Loading…

สารฆ่าเชื้อในชีวิตประจำวัน: ความแตกต่าง การเลือกใช้ และข้อควรระวัง

สารฆ่าเชื้อในชีวิตประจำวัน: ความแตกต่าง การเลือกใช้ และข้อควรระวัง

อาจารย์ ดร.ชัยวัฑฒน์ อ่อนศรี

ภาควิชาเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์

63 ครั้ง เมื่อ 2 ช.ม.ที่แล้ว
2026-08-18

ในช่วงที่ผ่านมามีรายงานการระบาด และการเฝ้าระวังการติดเชื้อก่อโรคหลายชนิด เช่น เชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) เชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) เชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola virus) หรือแม้แต่เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่เราคุ้นเคยกันมาเป็นเวลาหลายปี หนึ่งในวิธีที่ใช้เพื่อการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อก่อโรคคือการใช้สารฆ่าเชื้อ สารฆ่าเชื้อที่วางจำหน่ายในท้องตลาดนั้นมีหลายชนิด ซึ่งเหมาะกับการใช้งานที่แตกต่างกัน การเลือกใช้สารฆ่าเชื้อที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้ประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อลดลง หรือ ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้งานได้

สารฆ่าเชื้อเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ลดจำนวนหรือทำลายเชื้อจุลชีพ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ สารฆ่าเชื้อสำหรับผิวหนัง (antiseptics) และ สารฆ่าเชื้อสำหรับพื้นผิว (disinfectants) สารฆ่าเชื้อสำหรับผิวหนังเป็นสารที่มีความเป็นพิษต่อเนื้อเยื่อของร่างกายในระดับต่ำ จึงสามารถใช้กับผิวหนัง เยื่อบุ หรือบาดแผล ในทางตรงกันข้าม สารฆ่าเชื้อสำหรับพื้นผิวเป็นสารที่ใช้สำหรับทำลายเชื้อจุลชีพบนวัสดุอุปกรณ์หรือสิ่งแวดล้อม เช่น พื้น โต๊ะ ลูกบิดประตู และห้องน้ำ โดยทั่วไปสารกลุ่มนี้มีความเข้มข้นสูงหรือมีคุณสมบัติที่ไม่เหมาะสำหรับใช้กับผิวหนัง หากนำมาใช้โดยตรงอาจทำให้เกิดการระคายเคืองหรือผิวหนังไหม้ได้ อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์บางชนิดสามารถใช้ได้ทั้งเป็นสารฆ่าเชื้อสำหรับผิวหนังและสารฆ่าเชื้อสำหรับพื้นผิว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของสารออกฤทธิ์ ความเข้มข้น และข้อบ่งใช้ที่ระบุไว้บนฉลากผลิตภัณฑ์ สารออกฤทธิ์ที่พบได้บ่อยในผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ประกอบด้วย 

1. แอลกอฮอล์ (Alcohol) ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมี 2 ชนิด คือ เอทานอล (ethanol) และไอโซโพรพานอล (isopropanol) อาจอยู่ในรูปแบบของเหลวหรือเจล แม้หลายคนจะเข้าใจว่าแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นสูงยิ่งมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อ แต่ในความเป็นจริง แอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นประมาณ 70% สามารถทำลายเชื้อจุลชีพได้ดีกว่า เนื่องจากมีน้ำเป็นองค์ประกอบที่ช่วยให้แอลกอฮอล์ซึมเข้าสู่เซลล์ของเชื้อจุลชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถใช้ทำความสะอาดมือ และทำความสะอาดพื้นผิวบางชนิดได้ ข้อควรระวังแอลกอฮอล์จัดเป็นสารไวไฟ จึงควรจัดเก็บให้ห่างจากเปลวไฟ และไม่ควรใช้ทำความสะอาดบาดแผลโดยตรงเนื่องจากจะก่อให้เกิดการระคายเคือง

2. คลอเฮกซิดีน (Chlorhexidine) เป็นสารฆ่าเชื้อที่สามารถกำจัดได้ทั้งแบคทีเรียแกรมบวก และแกรมลบ มักพบในรูปของน้ำยาบ้วนปาก โดยควรมีความเข้มข้นในช่วง 0.12-0.20% มีคุณสมบัติยึดเกาะกับผิวฟันและเยื่อบุช่องปาก (substantivity) ทำให้คงฤทธิ์ต้านจุลชีพได้นานประมาณ 8–12 ชั่วโมง ข้อควรระวังไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานกว่า 4-6 สัปดาห์ เนื่องจากจะก่อให้เกิดการติดคราบสีบนผิวฟัน การหลุดลอกของเยื่อเมือกช่องปาก และการปรับเปลี่ยนการรับรส

