Loading…

เสริมภูมิคุ้มกันช่วงเปลี่ยนฤดูกาลด้วยวิตามินและโพรไบโอติกส์

เสริมภูมิคุ้มกันช่วงเปลี่ยนฤดูกาลด้วยวิตามินและโพรไบโอติกส์

อาจารย์ ดร.ชัยวัฑฒน์ อ่อนศรี

2,919 ครั้ง เมื่อ 1 วันที่แล้ว
2025-05-15

เคยสังเกตกันหรือไม่ว่าช่วงเปลี่ยนฤดูกาลมักจะเป็นช่วงเวลาที่หลายคนมีอาการไม่สบาย เช่น เป็นหวัด ไอ จาม หรือมีอาการแพ้อากาศ เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องมาจากช่วงเวลาดังกล่าวร่างกายของเราต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิ ความชื้น และสภาพอากาศที่ไม่แน่นอน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเริ่มต้นได้ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนตามหลักโภชนาการในปริมาณที่พอเหมาะ ดื่มน้ำอุณหภูมิห้องให้ครบ 8 แก้วเพื่อชดเชยน้ำในร่างกายที่สูญเสียไปในระหว่างวัน พักผ่อนอย่างเพียงพออย่างน้อย 7-9 ชั่วโมงเพื่อให้ระบบต่างๆ ในร่างกายได้ฟื้นฟู รวมถึงช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อพร้อมรับมือกับเชื้อโรคที่จะเข้าสู่ร่างกาย และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอกจากการดูแลรักษาร่างกายข้างต้นแล้ว การรับประทานวิตามินและอาหารเสริมเป็นทางเลือกหนึ่งเพื่อเสริมเกราะป้องกันให้ร่างกายเพร้อมรับมือกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้อีกทางหนึ่ง

วิตามินซี (Vitamin C) 

วิตามินซี (Vitamin C) หรือ กรดแอสคอร์บิก (ascorbic acid) จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ช่วยซ่อมแซมและเสริมสร้างการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ วิตามินซีพบได้ในผักและผลไม้สดหลายชนิด เช่น ฝรั่ง มะขามป้อม ส้ม พริกหวาน คะน้า และบรอกโคลี วิตามินซีมีคุณสมบัติไวต่อความร้อน และจะสลายตัวเมื่อสัมผัสความร้อนเป็นเวลานาน จึงควรปรุงอาหารด้วยความร้อนในระยะเวลาสั้นๆ เพื่อลดการสูญเสียวิตามินซีให้น้อยที่สุด โดยทั่วไปร่างกายควรได้รับวิตามินซีประมาณ 1000 มิลลิกรัมต่อวันเพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทาน หากไม่สามารถรับวิตามินซีจากอาหารได้เพียงพอ ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์วิตามินซีมีวางจำหน่ายในหลายรูปแบบ เช่น ชนิดเม็ดพร้อมรับประทาน ชนิดเม็ดอม ชนิดเม็ดฟู่ ชนิดเจลลี่ เป็นต้น ให้เลือกตามความต้องการ และความเหมาะสมของแต่ละบุคลล ข้อควรระวังหนึ่งของการรับประทานวิตามินซีที่มีปริมาณสูง โดยเฉพาะในรูปแบบกรดแอสคอร์บิกบริสุทธิ์ อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารได้ จึงควรรับประทานหลังอาหารทันที เพื่อลดผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้น นอกจากนี้วิตามินซีส่วนเกินที่ร่างกายไม่ได้นำไปใช้จะถูกขับออกทางปัสสาวะ หากรับในปริมาณมากเป็นประจำ อาจทำให้เกิดการตกตะกอนที่ไต และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะได้

วิตามินดี (Vitamin D) 

