Loading…

สารฆ่าเชื้อในชีวิตประจำวัน: ความแตกต่าง การเลือกใช้ และข้อควรระวัง

สารฆ่าเชื้อในชีวิตประจำวัน: ความแตกต่าง การเลือกใช้ และข้อควรระวัง

อาจารย์ ดร.ชัยวัฑฒน์ อ่อนศรี

ภาควิชาเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์

492 ครั้ง เมื่อ 2 ช.ม.ที่แล้ว
2026-08-18

ในช่วงที่ผ่านมามีรายงานการระบาด และการเฝ้าระวังการติดเชื้อก่อโรคหลายชนิด เช่น เชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) เชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) เชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola virus) หรือแม้แต่เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่เราคุ้นเคยกันมาเป็นเวลาหลายปี หนึ่งในวิธีที่ใช้เพื่อการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อก่อโรคคือการใช้สารฆ่าเชื้อ สารฆ่าเชื้อที่วางจำหน่ายในท้องตลาดนั้นมีหลายชนิด ซึ่งเหมาะกับการใช้งานที่แตกต่างกัน การเลือกใช้สารฆ่าเชื้อที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้ประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อลดลง หรือ ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้งานได้

สารฆ่าเชื้อเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ลดจำนวนหรือทำลายเชื้อจุลชีพ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ สารฆ่าเชื้อสำหรับผิวหนัง (antiseptics) และ สารฆ่าเชื้อสำหรับพื้นผิว (disinfectants) สารฆ่าเชื้อสำหรับผิวหนังเป็นสารที่มีความเป็นพิษต่อเนื้อเยื่อของร่างกายในระดับต่ำ จึงสามารถใช้กับผิวหนัง เยื่อบุ หรือบาดแผล ในทางตรงกันข้าม สารฆ่าเชื้อสำหรับพื้นผิวเป็นสารที่ใช้สำหรับทำลายเชื้อจุลชีพบนวัสดุอุปกรณ์หรือสิ่งแวดล้อม เช่น พื้น โต๊ะ ลูกบิดประตู และห้องน้ำ โดยทั่วไปสารกลุ่มนี้มีความเข้มข้นสูงหรือมีคุณสมบัติที่ไม่เหมาะสำหรับใช้กับผิวหนัง หากนำมาใช้โดยตรงอาจทำให้เกิดการระคายเคืองหรือผิวหนังไหม้ได้ อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์บางชนิดสามารถใช้ได้ทั้งเป็นสารฆ่าเชื้อสำหรับผิวหนังและสารฆ่าเชื้อสำหรับพื้นผิว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของสารออกฤทธิ์ ความเข้มข้น และข้อบ่งใช้ที่ระบุไว้บนฉลากผลิตภัณฑ์ สารออกฤทธิ์ที่พบได้บ่อยในผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ประกอบด้วย 

1. แอลกอฮอล์ (Alcohol) ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมี 2 ชนิด คือ เอทานอล (ethanol) และไอโซโพรพานอล (isopropanol) อาจอยู่ในรูปแบบของเหลวหรือเจล แม้หลายคนจะเข้าใจว่าแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นสูงยิ่งมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อ แต่ในความเป็นจริง แอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นประมาณ 70% สามารถทำลายเชื้อจุลชีพได้ดีกว่า เนื่องจากมีน้ำเป็นองค์ประกอบที่ช่วยให้แอลกอฮอล์ซึมเข้าสู่เซลล์ของเชื้อจุลชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถใช้ทำความสะอาดมือ และทำความสะอาดพื้นผิวบางชนิดได้ ข้อควรระวังแอลกอฮอล์จัดเป็นสารไวไฟ จึงควรจัดเก็บให้ห่างจากเปลวไฟ และไม่ควรใช้ทำความสะอาดบาดแผลโดยตรงเนื่องจากจะก่อให้เกิดการระคายเคือง

2. คลอเฮกซิดีน (Chlorhexidine) เป็นสารฆ่าเชื้อที่สามารถกำจัดได้ทั้งแบคทีเรียแกรมบวก และแกรมลบ มักพบในรูปของน้ำยาบ้วนปาก โดยควรมีความเข้มข้นในช่วง 0.12-0.20% มีคุณสมบัติยึดเกาะกับผิวฟันและเยื่อบุช่องปาก (substantivity) ทำให้คงฤทธิ์ต้านจุลชีพได้นานประมาณ 8–12 ชั่วโมง ข้อควรระวังไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานกว่า 4-6 สัปดาห์ เนื่องจากจะก่อให้เกิดการติดคราบสีบนผิวฟัน การหลุดลอกของเยื่อเมือกช่องปาก และการปรับเปลี่ยนการรับรส

