|
มะเร็งลำไส้ใหญ่พบบ่อยกว่าที่คิด!!! ข้อมูลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติรายงานว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่จัดอยู่ในอันดับต้น ๆ ของโรคมะเร็งที่พบในคนไทยทั้งหญิงและชาย ซึ่งแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยและอัตราการเสียชีวิตยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง[1] บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด รวมถึงแนวทางการดูแลตนเองและการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดผลข้างเคียงจากยา เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลมีความเข้าใจมากขึ้น
มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคที่เกิดจากเซลล์เยื่อบุผิวลำไส้ใหญ่มีการเจริญเติบโตและแบ่งตัวผิดปกติ จนก่อตัวเป็นก้อนเนื้อซึ่งรบกวนการทำงานของลำไส้ แม้ว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่จะมีสาเหตุจากหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม อายุที่เพิ่มขึ้น ขาดการออกกำลังกาย สูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ แต่พบว่าส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการดำเนินชีวิตที่เสี่ยงต่อมะเร็งมากขึ้นในยุคปัจจุบัน โดยระยะแรกผู้ป่วยมักไม่แสดงอาการชัดเจน เนื่องจากโรคนี้มักดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวหรือมองข้ามการไปพบแพทย์ แต่เมื่อโรคลุกลามมากขึ้นอาจพบอาการต่าง ๆ ได้แก่ ท้องผูกสลับท้องเสีย ถ่ายเป็นเลือดสดหรืออุจจาระสีดำ ปวดท้องเรื้อรัง และน้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ หากมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
แนวทางการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ขึ้นอยู่กับระยะของโรค โดยในระยะเริ่มต้นมักเป็นการผ่าตัดและบางกรณีอาจพิจารณาการฉายรังสีร่วมด้วย แต่เมื่อโรคดำเนินมากขึ้นหรืออยู่ในระยะลุกลาม การรักษาด้วยยาจะเริ่มมีบทบาทมากขึ้น โดยมักใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน (สูตรยา) ประกอบด้วย ยาเคมีบำบัด (chemotherapy) และยามุ่งเป้า (targeted therapy) การรักษาด้วยยาเหล่านี้อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงกับผู้ป่วยโดยเฉพาะจากยาเคมีบำบัด ตัวอย่างสูตรยาเคมีบำบัดที่ใช้ในการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่แสดงไว้ในตารางที่ 1
ตารางที่ 1 สูตรยาเคมีบำบัดที่นิยมใช้รักษามะเร็งลำไส้ใหญ่[2,3]
|
สูตรยา |
ยาเคมีบำบัดในสูตร |
|
FOLFOX หรือ FLOX |
|
|
CAPEOX หรือ XELOX |
|
|
FOLFIRI |
|
|
FOLFIRINOX |
|
ยาเคมีบำบัดหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ‘คีโม’ เป็นยาที่มีผลยับยั้งการเจริญและการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ยาเคมีบำบัดบางชนิดทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง ขณะที่บางชนิดยับยั้งไม่ให้เซลล์แบ่งตัว เซลล์มะเร็งจึงไม่สามารถเติบโตต่อไปได้และตายในที่สุด นอกจากเซลล์มะเร็งแล้วยาเคมีบำบัดอาจทำลายหรือยับยั้งการเจริญของเซลล์ปกติอื่น ๆ ในร่างกายที่มีการแบ่งตัวเร็วเช่นเดียวกัน ได้แก่ เซลล์เยื่อบุในช่องปากและทางเดินอาหาร เซลล์ในไขกระดูก และเซลล์รากผม ส่งผลให้เกิดอาการข้างเคียงต่าง ๆ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่ ผลข้างเคียงที่พบได้จากแทบทุกสูตรยา (ตารางที่ 2) และผลข้างเคียงที่พบได้เฉพาะจากยาบางตัว (ตารางที่ 3)
ตารางที่ 2 ผลข้างเคียงที่พบได้แทบทุกสูตรยา[5,6]
|
ผลข้างเคียงและอาการ |
แนวทางการดูแลตนเอง |
|
คลื่นไส้ อาเจียน ยาเคมีบำบัดกระตุ้นศูนย์อาเจียนในสมองและระคายเคืองทางเดินอาหาร จึงทำให้เกิดความรู้สึกคลื่นไส้ และอาเจียนได้ |
|
|
ช่องปากอักเสบ มีแผลในช่องปาก อาจทำให้รู้สึกเจ็บ แสบ หรือรับประทานอาหารลำบากส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและภาวะโภชนาการ |
|
|
ผมร่วง ผมอาจค่อย ๆ บางลงหรือร่วงมากขึ้น แต่โดยทั่วไปเส้นผมสามารถเจริญกลับขึ้นใหม่ได้หลังสิ้นสุดการรักษา |
|
|
ค่าเลือดต่ำ การสร้างเม็ดเลือดในไขกระดูกลดลง ส่งผลให้มีอาการต่าง ๆ ได้แก่
|
|
ตารางที่ 3 ผลข้างเคียงเฉพาะจากยาบางชนิด[7-9]
|
ผลข้างเคียงและอาการ |
แนวทางการดูแลตนเอง |
|
ท้องเสียจาก irinotecan สามารถพบอาการท้องเสียได้มากเป็นพิเศษทั้งในช่วงแรกที่ได้รับยาและเกิดตามมาภายหลัง หากมีอาการถ่ายเหลวบ่อยหรือถ่ายเป็นน้ำ อาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ได้ |
|
|
อาการชาปลายมือปลายเท้าและไวต่อความเย็นจากoxaliplatin รู้สึกชา เสียว เจ็บแปล๊บที่มือ เท้า รอบปากเหมือนถูกไฟฟ้าช็อต โดยมีอาการมากขึ้นเมื่อสัมผัสของเย็น หรืออากาศเย็น |
|
|
ฝ่ามือฝ่าเท้าอักเสบจาก fluorouracil และ capecitabine ผิวหนังบริเวณฝ่ามือฝ่าเท้าแดง แห้ง ลอก หรือเจ็บ |
|
แม้การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยยาเคมีบำบัดอาจทำให้เกิดอาการข้างเคียง อย่างไรก็ตามผู้ป่วยและผู้ดูแลไม่ควรตระหนกจนไม่อยากเข้ารับการรักษา เนื่องจากอาการข้างเคียงต่าง ๆ ที่กล่าวมานั้นไม่ได้เกิดกับผู้ป่วยทุกคน อีกทั้งยังมีแนวทางการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันและบรรเทาอาการเหล่านี้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลสามารถรับมือกับการรักษาและใช้ชีวิตได้อย่างเหมาะสม หากมีข้อสงสัยหรือความกังวลระหว่างการรักษา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม
|
|