Loading…

รู้จัก “แอนแทรกซ์” (Anthrax): โรคติดเชื้อร้ายแรงจากเชื้อ Bacillus anthracis

รู้จัก “แอนแทรกซ์” (Anthrax): โรคติดเชื้อร้ายแรงจากเชื้อ Bacillus anthracis

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ผกากรอง วนไพศาล

ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล

5,843 ครั้ง เมื่อ 1 ช.ม.ที่แล้ว
2025-05-01

แอนแทรกซ์ (Anthrax) เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรียชื่อว่า Bacillus anthracisซึ่งพบได้ในดิน โดยทั่วไปมักก่อให้เกิดโรคในสัตว์กินพืช เช่น วัว ควาย แพะ แกะ และอูฐ โรคนี้สามารถแพร่มาสู่คนได้ ไม่ติดต่อจากคนสู่คน

เชื้อ Bacillus anthracis คืออะไร

Bacillus anthracis เป็นแบคทีเรียแกรมบวก (Gram-positive) รูปร่างแท่ง มีความสามารถพิเศษในการสร้าง “สปอร์” ซึ่งเป็นรูปแบบที่เชื้ออยู่รอดได้ยาวนานแม้ในสภาพแวดล้อมที่รุนแรง เช่น ความร้อน แสงแดด ความแห้ง หรือสารเคมีบางชนิด สปอร์สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานนับสิบปี ในดินหรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่ติดเชื้อ สาสามารถใช้ความร้อนทำลายเชื้อได้เฉพาะเมื่ออยู่ในรูปแบบของแบคทีเรียปกติ แต่หากเป็น “สปอร์” ต้องใช้ความร้อนสูง เช่น การนึ่งที่อุณหภูมิ 121°C นาน 15–20 นาที (autoclaving) การต้มด้วยน้ำเดือดอาจไม่สามารถทำลายสปอร์ได้หมด เนื่องจากสปอร์ของ Bacillus anthracis มีความคงทนสูงและสามารถฟุ้งกระจายได้ง่ายในอากาศ ทำให้ แอนแทรกซ์ถูกนำไปใช้เป็นอาวุธชีวภาพ โดยได้รับการจัดอันดับเป็น "อาวุธชีวภาพกลุ่ม A" โดย Centers for Disease Control and Prevention (CDC) ของสหรัฐอเมริกา

เมื่อเข้าสู่ร่างกาย เชื้อจะเปลี่ยนจากสปอร์เป็นแบคทีเรียที่สามารถเพิ่มจำนวนและผลิตสารพิษ (toxins) ที่ร้ายแรง ได้แก่ lethal toxin และ edema toxin ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง ความผิดปกติของระบบไหลเวียนโลหิต และอวัยวะล้มเหลว

ช่องทางการติดเชื้อและอาการ

มนุษย์สามารถติดเชื้อ Bacillus anthracis ได้ 3 ทางหลัก ได้แก่:

  • ทางผิวหนัง (Cutaneous anthrax)

แอนแทรกซ์ชนิดนี้พบได้บ่อยที่สุด เกิดขึ้นเมื่อสปอร์ของเชื้อแอนแทรกซ์เข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังเมื่อผิวหนังมีบาดแผลหรือรอยขีดข่วนและสัมผัสกับสปอร์ เช่น จากการชำแหละสัตว์ โดยอาการของโรคจะเริ่มแสดงหลังได้รับเชื้อภายใน 1 ถึง 7 วัน แอนแทรกซ์ที่ผิวหนังจะส่งผลต่อผิวหนังและเนื้อเยื่อบริเวณรอบๆ จุดที่ติดเชื้อ ลักษณะเด่น คือ  เกิดกลุ่มของตุ่มน้ำหรือผื่นนูนขนาดเล็กที่อาจมีอาการคัน มีอาการบวมมากบริเวณรอบแผล เกิดแผลเปื่อยบนผิวหนังไม่มีอาการเจ็บ โดยมีตรงกลางเป็นสีดำ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากมีตุ่มน้ำหรือผื่นนูน โดยทั่วไปแผลมักปรากฏบนใบหน้า ลำคอ แขน หรือมือ

หากไม่ได้รับการรักษา ผู้ป่วยแอนแทรกซ์ชนิดผิวหนังอาจเสียชีวิตได้ถึง 20% แต่หากได้รับยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยเกือบทั้งหมดสามารถหายจากโรคนี้ได้

  • ทางเดินหายใจ (Inhalation anthrax)

แอนแทรกซ์ชนิดรุนแรงที่สุดนี้เกิดขึ้นเมื่อบุคคลสูดดมสปอร์ของเชื้อแอนแทรกซ์เข้าไป การติดเชื้อมักเกิดขึ้นภายในหนึ่งสัปดาห์หลังจากได้รับเชื้อ แต่ในบางรายอาจใช้เวลานานถึงสองเดือนกว่าจะมีอาการ ผู้ที่มีความเสี่ยงได้แก่ ผู้ที่ทำงานในโรงงานผลิตผ้าขนสัตว์ โรงฆ่าสัตว์ หรือโรงฟอกหนัง อาจสูดดมสปอร์จากสัตว์ที่ติดเชื้อหรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่ปนเปื้อนเข้าไปได้ขณะทำงาน

