|
ยาอมใต้ลิ้น หรือเรียกอย่างครบถ้วนว่า ยาเม็ดอมใต้ลิ้น (sublingual tablets) เป็นยาเม็ดรูปแบบหนึ่งที่ใช้โดยวางยาไว้ใต้ลิ้นเพื่อให้เม็ดยาแตกตัวและปลดปล่อยยาในน้ำลาย ทำให้ยาถูกดูดซึมผ่านเยื่อบุใต้ลิ้นเข้าสู่กระแสเลือด ยารูปแบบนี้มีใช้กันแพร่หลายมายาวนาน โดยตัวอย่างที่รู้จักกันดี ได้แก่ ยาเม็ดอมใต้ลิ้นสำหรับบรรเทาอาการเจ็บเค้นหน้าอกเฉียบพลันสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ[1]
ตัวอย่างยาเม็ดอมใต้ลิ้นที่มีใช้ในทางปฏิบัติแสดงในตารางด้านล่างนี้ อย่างไรก็ตามยาเหล่านี้อาจไม่ได้มีใช้ในประเทศไทย[2]
|
ตัวอย่างชื่อการค้า |
ชื่อตัวยาสำคัญ |
ข้อบ่งใช้ |
|
Isordil®, Hartsorb® |
ไอโซซอร์ไบด์ไดไนเตรต (Isosorbide dinitrate) |
บรรเทาอาการเจ็บเค้นหน้าอกจากภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน |
|
Ativan® |
ลอราซีแพม (Lorazepam) |
บรรเทาวิตกกังวล |
|
Edluar® |
โซลพิเดม (Zolpidem) |
บรรเทาอาการนอนไม่หลับ |
ยาเม็ดอมใต้ลิ้นมักมีขนาดเล็ก เมื่อวางเม็ดยาไว้ใต้ลิ้น ยาจะเริ่มแตกตัวและค่อย ๆ ละลายในน้ำลาย ส่งผลให้ตัวยาถูกปลดปล่อยออกในรูปที่พร้อมต่อการดูดซึม จากนั้นตัวยาจะซึมผ่านเยื่อบุใต้ลิ้นซึ่งมีลักษณะบางและมีหลอดเลือดฝอยจำนวนมากเพื่อเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตโดยตรงผ่านกลไกการแพร่แบบไม่ใช้พลังงาน (passive diffusion) ด้วยเหตุนี้ตัวยาจึงสามารถเข้าสู่กระแสเลือดและออกฤทธิ์ได้เร็วกว่ายาเม็ดแบบรับประทานทั่วไป นอกจากนี้การดูดซึมผ่านทางเยื่อบุใต้ลิ้นยังช่วยหลีกเลี่ยงกระบวนการทำลายยาบางส่วนเพื่อกำจัดยาออกจากร่างกายที่ตับ (first-pass metabolism) ทำให้มีระดับยาในกระแสเลือดที่สูงขึ้นกว่าการรับประทาน ส่งผลให้สามารถใช้ยาขนาดต่ำแต่ยังคงให้ประสิทธิภาพในการรักษา รวมทั้งลดความเสี่ยงในการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยา ยาเม็ดรูปแบบนี้ยังสามารถแตกตัวหรือละลายน้ำได้อย่างรวดเร็วในช่องปากโดยไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำหรือเคี้ยวเม็ดยา จึงมีความสะดวกต่อการใช้ และช่วยเพิ่มความร่วมมือของผู้ป่วยในการใช้ยาได้ [1]
ถึงแม้ว่ายาเม็ดอมใต้ลิ้นจะออกฤทธิ์ได้รวดเร็ว แต่ในทางปฏิบัติอาจมีปัจจัยที่ส่งผลต่อความเร็วในการออกฤทธิ์ของยาหรือระดับยาในกระแสเลือดได้หากใช้ยาไม่ถูกต้อง ข้อควรระวังที่ควรคำนึงถึง ได้แก่[3]