เป็นอีกหนึ่งวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยเฉพาะการช่วยดูดซึมแคลเซียม (calcium) เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและฟัน อีกทั้งช่วยสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราคงเคยได้ยินคำแนะนำที่ให้ออกไปรับแสงแดดในช่วงเวลาเช้าเพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินดี แท้จริงแล้ววิตามินดีนั้นไม่ได้อยู่ในแสงแดดโดยตรง แต่รังสีอัลตราไวโอเลต (ultraviolet; UV) ในแสงแดดจะทำหน้าที่กระตุ้นการเปลี่ยนคลอเรสเตอรอล (cholesterol) ที่ผิวหนังให้เป็นวิตามินดีในร่างกาย ดังนั้นการออกไปสัมผัสแสงแดดในช่วงเช้าเป็นเวลา 10-15 นาทีต่อวัน โดยให้ผิวหนังสัมผัสแสงแดดโดยตรงจะช่วยให้ร่างกายสามารถสร้างวิตามินดีได้ประมาณร้อยละ 80-90 ของปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวัน นอกจากนี้การรับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินดี เช่น ไข่แดง ปลาที่มีไขมันสูง เห็ด และน้ำมันตับปลา เป็นอีกทางหนึ่งเพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินดีอย่างเพียงพอ โดยปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวันอยู่ที่ประมาณ 4,000 IU หรือ 100 ไมโครกรัม

โพรไบโอติกส์ (probiotics)

เป็นจุลินทรีย์ที่มีชีวิตชนิดดีที่พบบริเวณลำไส้ของมนุษย์ มีส่วนสร้างสมดุลให้ระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย ลดการอักเสบ และมีส่วนช่วยเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันของร่างกาย ลดการติดเชื้อในร่างกายโดยผลิตสารต่อต้านหรือกำจัดจุลินทรีย์ชนิดไม่ดี โพรไบโอติกส์พบได้ในอาหารหลายชนิด เช่น โยเกิร์ต (yogurt) นมเปรี้ยว กิมจิ และมิโสะ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่มีจุลินทรีย์สายพันธุ์ Lactobacillus และ Bifidobacterium วางจำหน่ายเพื่อเป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพ ปริมาณโพรไบโอติกส์ที่ควรรับประทานโดยเฉลี่ยต่อวันคือ 10,000 ล้านตัว ซึ่งปริมาณที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและวิถีชีวิต เพื่อให้โพรไบโอติกส์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หากร่างกายได้รับโพรไบโอติกส์มากเกินพอ อาจก่อให้เกิดอาการท้องอืด คลื่นไส้ รวมถึงอาการท้องเสียเป็นผลข้างเคียงได้เช่นกัน ในบางรายอาจเกิดผื่นคันตามผิวหนัง หากพบอาการเหล่านี้ควรหยุดรับประทานทันที และพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุต่อไป

การรับประทานวิตามิน และโพรไบโอติกส์เป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อให้ร่างกายพร้อมรับกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง แต่อย่างไรก็ตามการเลือกซื้อวิตามินหรืออาหารเสริมรับประทานโดยเฉพาะในผู้สูงอายุควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน เพื่อให้ได้รับวิตามินในปริมาณที่เหมาะสม และไม่กระทบต่อโรคประจำตัวที่มีอยู่ ในส่วนของผลิตภัณฑ์ต้องพิจารณาฉลากอย่างถี่ถ้วย โดยจะต้องมีรายละเอียดของยี่ห้อ ส่วนประกอบและปริมาณที่เป็นองค์ประกอบ ได้รับการรับรองการจดทะเบียนจากองค์การอาหารและยา (อย.) มีการระบุรอบการผลิต วันผลิต และวันหมดอายุอย่างชัดเจน รวมทั้งซื้อผลิตภัณฑ์จากแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือ หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีการแอบอ้าง หรือโอ้อวดสรรพคุณที่เกินความเป็นจริง เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว

