Loading…

E Number คืออะไร? เหมือนกับ INS หรือไม่? แล้วปลอดภัยหรือเปล่า?

E Number คืออะไร? เหมือนกับ INS หรือไม่? แล้วปลอดภัยหรือเปล่า?

รองศาสตราจารย์ ดร.ภญ. จิราพร เลื่อนผลเจริญชัย

ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

53 ครั้ง เมื่อ 10 ช.ม.ที่แล้ว
2026-09-29

หากเคยซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มนำเข้าจากต่างประเทศ หลายคนอาจสังเกตเห็นข้อความบนฉลาก เช่น E300, E330, E415, E621 เป็นต้น หลายคนจึงเกิดคำถามว่า "E Number คืออะไร?" "E Number เป็นสารเคมีอันตรายหรือไม่?" "E Number ต่างจาก INS ที่พบในฉลากอาหารของไทยอย่างไร?" ความจริงแล้ว E Number และ INS เป็นระบบการระบุวัตถุเจือปนอาหารที่มีความเกี่ยวข้องกัน และในหลายกรณีหมายถึงสารชนิดเดียวกัน

E Number คือ รหัสตัวเลขสำหรับวัตถุเจือปนอาหาร (food additives) ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในสหภาพยุโรป (European Union; EU) ตัวอักษร E ย่อมาจาก Europe วัตถุเจือปนอาหารที่จะได้รับเลข E ต้องผ่านการประเมินด้านความปลอดภัยโดย European Food Safety Authority (EFSA) ก่อน จึงจะได้รับอนุญาตให้ใช้ในอาหารภายใต้เงื่อนไขและปริมาณที่กฎหมายกำหนด

INS (International Numbering System for Food Additives) เป็นระบบเลขรหัสสากลสำหรับวัตถุเจือปนอาหารที่จัดทำโดย Codex Alimentarius Commission ซึ่งเป็นมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ประเทศไทยใช้ เลข INS ในการแสดงข้อมูลวัตถุเจือปนอาหารบนฉลากอาหาร

 

E Number ต่างจาก INS อย่างไร?

ส่วนใหญ่เป็นสารชนิดเดียวกันและใช้เลขเดียวกัน แตกต่างเพียงระบบที่ใช้แสดงบนฉลาก

INS

E Number

ใช้เป็นมาตรฐานสากล (Codex)ใช้ในสหภาพยุโรป
ประเทศไทยใช้ระบบนี้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปใช้ระบบนี้
แสดงเป็น  INS300แสดงเป็น  E300

 

ตัวอย่างเช่น

ประเทศไทย

สหภาพยุโรป

ชื่อสาร

INS300E300กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี)
INS322E322เลซิติน
INS330E330กรดซิตริก
INS415E415แซนแทนกัม
INS621E621โมโนโซเดียมกลูตาเมต (ผงชูรส)

ดังนั้น หากพบ INS330 หรือ E330 ก็หมายถึงกรดซิตริก (citric acid) ชนิดเดียวกัน

 

ทำไมประเทศไทยไม่ใช้ E Number?

ประเทศไทยอ้างอิงมาตรฐานของ Codex Alimentarius และกำหนดให้แสดงข้อมูลวัตถุเจือปนอาหารด้วยเลข INS ตามกฎหมายอาหารของไทย ในขณะที่ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปใช้ระบบ E Number ตามกฎหมายของสหภาพยุโรป แม้ว่าจะใช้ระบบต่างกัน แต่สำหรับวัตถุเจือปนอาหารส่วนใหญ่ เลขที่ใช้เหมือนกัน ต่างกันเพียงการเติมตัวอักษร "E" นำหน้า

 

E Number เป็นสารเคมีอันตรายหรือไม่?

หลายคนเข้าใจผิดว่า "อาหารที่มี E Number แสดงว่ามีสารเคมีจำนวนมาก" ความจริงแล้ว E Number ไม่ใช่สัญลักษณ์ของความเป็นอันตราย แต่เป็นเพียงรหัสที่ใช้ระบุชนิดของวัตถุเจือปนอาหาร

 

ตัวอย่างวัตถุเจือปนอาหารที่มี E Number และพบได้ทั่วไป ได้แก่

E Number

ชื่อสาร

แหล่งที่พบหรือการใช้งาน

E300วิตามินซี (กรดแอสคอร์บิก)

พบตามธรรมชาติในผลไม้และผักหลายชนิด ใช้เป็นสารต้านออกซิเดชัน

E322เลซิติน

พบในอาหารหลายชนิด เช่น ถั่วเหลือง ไข่แดง ถั่วลิสง และข้าวโพด ใช้เป็นอิมัลซิไฟเออร์

E330กรดซิตริก

พบตามธรรมชาติในผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้รสเปรี้ยว เช่น มะนาว และส้ม ใช้เป็นสารควบคุมความเป็นกรด

E406อะการ์สกัดจากสาหร่ายทะเลสีแดง ใช้เป็นสารก่อเจล
E415แซนแทนกัม

ผลิตโดยการหมักด้วยจุลินทรีย์ ใช้เป็นสารเพิ่มความหนืดและสารช่วยคงตัว

E440เพกทิน

พบตามธรรมชาติในผลไม้หลายชนิด เช่น แอปเปิล และผลไม้ตระกูลส้ม ใช้เป็นสารก่อเจลและสารเพิ่มความหนืด