แอนแทรกซ์ทางเดินหายใจมีอาการเริ่มต้นจากต่อมน้ำเหลืองในทรวงอก ก่อนจะแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย ผู้ป่วยอาจมีอาการไข้และหนาวสั่น รู้สึกไม่สบายบริเวณหน้าอก หายใจลำบาก สับสนหรือเวียนศีรษะ ไอ คลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดท้อง ปวดศีรษะ เหงื่อออกมาก (มักเปียกชุ่ม) อ่อนเพลียอย่างรุนแรง และปวดเมื่อยตามร่างกาย อาจทำให้เกิดอาการหายใจลำบากรุนแรงและภาวะช็อก 

หากไม่ได้รับการรักษา แอนแทรกซ์ทางเดินหายใจมีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก อย่างไรก็ตามหากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ประมาณ 55% ของผู้ป่วยสามารถรอดชีวิตได้

  • ทางเดินอาหาร (Gastrointestinal anthrax)

แอนแทรกซ์ชนิดนี้สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อบุคคลบริโภคเนื้อสัตว์ดิบหรือปรุงไม่สุกจากสัตว์ที่ติดเชื้อแอนแทรกซ์ เมื่อเข้าสู่ร่างกาย สปอร์ของเชื้อสามารถส่งผลต่อระบบทางเดินอาหารส่วนต้น ได้แก่ ลำคอและหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้ ทำให้เกิดอาการหลากหลายชนิด อาการของโรคมักเริ่มแสดงภายใน 1 ถึง 7 วันหลังได้รับเชื้อ ผู้ป่วยอาจมีอาการไข้และหนาวสั่น บวมที่ลำคอหรือต่อมน้ำเหลือง เจ็บคอ กลืนอาหารหรือเหลวได้เจ็บ เสียงแหบ คลื่นไส้และอาเจียน โดยเฉพาะอาเจียนที่มีเลือด ท้องเสียหรือท้องเสียมีเลือด ปวดศีรษะ หน้าแดงและตาแดง ปวดท้อง เป็นลม และท้องบวมท้องปวดท้อง อาเจียน ท้องเสีย อุจจาระปนเลือด 

หากไม่ได้รับการรักษา มากกว่าครึ่งของผู้ป่วยแอนแทรกซ์ชนิดนี้จะเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม หากได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยประมาณ 60% สามารถรอดชีวิตได้

การรักษา

การใช้ยาปฏิชีวนะ

การติดเชื้อแอนแทรกซ์ทุกรูปแบบสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ ยาปฏิชีวนะสามารถใช้เพื่อการรักษา และการป้องกันภายหลังการสัมผัส (post-exposure prophylaxis; PEP) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคแอนแทรกซ์ในผู้ที่ได้รับการสัมผัสเชื้อแต่ยังไม่แสดงอาการ โดยยาปฏิชีวนะที่ใช้บ่อยเพื่อป้องกันและรักษาการติดเชื้อแอนแทรกซ์ ได้แก่: Ciprofloxacin และ Doxycycline ยาปฏิชีวนะทั้งสองชนิดนี้สามารถปกป้องร่างกายจากแอนแทรกซ์ได้เท่ากัน

เนื่องจากสปอร์ของแอนแทรกซ์ต้องใช้เวลาประมาณ 1-7 วันในการกระตุ้นให้เกิดการติดเชื้อ แต่สปอร์บางส่วนอาจอยู่ในระยะพักได้นานถึง 60 วันหรือมากกว่านั้น ดังนั้นการป้องกันหลังการสัมผัสแอนแทรกซ์ จึงจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะเป็นระยะเวลา 60 วัน

การใช้แอนติบอดี

Raxibacumab (ABthrax) เป็นแอนติบอดีโมโนโคลนอลมนุษย์ชนิด IgG1 ที่มีเป้าหมายจำเพาะต่อ protective antigen (PA) ของ Bacillus anthracis ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักของสารพิษแอนแทรกซ์ (anthrax toxin) โดย PA ทำหน้าที่เป็นตัวนำพาให้สารพิษเข้าไปในเซลล์ของร่างกาย Raxibacumab จะจับกับ PA และยับยั้งไม่ให้สารพิษเข้าสู่เซลล์ ช่วยป้องกันความเสียหายต่อเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ

Raxibacumab ถูกพัฒนาเพื่อใช้ในการรักษาและป้องกันแอนแทรกซ์ชนิดสูดดม (inhalational anthrax) โดยเฉพาะในกรณีฉุกเฉินที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามทางชีวภาพ เช่น การก่อการร้ายทางชีวภาพ ยานี้สามารถใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา โดยยานี้จะลดพิษจากเชื้อ ขณะที่ยาปฏิชีวนะจะจัดการกับตัวเชื้อแบคทีเรียโดยตรง 

องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้อนุมัติการใช้ Raxibacumab เมื่อปี 2012 ภายใต้โครงการสนับสนุนมาตรการตอบโต้ภัยชีวภาพของรัฐบาลสหรัฐฯ (Project BioShield) เพื่อรองรับกรณีเกิดการแพร่ระบาดหรือการก่อการร้ายทางชีวภาพ

การป้องกัน

การป้องกันโรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) สามารถทำได้หลายวิธี โดยขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปแบ่งออกเป็นการป้องกันเบื้องต้น การป้องกันสำหรับกลุ่มเสี่ยง และการรับมือในภาวะฉุกเฉิน ดังนี้:

1. วัคซีนป้องกันแอนแทรกซ์ (Anthrax Vaccine Adsorbed: AVA)

  • ใช้ในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ หรือผู้ที่ทำงานกับผลิตภัณฑ์จากสัตว์

2. การป้องกันสำหรับผู้มีความเสี่ยงจากการทำงาน

  • สวมอุปกรณ์ป้องกัน เช่น ถุงมือ หน้ากาก ชุดป้องกัน
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ที่สงสัยว่าติดเชื้อ หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่ไม่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ เช่น หนัง ขนสัตว์ กระดูก

3. การป้องกันผ่านอาหาร

  • หลีกเลี่ยงการบริโภคเนื้อสัตว์ดิบหรือปรุงไม่สุก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการระบาดของแอนแทรกซ์
  • ตรวจสอบและควบคุมสุขอนามัยในการแปรรูปเนื้อสัตว์

4. การให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันหลังสัมผัสเชื้อ (Post-Exposure Prophylaxis: PEP)

  • ผู้ที่สัมผัสกับเชื้อ Bacillus anthracis อาจได้รับยาปฏิชีวนะ เช่น ciprofloxacin หรือ doxycycline 
  • ควรรับยาต่อเนื่องนานถึง 60 วัน เพื่อป้องกันการเกิดโรค

5. สุขอนามัยและการควบคุมการแพร่กระจาย

  • ทำลายซากสัตว์ติดเชื้อด้วยการฝังลึกหรือเผา
  • ฆ่าเชื้อในพื้นที่ที่สงสัยว่ามีการปนเปื้อนสปอร์
  • หลีกเลี่ยงการส่งต่อสิ่งของหรือวัสดุที่อาจปนเปื้อน

บทความที่ถูกอ่านล่าสุด

เมื่อร่างกายได้รับโปรตีนไม่เพียงพอจะมีอาการอย่างไร 1 วินาทีที่แล้ว
ยา...หมดอายุ? 1 วินาทีที่แล้ว
เรื่องของยาลดความอ้วน orlistat 1 วินาทีที่แล้ว
คุณสวยแค่ไหน? เบื้องหลังความสวยกับปฏิบัติการดูแลผิวชะลอวัย 1 วินาทีที่แล้ว
ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง...ใช้อย่างไร 1 วินาทีที่แล้ว
CRISPR/Cas9 ความหวังใหม่สำหรับการรักษาโรคต่างๆ ในระดับสารพันธุกรรม 1 วินาทีที่แล้ว
กวาวเครือขาว 1 วินาทีที่แล้ว
แกงขี้เหล็ก อาหารที่ถูกลืม 16 วินาทีที่แล้ว
ฤดูฝนพรำ...ระวังโรคติดต่อที่นำโดยยุง 37 วินาทีที่แล้ว
อันตรายจากการอดนอนมีมากกว่าที่คิด 38 วินาทีที่แล้ว

อ่านบทความทั้งหมด

เกี่ยวกับคณะเภสัชศาสตร์
คลังความรู้สู่ประชาชน บทความความรู้สู่ประชาชน บทความความรู้สู่ประชาชน

ความสำเร็จของวิชาชีพเภสัชกรรม เกิดจากความรู้ที่สามารถทำให้ผู้บริโภคยา มีการเสี่ยงต่ออันตรายจากยาที่ใช้ให้น้อยที่สุด แต่ได้รับผลในการป้องกัน หรือบำบัดโรคมากที่สุด

ความสำเร็จของวิชาชีพเภสัชกรรม เกิดจากความรู้ที่สามารถทำให้ผู้บริโภคยา มีการเสี่่ยงต่ออันตรายจากยาที่ใช้ให้น้อยที่สุด แต่ได้รับผลในการป้องกัน หรือบำบัดโรคมากที่สุด
ประดิษฐ์ หุตางกูร
คณบดีท่านแรกของคณะเภสัชศาสตร์

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

447 ถนนศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
Copyright © 2021 - 2026
งานเทคโนโลยีสารสนเทศฯ คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล
การใช้และการจัดการคุกกี้
เราใช้เทคโนโลยีคุกกี้เพื่อช่วยให้เว็บไซต์ทำงานได้อย่างถูกต้อง การเปิดให้ใช้คุณสมบัติทางโซเชียลมีเดีย และเพื่อวิเคราะห์การเข้าเว็บไซต์ของเรา