1. การกลืนหรือเคี้ยวเม็ดยาก่อนละลายหมด ยาเม็ดอมใต้ลิ้นจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการแตกตัว ละลายและดูดซึมผ่านเยื่อบุใต้ลิ้นเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง หากรีบกลืน เคี้ยว หรือดื่มน้ำตาม ตัวยาจะถูกลำเลียงเข้าสู่ทางเดินอาหาร ดูดซึมและเกิดการทำลายที่ตับได้ ทำให้ระดับยาในเลือดลดลงและออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ รวมถึงชะลอเวลาในการออกฤทธิ์ของยาอีกด้วย
2. พฤติกรรมที่มีผลต่อการไหลเวียนเลือดและสุขภาพช่องปาก การดูดซึมของยาขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของเยื่อบุใต้ลิ้นและปริมาณเลือดที่มาเลี้ยงบริเวณดังกล่าว การสูบบุหรี่อาจส่งผลให้หลอดเลือดหดตัว ทำให้ยาถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ช้าลง ขณะเดียวกันหากมีแผลหรือการอักเสบในช่องปากอาจทำให้การดูดซึมยาแปรปรวน ซึ่งจะส่งผลให้ควบคุมผลการรักษาได้ยาก
3. ภาวะปากแห้งหรือปริมาณน้ำลายที่ไม่เหมาะสม น้ำลายมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เม็ดยาแตกตัว หากมีภาวะปากแห้ง เม็ดยาอาจแตกตัวและละลายได้ช้าและออกฤทธิ์ไม่ทันต่อความเร่งด่วนในการใช้ยา ในทางกลับกันหากมีน้ำลายมากเกินไป อาจทำให้ตัวยาเจือจางและเพิ่มโอกาสที่ยาจะถูกกลืนลงสู่กระเพาะอาหารก่อนการดูดซึมจะเสร็จสมบูรณ์
4. การดื่มเครื่องดื่มที่รบกวนสมดุลกรด-ด่างในช่องปาก การดูดซึมยาผ่านเยื่อบุทำได้ดีที่สุดเมื่อยาอยู่ในรูปที่สามารถซึมผ่านผนังเยื่อบุได้ดี ซึ่งขึ้นกับค่าความเป็นกรด-ด่างของน้ำลาย การดื่มเครื่องดื่มที่มีความเป็นกรดหรือด่างสูง เช่น กาแฟ น้ำอัดลม หรือน้ำผลไม้รสเปรี้ยว อาจรบกวนสภาพแวดล้อมในช่องปากและลดประสิทธิผลของยา
5. การใช้ผิดวิธี เช่น การนำยาเม็ดรับประทานทั่วไปมาใช้อมใต้ลิ้น ยาเม็ดอมใต้ลิ้นถูกออกแบบให้มีความจำเพาะกับการแตกตัวและปลดปล่อยยาให้ดูดซึมผ่านเยื่อบุใต้ลิ้น ซึ่งยาเม็ดรับประทานทั่วไปอาจขาดคุณสมบัติดังกล่าว หากนำมาใช้อมใต้ลิ้นจะไม่เกิดการดูดซึมที่มีประสิทธิภาพ และอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการใช้ยาไม่เหมาะสม
ยาเม็ดอมใต้ลิ้นเป็นรูปแบบยาที่ต้องใช้วิธีการบริหารยาที่ถูกต้อง เพื่อให้ยาสามารถดูดซึมผ่านเยื่อบุใต้ลิ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงจากการใช้ยาไม่เหมาะสม โดยวิธีการใช้ทั่วไปมีดังนี้ [3]
สำหรับยาอมใต้ลิ้นที่ใช้บรรเทาอาการเจ็บเค้นหรือแน่นหน้าอกจากภาวะหัวใจขาดเลือด ได้แก่ isosorbide dinitrate มีวิธีการใช้ที่เฉพาะเจาะจงดังนี้ [4,5]
สำหรับยาอมใต้ลิ้นที่ใช้บรรเทาอาการเจ็บเค้นหรือแน่นหน้าอกจากภาวะหัวใจขาดเลือด ได้แก่ isosorbide dinitrate มีวิธีการใช้ที่เฉพาะเจาะจงดังนี้ [4,5]
