้อย่างถูกต้อง การเปิดให้ใช้คุณสมบัติทางโซเชียลมีเดีย และเพื่อวิเคราะห์การเข้าเว็บไซต์ของเรา การใช้งานเว็บไซต์ต่อถือว่าคุณยอมรับการใช้งานคุกกี้