3. คลอโรไซลีนอล (Chloroxylenol) มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกได้ดี เชื้อราบางชนิด และไวรัสที่มีเยื่อหุ้ม นิยมเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อสำหรับผิวหนัง และพื้นผิว ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์แต่ละสูตรมีข้อบ่งใช้ที่แตกต่างกัน จึงควรอ่านฉลากก่อนใช้งานทุกครั้ง เนื่องจากการใช้ความเข้มข้นสูงอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวหนังและเยื่อบุได้

4. ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen peroxide) ออกฤทธิ์โดยการปลดปล่อยออกซิเจนที่มีความไวต่อปฏิกิริยา (reactive oxygen species) ซึ่งช่วยทำลายเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และไวรัสบางชนิด พบได้ทั้งในผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อพื้นผิวและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบาดแผลบางชนิด อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้ทำความสะอาดบาดแผลเป็นประจำ เนื่องจากอาจทำลายเซลล์ปกติและทำให้แผลหายช้าลง อีกทั้งควรเก็บผลิตภัณฑ์ไว้ในภาชนะทึบแสง เนื่องจากสารสามารถสลายตัวได้เมื่อสัมผัสแสง

5. โซเดียมไฮโปคลอไรด์ (Sodium hypochlorite) เป็นองค์ประกอบหลักในน้ำยาฟอกขาว สามารถกำจัดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และไวรัสบนพื้นผิวได้ ข้อควรระวัง ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ถูกจำหน่ายในรูปแบบผลิตภัณฑ์เข้มข้น จึงควรเจือจางผลิตภัณฑ์ตามที่ระบุบนฉลากก่อนใช้งาน ไม่ควรเจือจางผลิตภัณฑ์ทิ้งไว้ เนื่องจากอาจเกิดการสลายตัวเมื่อเก็บไว้เป็นเวลานานหรือสัมผัสกับแสงแดดและความร้อน และหลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับน้ำยาล้างห้องน้ำที่มีส่วนผสมของกรดไฮโดรคลอริก (hydrochloric acid, HCl) เนื่องจากจะทำให้เกิดแก๊สพิษที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการแสบจมูก แสบคอ ไอ หายใจลำบาก และในกรณีได้รับในปริมาณมากอาจเป็นอันตรายร้ายแรงได้

6. สารประกอบควอเทอร์นารีแอมโมเนียม (Quaternary ammonium compounds, QACs) เช่น เบนซัลโคเนียมคลอไรด์ (benzalkonium chloride) สามารถใช้เป็นสารฆ่าเชื้อสำหรับผิวหนังได้ ขณะที่ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่นิยมใช้สำหรับกำจัดเชื้อบนพื้นผิว ออกฤทธิ์ผ่านคุณสมบัติการเป็นสารลดแรงตึงผิวประจุบวก (cationic surfactant) เมื่อมีความเข้มข้นมากกว่า 7.5% จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังได้ 

นอกจากนี้ อีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญต่อประสิทธิภาพของสารฆ่าเชื้อ คือ ระยะเวลาสัมผัส (contact time) ซึ่งหมายถึงระยะเวลาที่สารฆ่าเชื้อต้องสัมผัสกับพื้นผิวหรือผิวหนังตามที่ผู้ผลิตกำหนด จึงจะสามารถกำจัดเชื้อจุลชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นไม่ควรเช็ดหรือล้างสารออกก่อนครบระยะเวลาที่ระบุไว้บนบรรจุภัณฑ์ และไม่ควรผสมผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อหลายชนิดเข้าด้วยกัน เนื่องจากอาจทำให้ประสิทธิภาพลดลง หรือเกิดปฏิกิริยาเคมีที่ก่อให้เกิดก๊าซพิษซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ดังนั้นก่อนเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อทุกครั้ง ควรอ่านฉลากเพื่อพิจารณาสารออกฤทธิ์ ความเข้มข้น วิธีใช้ และข้อควรระวัง พร้อมทั้งปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตอย่างเคร่งครัด การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมจะช่วยให้ทำลายเชื้อจุลชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งลดความเสี่ยงจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสม และเพิ่มความปลอดภัยให้กับตนเอง ครอบครัว และสังคมโดยรวม