1. เมื่อผู้ป่วยที่มีประวัติโรคหัวใจขาดเลือดเกิดอาการเจ็บเค้นหรือปวดแน่นหน้าอก ควรหยุดกิจกรรมที่ทำอยู่ทันทีและนั่งหรือนอนพักในท่าที่เหมาะสม
2. วางเม็ดยา 1 เม็ดไว้ใต้ลิ้นและอมไว้ ปล่อยให้ยาละลายจนหมดตามวิธีการใช้ทั่วไปที่ได้กล่าวมา โดยอาการเจ็บเค้นหน้าอกควรจะดีขึ้นหลังจากอมยาไปแล้ว 5 นาที
3. หากอาการไม่ดีขึ้น สามารถอมยาซ้ำได้อีก 1 เม็ดพร้อมกับรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล
4. หากอาการยังไม่ดีขึ้นหลังจากอมยาเม็ดที่สองไปแล้ว 5 นาที และยังไม่ถึงโรงพยาบาล สามารถอมยาเม็ดที่สามได้อีก 1 เม็ด โดยรวมแล้วไม่ควรใช้เกิน 3 เม็ด
5. ข้อแนะนำเพิ่มเติม
- แนะนำให้ผู้ป่วยพกยาติดตัวอยู่เสมอ ระหว่างการใช้ยาไม่ควรเคี้ยวหรือกลืนยาเม็ดทั้งเม็ด หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มหรือรับประทานอาหาร และพยายามกลืนน้ำลายให้น้อยที่สุด
- ห้ามใช้ยาอมใต้ลิ้นชนิดนี้ในผู้ป่วยที่ใช้ยากลุ่ม phosphodiesterase inhibitors ร่วมด้วย โดยเฉพาะภายใน 24 ชั่วโมงหลังใช้ยา sildenafil หรือ vardenafil และภายใน 48 ชั่วโมงหลังใช้ยา tadalafil เนื่องจากอาจทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำอย่างรุนแรง
- ในกรณีที่ใช้ยาเพื่อป้องกันอาการกำเริบ ควรอมยาก่อนเริ่มกิจกรรมที่คาดว่าจะกระตุ้นให้เกิดอาการอย่างน้อย 5-10 นาที
ยาเม็ดอมใต้ลิ้นควรเก็บรักษาในภาชนะปิดสนิท ที่อุณหภูมิไม่เกิน 30°C หลีกเลี่ยงการเก็บในบริเวณที่มีความร้อนหรือความชื้นสูง รวมถึงบริเวณที่สัมผัสแสงแดดโดยตรง เช่น ภายในรถยนต์หรือห้องน้ำ เนื่องจากอาจเร่งการเสื่อมสภาพของยา หลังจากเปิดภาชนะแล้ว ควรใช้ยาภายในระยะเวลาที่ระบุบนฉลากหรือตามคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งนี้ควรตรวจสอบสภาพยาก่อนใช้ทุกครั้ง หากพบว่าเม็ดยาเปลี่ยนสี แตกยุ่ย จับตัวเป็นก้อน หรือเมื่ออมแล้วไม่รู้สึกซ่าบริเวณใต้ลิ้นเหมือนปกติ อาจเป็นสัญญาณว่ายาเสื่อมสภาพ ควรหยุดใช้และปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์[6,7]
ยาเม็ดอมใต้ลิ้นเป็นยาเทคนิคพิเศษรูปแบบหนึ่งที่ออกแบบเพื่อให้ตัวยาสามารถดูดซึมผ่านเยื่อบุใต้ลิ้นและออกฤทธิ์ได้อย่างรวดเร็ว จึงเหมาะสำหรับการใช้ในภาวะที่ต้องบรรเทาอาการอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ประสิทธิภาพของยายังขึ้นอยู่กับวิธีการใช้และการเก็บรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสม รวมถึงควรตรวจสอบสภาพยาก่อนใช้ทุกครั้ง ดังนั้นหากมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการใช้ยาเม็ดอมใต้ลิ้นจะมีส่วนช่วยส่งเสริมความปลอดภัยและเพิ่มประสิทธิผลของการรักษาได้อย่างเหมาะสม
|
|