จะเห็นได้ว่าวัตถุเจือปนอาหารหลายชนิดเป็นสารที่พบได้ตามธรรมชาติและใช้กันอย่างแพร่หลายในอาหาร วัตถุเจือปนอาหารที่ได้รับเลข E ต้องผ่านการประเมินด้านความปลอดภัยก่อนอนุญาตให้ใช้ โดยพิจารณาจากข้อมูลทางพิษวิทยา ผลการศึกษาในสัตว์ทดลอง และข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยขึ้นอยู่กับการใช้ให้เป็นไปตามชนิดอาหารและปริมาณที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่ว่าสามารถใช้ได้ทุกชนิดอาหารหรือใช้ได้ไม่จำกัด

หากพบ E Number บนฉลากอาหาร ควรกังวลหรือไม่? โดยทั่วไป ไม่จำเป็นต้องกังวลเพียงเพราะพบ E Number บนฉลาก สิ่งที่ควรพิจารณามากกว่าคือ ผลิตภัณฑ์ได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ อ่านข้อมูลโภชนาการและส่วนประกอบของอาหาร รับประทานอาหารให้หลากหลายและสมดุล หากแพ้วัตถุเจือปนอาหารบางชนิด ควรอ่านฉลากอย่างละเอียด 

สรุป

E Number คือระบบเลขรหัสของวัตถุเจือปนอาหารที่ใช้ในสหภาพยุโรป ส่วน INS คือระบบเลขรหัสสากลที่ประเทศไทยและหลายประเทศใช้สำหรับวัตถุเจือปนอาหารส่วนใหญ่ เลข INS และ E Number เป็นเลขเดียวกัน แตกต่างเพียงการเติมตัวอักษร "E" นำหน้า ดังนั้น การพบ E300 หรือ INS300 บนฉลากอาหาร ไม่ได้หมายความว่าเป็นสารอันตราย แต่เป็นการระบุชนิดของวัตถุเจือปนอาหารที่ผ่านการประเมินด้านความปลอดภัยและได้รับอนุญาตให้ใช้ภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมาย

แหล่งอ้างอิง/ที่มา
  1. Codex Alimentarius Commission. Class Names and the International Numbering System for Food Additives (CXG 36-1989). Rome: FAO/WHO; 2026.
  2. Codex Alimentarius Commission. General Standard for Food Additives (CXS 192-1995). Rome: FAO/WHO; 2026.
  3. European Parliament and Council of the European Union. Regulation (EC) No 1333/2008 of the European Parliament and of the Council of 16 December 2008 on food additives. Official Journal of the European Union. 2008.
  4. European Food Safety Authority (EFSA). Food additives. Parma: EFSA; 2026. https://www.efsa.europa.eu/en/topics/topic/food-additives
  5. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 468) พ.ศ. 2568 เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข วิธีการใช้ และอัตราส่วนของวัตถุเจือปนอาหาร (ฉบับที่ 4). กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข; 2568.

บทความที่ถูกอ่านล่าสุด

ด่างทับทิม สารเคมีสารพัดประโยชน์ 1 วินาทีที่แล้ว
คำแนะนำสำหรับว่าที่คุณพ่อ เพื่อเตรียมพร้อมต่อการตั้งครรภ์ 1 นาทีที่แล้ว
แก้วมังกร 1 นาทีที่แล้ว
มะตูมซาอุ ผักหลายชื่อ 1 นาทีที่แล้ว
ยาเขียว ยาไทยใช้ได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก… 1 นาทีที่แล้ว
ยาต้านเกล็ดเลือด รู้ไว้...ปลอดภัยเมื่อใช้ยา 1 นาทีที่แล้ว
เทมเป้ (Tempeh) อาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพ 1 นาทีที่แล้ว
CRISPR/Cas9 ความหวังใหม่สำหรับการรักษาโรคต่างๆ ในระดับสารพันธุกรรม 2 นาทีที่แล้ว
ข้อควรรู้เรื่องการใช้ยาพ่นในสุนัขที่มีปัญหาระบบหายใจ 2 นาทีที่แล้ว
ยาทาภายนอกรักษาโรคเชื้อรา : ยารักษากลากและเกลื้อน 2 นาทีที่แล้ว

อ่านบทความทั้งหมด

เกี่ยวกับคณะเภสัชศาสตร์
คลังความรู้สู่ประชาชน บทความความรู้สู่ประชาชน บทความความรู้สู่ประชาชน

ความสำเร็จของวิชาชีพเภสัชกรรม เกิดจากความรู้ที่สามารถทำให้ผู้บริโภคยา มีการเสี่ยงต่ออันตรายจากยาที่ใช้ให้น้อยที่สุด แต่ได้รับผลในการป้องกัน หรือบำบัดโรคมากที่สุด

ความสำเร็จของวิชาชีพเภสัชกรรม เกิดจากความรู้ที่สามารถทำให้ผู้บริโภคยา มีการเสี่่ยงต่ออันตรายจากยาที่ใช้ให้น้อยที่สุด แต่ได้รับผลในการป้องกัน หรือบำบัดโรคมากที่สุด
ประดิษฐ์ หุตางกูร
คณบดีท่านแรกของคณะเภสัชศาสตร์

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

447 ถนนศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
Copyright © 2021 - 2026
งานเทคโนโลยีสารสนเทศฯ คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล
การใช้และการจัดการคุกกี้
เราใช้เทคโนโลยีคุกกี้เพื่อช่วยให้เว็บไซต์ทำงานได้อย่างถูกต้อง การเปิดให้ใช้คุณสมบัติทางโซเชียลมีเดีย และเพื่อวิเคราะห์การเข้าเว็บไซต์ของเรา