3. คลอโรไซลีนอล (Chloroxylenol) มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกได้ดี เชื้อราบางชนิด และไวรัสที่มีเยื่อหุ้ม นิยมเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อสำหรับผิวหนัง และพื้นผิว ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์แต่ละสูตรมีข้อบ่งใช้ที่แตกต่างกัน จึงควรอ่านฉลากก่อนใช้งานทุกครั้ง เนื่องจากการใช้ความเข้มข้นสูงอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวหนังและเยื่อบุได้

4. ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen peroxide) ออกฤทธิ์โดยการปลดปล่อยออกซิเจนที่มีความไวต่อปฏิกิริยา (reactive oxygen species) ซึ่งช่วยทำลายเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และไวรัสบางชนิด พบได้ทั้งในผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อพื้นผิวและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบาดแผลบางชนิด อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้ทำความสะอาดบาดแผลเป็นประจำ เนื่องจากอาจทำลายเซลล์ปกติและทำให้แผลหายช้าลง อีกทั้งควรเก็บผลิตภัณฑ์ไว้ในภาชนะทึบแสง เนื่องจากสารสามารถสลายตัวได้เมื่อสัมผัสแสง

5. โซเดียมไฮโปคลอไรด์ (Sodium hypochlorite) เป็นองค์ประกอบหลักในน้ำยาฟอกขาว สามารถกำจัดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และไวรัสบนพื้นผิวได้ ข้อควรระวัง ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ถูกจำหน่ายในรูปแบบผลิตภัณฑ์เข้มข้น จึงควรเจือจางผลิตภัณฑ์ตามที่ระบุบนฉลากก่อนใช้งาน ไม่ควรเจือจางผลิตภัณฑ์ทิ้งไว้ เนื่องจากอาจเกิดการสลายตัวเมื่อเก็บไว้เป็นเวลานานหรือสัมผัสกับแสงแดดและความร้อน และหลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับน้ำยาล้างห้องน้ำที่มีส่วนผสมของกรดไฮโดรคลอริก (hydrochloric acid, HCl) เนื่องจากจะทำให้เกิดแก๊สพิษที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการแสบจมูก แสบคอ ไอ หายใจลำบาก และในกรณีได้รับในปริมาณมากอาจเป็นอันตรายร้ายแรงได้

6. สารประกอบควอเทอร์นารีแอมโมเนียม (Quaternary ammonium compounds, QACs) เช่น เบนซัลโคเนียมคลอไรด์ (benzalkonium chloride) สามารถใช้เป็นสารฆ่าเชื้อสำหรับผิวหนังได้ ขณะที่ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่นิยมใช้สำหรับกำจัดเชื้อบนพื้นผิว ออกฤทธิ์ผ่านคุณสมบัติการเป็นสารลดแรงตึงผิวประจุบวก (cationic surfactant) เมื่อมีความเข้มข้นมากกว่า 7.5% จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังได้ 

นอกจากนี้ อีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญต่อประสิทธิภาพของสารฆ่าเชื้อ คือ ระยะเวลาสัมผัส (contact time) ซึ่งหมายถึงระยะเวลาที่สารฆ่าเชื้อต้องสัมผัสกับพื้นผิวหรือผิวหนังตามที่ผู้ผลิตกำหนด จึงจะสามารถกำจัดเชื้อจุลชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นไม่ควรเช็ดหรือล้างสารออกก่อนครบระยะเวลาที่ระบุไว้บนบรรจุภัณฑ์ และไม่ควรผสมผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อหลายชนิดเข้าด้วยกัน เนื่องจากอาจทำให้ประสิทธิภาพลดลง หรือเกิดปฏิกิริยาเคมีที่ก่อให้เกิดก๊าซพิษซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ดังนั้นก่อนเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อทุกครั้ง ควรอ่านฉลากเพื่อพิจารณาสารออกฤทธิ์ ความเข้มข้น วิธีใช้ และข้อควรระวัง พร้อมทั้งปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตอย่างเคร่งครัด การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมจะช่วยให้ทำลายเชื้อจุลชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งลดความเสี่ยงจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสม และเพิ่มความปลอดภัยให้กับตนเอง ครอบครัว และสังคมโดยรวม