แหล่งอ้างอิง/ที่มา
  1. World Health Organization. WHO guidelines on hand hygiene in health care: First global patient safety challenge. Clean care is safer care. Genève, Switzerland: World Health Organization; 2009.
  2. Rutala WA, Weber DJ. Guideline for Disinfection and Sterilization in Healthcare Facilities, 2008 [Internet]. U.S. Centers for Disease Control and Prevention; 2024 [cited 30 June 2026]. Available from: https://www.cdc.gov/infection-control/media/pdfs/guideline-disinfection-h.pdf
  3. กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. คำแนะนำในการทำความสะอาด ทำลายและฆ่าเชื้อโรคในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) [อินเทอร์เน็ต]. นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข; 2564 [เข้าถึงเมื่อ 30 มิถุนายน 2569]. เข้าถึงได้จาก: https://covid19.anamai.moph.go.th/web-upload/2xdccaaf3d7f6ae30ba6ae1459eaf3dd66/m_document/6734/35233/file_download/98444bccc2b9af6f3742fd2e9ce01538.pdf
  4. Poppolo Deus F, Ouanounou A. Chlorhexidine in dentistry: Pharmacology, uses, and adverse effects. Int Dent J. 2022;72(3):269–77.
  5. ธนกร ศิริสมุทร. พิษวิทยาของสารทำความสะอาด (Toxicology of Cleansing Agent). วารสารเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) 2555;22(3),258-62.

บทความที่ถูกอ่านล่าสุด

ท้องเสียจากโนโรไวรัส (Norovirus) 1 วินาทีที่แล้ว
กัญชาแมวคืออะไร ปลอดภัยกับแมวจริงหรือ 10 วินาทีที่แล้ว
รู้เท่าทันการใช้ฮอร์โมนทดแทนในหญิงวัยหมดประจำเดือน 12 วินาทีที่แล้ว
ยาในน้ำนมแม่ ตอนที่ 2 : ยารักษาโรคเบาหวาน 13 วินาทีที่แล้ว
น้ำกัดเท้า...โรคที่มาพร้อมหน้าฝน 21 วินาทีที่แล้ว
เทมเป้ (Tempeh) อาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพ 21 วินาทีที่แล้ว
แคลเซียม .. สาระน่ารู้ 40 วินาทีที่แล้ว
ยาที่ไม่ควรกินร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 44 วินาทีที่แล้ว
ส้นเท้าแตก....การดูแลและป้องกัน 45 วินาทีที่แล้ว
ยาแก้ปวดข้อ ข้ออักเสบ-กลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) 1 นาทีที่แล้ว

อ่านบทความทั้งหมด

เกี่ยวกับคณะเภสัชศาสตร์
คลังความรู้สู่ประชาชน บทความความรู้สู่ประชาชน บทความความรู้สู่ประชาชน

ความสำเร็จของวิชาชีพเภสัชกรรม เกิดจากความรู้ที่สามารถทำให้ผู้บริโภคยา มีการเสี่ยงต่ออันตรายจากยาที่ใช้ให้น้อยที่สุด แต่ได้รับผลในการป้องกัน หรือบำบัดโรคมากที่สุด

ความสำเร็จของวิชาชีพเภสัชกรรม เกิดจากความรู้ที่สามารถทำให้ผู้บริโภคยา มีการเสี่่ยงต่ออันตรายจากยาที่ใช้ให้น้อยที่สุด แต่ได้รับผลในการป้องกัน หรือบำบัดโรคมากที่สุด
ประดิษฐ์ หุตางกูร
คณบดีท่านแรกของคณะเภสัชศาสตร์

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

447 ถนนศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
Copyright © 2021 - 2026
งานเทคโนโลยีสารสนเทศฯ คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล
การใช้และการจัดการคุกกี้
เราใช้เทคโนโลยีคุกกี้เพื่อช่วยให้เว็บไซต์ทำงานได้อย่างถูกต้อง การเปิดให้ใช้คุณสมบัติทางโซเชียลมีเดีย และเพื่อวิเคราะห์การเข้าเว็บไซต์ของเรา