แหล่งอ้างอิง/ที่มา
  1. โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์. วิตามิน รับประทานอย่างไรให้ปลอดภัย (Vitamins). [อินเตอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ; 2568 [เข้าถึงเมื่อ 5 พ.ค. 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://www.siphhospital.com/th/news/ article/share/vitamins
  2. โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์. วิตามินซีกับการป้องกันหวัด. [อินเตอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ; 2566 [เข้าถึงเมื่อ 5 พ.ค. 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://www.siphhospital.com/th/news/article/share/vitamine-c
  3. ปฏิมา บุญมาลี. วิตามินซีกับการป้องกันหวัด. [อินเตอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ; 2557 [เข้าถึงเมื่อ 5 พ.ค. 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://pharmacy.mahidol.ac.th/dic/knowledge_full.php?id=17
  4. กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี. วิตามินเสริมภูมิคุ้มกัน ต้านโควิด-19. [อินเตอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ; 2564 เข้าถึงเมื่อ 5 พ.ค. 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://www.phyathai.com/th/article/3592-วิตามินเสริมภูมิคุ้มกัน ต้านโควิด-19
  5. ดลยา ชูทอง, ศราวุฒิ สระษี และมัลลิกา ชมนาวัง. โพรไบโอติกกับภาวะท้องเสียเฉียบพลันในเด็ก. [อินเตอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ; 2565 [เข้าถึงเมื่อ 5 พ.ค. 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://pharmacy.mahidol.ac.th/dic/ knowledge_full.php?id=55
  6. โรงพยาบาลสมิติเวช ไซน่าทาวน์. ‘โพรไบโอติกส์’ เสริมภูมิคุ้มกัน แนะนำอาหารโพรไบโอติกส์สูงที่ควรทาน. [อินเตอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ; 2567 [เข้าถึงเมื่อ 5 พ.ค. 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://samitivejchinatown.com/ th/article/health/probiotics?gad_source=1
  7. นันทพร เล็กพิทยา และ วงศกร เภาเสน. “วิตามิน” กินอย่างไรให้ได้ประโยชน์. [อินเตอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ; 2562 [เข้าถึงเมื่อ 5 พ.ค. 2568]. เข้าถึงได้จาก:https://www.rama.mahidol.ac.th/atrama/issue034/rama-rdu

บทความที่ถูกอ่านล่าสุด

ทำไมตอนมีไข้ถึงฝันร้าย ? 2 วินาทีที่แล้ว
NAD+ ทางเลือกใหม่ในการชะลอวัย 2 วินาทีที่แล้ว
นวัตกรรมทางเภสัชศาสตร์เพื่อพัฒนายาสำหรับเด็ก 2 วินาทีที่แล้ว
ถอดรหัสอายุที่แท้จริงของร่างกาย: ความแตกต่างระหว่าง “อายุจริง” และ “อายุชีวภาพ” 2 วินาทีที่แล้ว
ศีรษะล้านไม่ใช่จุดจบของความมั่นใจ: เข้าใจวงจรเส้นผมและแนวทางการรักษาที่ได้ผลจริง 2 วินาทีที่แล้ว
ไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C Virus, HCV) 2 วินาทีที่แล้ว
CPR เบื้องต้นในสุนัขและแมวที่เจ้าของสามารถทำได้เอง 2 วินาทีที่แล้ว
ยาแก้ปวดข้อ ข้ออักเสบ-กลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) 8 วินาทีที่แล้ว
ไซยาไนด์: ความเป็นพิษ อาการ และการแก้พิษเบื้องต้น 8 วินาทีที่แล้ว
ยาทาสเตียรอยด์สำหรับโรคผิวหนัง 31 วินาทีที่แล้ว

อ่านบทความทั้งหมด

เกี่ยวกับคณะเภสัชศาสตร์
คลังความรู้สู่ประชาชน บทความความรู้สู่ประชาชน บทความความรู้สู่ประชาชน

ความสำเร็จของวิชาชีพเภสัชกรรม เกิดจากความรู้ที่สามารถทำให้ผู้บริโภคยา มีการเสี่ยงต่ออันตรายจากยาที่ใช้ให้น้อยที่สุด แต่ได้รับผลในการป้องกัน หรือบำบัดโรคมากที่สุด

ความสำเร็จของวิชาชีพเภสัชกรรม เกิดจากความรู้ที่สามารถทำให้ผู้บริโภคยา มีการเสี่่ยงต่ออันตรายจากยาที่ใช้ให้น้อยที่สุด แต่ได้รับผลในการป้องกัน หรือบำบัดโรคมากที่สุด
ประดิษฐ์ หุตางกูร
คณบดีท่านแรกของคณะเภสัชศาสตร์

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

447 ถนนศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
Copyright © 2021 - 2026
งานเทคโนโลยีสารสนเทศฯ คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล
การใช้และการจัดการคุกกี้
เราใช้เทคโนโลยีคุกกี้เพื่อช่วยให้เว็บไซต์ทำงานได้อย่างถูกต้อง การเปิดให้ใช้คุณสมบัติทางโซเชียลมีเดีย และเพื่อวิเคราะห์การเข้าเว็บไซต์ของเรา