แหล่งอ้างอิง/ที่มา
  1. World Health Organization. WHO guidelines on hand hygiene in health care: First global patient safety challenge. Clean care is safer care. Genève, Switzerland: World Health Organization; 2009.
  2. Rutala WA, Weber DJ. Guideline for Disinfection and Sterilization in Healthcare Facilities, 2008 [Internet]. U.S. Centers for Disease Control and Prevention; 2024 [cited 30 June 2026]. Available from: https://www.cdc.gov/infection-control/media/pdfs/guideline-disinfection-h.pdf
  3. กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. คำแนะนำในการทำความสะอาด ทำลายและฆ่าเชื้อโรคในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) [อินเทอร์เน็ต]. นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข; 2564 [เข้าถึงเมื่อ 30 มิถุนายน 2569]. เข้าถึงได้จาก: https://covid19.anamai.moph.go.th/web-upload/2xdccaaf3d7f6ae30ba6ae1459eaf3dd66/m_document/6734/35233/file_download/98444bccc2b9af6f3742fd2e9ce01538.pdf
  4. Poppolo Deus F, Ouanounou A. Chlorhexidine in dentistry: Pharmacology, uses, and adverse effects. Int Dent J. 2022;72(3):269–77.
  5. ธนกร ศิริสมุทร. พิษวิทยาของสารทำความสะอาด (Toxicology of Cleansing Agent). วารสารเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) 2555;22(3),258-62.

บทความที่ถูกอ่านล่าสุด

สิว...สาเหตุจากยา 2 วินาทีที่แล้ว
ซูโดเอฟีดรีน (pseudoephedrine) พระเอกหรือผู้ร้าย? 7 วินาทีที่แล้ว
การฉีดน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่า: คุณสมบัติที่ดีของสารไฮยาลูรอนิคที่ฉีดเข้าไปในช่องว่างระหว่างข้อ 10 วินาทีที่แล้ว
ปัสสาวะเล็ด กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เกิดได้อย่างไร 12 วินาทีที่แล้ว
สมุนไพรสำหรับเบาหวาน 12 วินาทีที่แล้ว
ต้อลม-ต้อเนื้อ 12 วินาทีที่แล้ว
ยารักษาโรคเชื้อราที่เล็บ 13 วินาทีที่แล้ว
โรคสมาธิสั้นในเด็ก: การรักษาด้วยยา 13 วินาทีที่แล้ว
โรคกระเพาะ...เหตุจากยา 15 วินาทีที่แล้ว
ความเครียดและภาวะปวดกล้ามเนื้อ 16 วินาทีที่แล้ว

อ่านบทความทั้งหมด

เกี่ยวกับคณะเภสัชศาสตร์
คลังความรู้สู่ประชาชน บทความความรู้สู่ประชาชน บทความความรู้สู่ประชาชน

ความสำเร็จของวิชาชีพเภสัชกรรม เกิดจากความรู้ที่สามารถทำให้ผู้บริโภคยา มีการเสี่ยงต่ออันตรายจากยาที่ใช้ให้น้อยที่สุด แต่ได้รับผลในการป้องกัน หรือบำบัดโรคมากที่สุด

ความสำเร็จของวิชาชีพเภสัชกรรม เกิดจากความรู้ที่สามารถทำให้ผู้บริโภคยา มีการเสี่่ยงต่ออันตรายจากยาที่ใช้ให้น้อยที่สุด แต่ได้รับผลในการป้องกัน หรือบำบัดโรคมากที่สุด
ประดิษฐ์ หุตางกูร
คณบดีท่านแรกของคณะเภสัชศาสตร์

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

447 ถนนศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
Copyright © 2021 - 2026
งานเทคโนโลยีสารสนเทศฯ คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล
การใช้และการจัดการคุกกี้
เราใช้เทคโนโลยีคุกกี้เพื่อช่วยให้เว็บไซต์ทำงานได้อย่างถูกต้อง การเปิดให้ใช้คุณสมบัติทางโซเชียลมีเดีย และเพื่อวิเคราะห์การเข้าเว็บไซต์ของเรา