ผิวผู้สูงวัยกับการดูแลในชีวิตประจำวัน: ลดผิวแห้ง คัน ระคายเคืองง่าย
|
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ภญ.วรวรรณ กิจผาติ อาจารย์ ดร. ภญ.กัลยาณี โตนุ่ม ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล |
|
| 16 ครั้ง เมื่อ 1 วันที่แล้ว | |
| 2026-07-03 |
หลักการดูแลผิวของผู้สูงวัย "อาบ–ทา–เลี่ยง–ป้องกัน–สังเกต"
อาบ อาบน้ำอุ่น ไม่ร้อนจัด และไม่จำเป็นต้องฟอกสบู่ทั่วร่างกายทุกครั้ง
ทา ทามอยส์เจอไรเซอร์เป็นประจำ โดยเฉพาะหลังอาบน้ำ
เลี่ยง หลีกเลี่ยงการขัดถูผิวแรง ๆ และผลิตภัณฑ์ที่ก่อการระคายเคือง
ป้องกัน ป้องกันแสงแดด ความอับชื้น และการเสียดสีของผิวหนัง
สังเกต สังเกตอาการคันผิดปกติ ผื่น แผล หรือสัญญาณการติดเชื้อ
“สะอาดอย่างพอดี ดีกว่าสะอาดเกินไป”
การดูแลผิวผู้สูงอายุไม่ใช่การทำความสะอาดให้มากที่สุด แต่เป็นการทำความสะอาดอย่างพอดี เพื่อช่วยคงความแข็งแรงของเกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติ
เมื่ออายุมากขึ้น หลายคนอาจสังเกตว่าผิวหนังแห้งขึ้น คันง่ายขึ้น และเกิดรอยช้ำหรือแผลได้ง่ายกว่าวัยหนุ่มสาว บางรายมีอาการคันเรื้อรังจนรบกวนการนอนหลับ การใช้ชีวิตประจำวัน และคุณภาพชีวิต นอกจากนี้ อาการคันยังอาจทำให้เกิดความหงุดหงิด วิตกกังวล หรือหลีกเลี่ยงการเข้าสังคมได้ แม้ปัญหาเหล่านี้จะพบได้บ่อย แต่ไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องปกติที่ต้องทนอยู่เสมอ เพราะการดูแลผิวอย่างเหมาะสมสามารถช่วยลดอาการ ป้องกันภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้
เมื่ออายุมากขึ้น การสร้างไขมันและสารที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นในผิวลดลง รวมทั้งการซ่อมแซมตัวเองของผิวทำได้ช้าลง ส่งผลให้ผิวแห้ง เปราะบาง คันง่าย และเกิดรอยช้ำหรือแผลได้ง่ายกว่าวัยหนุ่มสาว
ผิวหนังชั้นนอกเปรียบเสมือน "เกราะป้องกันผิว" ที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นและป้องกันสิ่งระคายเคือง เชื้อโรค และสารก่อภูมิแพ้จากภายนอก เกราะป้องกันผิวนี้จะเสื่อมประสิทธิภาพลงตามวัย ทำให้ผิวสูญเสียน้ำได้ง่าย ผิวจึงแห้ง คัน และไวต่อการระคายเคืองมากขึ้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาผิวหลายอย่างที่พบได้บ่อยในผู้สูงวัย
เมื่อผิวแห้ง ความสามารถในการปกป้องผิวจะลดลง ส่งผลให้เกิดอาการคัน ผู้สูงวัยจำนวนมากจึงอาจเกาผิวโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะในเวลากลางคืน การเกาทำให้ผิวเกิดรอยถลอกและการอักเสบมากขึ้น ผิวที่เสียหายจะยิ่งสูญเสียน้ำมากขึ้นและคันมากขึ้น เกิดเป็นวงจร “ผิวแห้ง–คัน–เกา” ที่ต่อเนื่องกัน หากผิวหนังเกิดรอยแตกหรือแผล เชื้อโรคสามารถเข้าสู่ผิวได้ง่ายขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ผิวหนัง โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันลดลง ในเบื้องต้นการตัดเล็บให้สั้นและสะอาดสามารถช่วยลดการบาดเจ็บของผิวหนังจากการเกาได้
อย่างไรก็ตาม อาการคันไม่ได้เกิดจากผิวแห้งเพียงอย่างเดียว บางครั้งอาจเป็นสัญญาณของโรคภายใน เช่น โรคไตเรื้อรัง โรคตับ โรคต่อมไทรอยด์ หรืออาจเกี่ยวข้องกับยาบางชนิดที่ใช้เป็นประจำ เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ หรือยาบางชนิดที่ใช้รักษาโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง ดังนั้น หากมีอาการคันเรื้อรัง คันทั่วตัวโดยไม่เห็นผื่น หรืออาการไม่ดีขึ้นแม้ดูแลผิวอย่างเหมาะสมแล้ว ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง
1. อาบน้ำอย่างเหมาะสม
แม้การอาบน้ำจะช่วยทำความสะอาดร่างกาย แต่การอาบน้ำบ่อยเกินไปหรือใช้น้ำร้อนจัดอาจชะล้างไขมันธรรมชาติบนผิวออกมากเกินความจำเป็น
คำแนะนำ ได้แก่
• ใช้น้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นเล็กน้อย
• หลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อนจัดหรือแช่น้ำนานเกินไป
• ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยนต่อผิว (pH 5.5)
• ไม่จำเป็นต้องฟอกสบู่ทั่วร่างกายทุกครั้งที่อาบน้ำ โดยเฉพาะบริเวณแขน ขา หรือผิวที่ไม่ได้สกปรกมาก ควรเน้นทำความสะอาดบริเวณที่มีเหงื่อ กลิ่น หรือความอับชื้น เช่น รักแร้ ขาหนีบ เท้า และบริเวณรอยพับของผิวหนัง
• หลีกเลี่ยงการขัดถูผิวแรง ๆ และซับผิวให้แห้งอย่างนุ่มนวล
การดูแลดังกล่าวช่วยลดการสูญเสียไขมันตามธรรมชาติ รักษาความชุ่มชื้น และลดการระคายเคืองของผิวหนัง “การดูแลผิวผู้สูงอายุไม่ใช่การทำความสะอาดให้มากที่สุด แต่เป็นการทำความสะอาดอย่างพอดี เพื่อช่วยคงความแข็งแรงของเกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติ”
2. ใช้มอยส์เจอไรเซอร์เป็นประจำ
มอยส์เจอไรเซอร์ไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์เพื่อความสวยงาม แต่เป็นส่วนสำคัญในการฟื้นฟูเกราะป้องกันผิวและลดการสูญเสียน้ำจากผิวหนัง โดยควรทามอยส์เจอไรเซอร์ทันทีหลังอาบน้ำ ภายในประมาณ 3–5 นาที ขณะที่ผิวยังมีความชื้นหลงเหลืออยู่ เพื่อช่วยกักเก็บน้ำไว้ในผิว ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบ เช่น เซราไมด์ (ceramide) กลีเซอรีน (glycerin) ยูเรีย (urea) สามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและเสริมความแข็งแรงของเกราะป้องกันผิวได้
3. หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ผิวระคายเคือง
ผู้สูงอายุมีผิวที่บางและเปราะบางกว่าวัยหนุ่มสาว อีกทั้งเกราะป้องกันผิวทำงานได้ลดลง จึงเกิดการระคายเคืองและอักเสบได้ง่ายกว่าปกติ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์และดูแลผิวอย่างอ่อนโยนจึงมีความสำคัญ
ควรหลีกเลี่ยง
• การขัดผิวหรือสครับผิวบ่อย ๆ
• ผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์สูง ซึ่งอาจทำให้ผิวแห้งและแสบระคายเคือง
• ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอมหรือสารแต่งกลิ่นเข้มข้น ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดการแพ้หรือระคายเคือง
• การใช้ผลิตภัณฑ์หลายชนิดพร้อมกันโดยไม่จำเป็น เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการระคายเคืองของผิว
หลักสำคัญคือ “ดูแลอย่างอ่อนโยนและเรียบง่าย” โดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เท่าที่จำเป็นและเหมาะกับสภาพผิว
4. ดูแลจุดอับชื้นและลดการเสียดสี
บริเวณรอยพับของผิวหนัง เช่น รักแร้ ใต้ราวนม ขาหนีบ ซอกนิ้วเท้า หรือบริเวณที่สัมผัสกับผ้าอ้อม มักเกิดความอับชื้นได้ง่าย หากปล่อยให้ชื้นเป็นเวลานานอาจเกิดผื่น ผิวเปื่อย การติดเชื้อรา หรือแผลถลอกได้ โดยเฉพาะเมื่อมีการเสียดสีร่วมด้วย
คำแนะนำ ได้แก่
• ซับผิวบริเวณรอยพับให้แห้งหลังอาบน้ำ
• เปลี่ยนเสื้อผ้าหรือผ้าอ้อมเมื่อเปียกชื้น
• เลือกเสื้อผ้าที่โปร่งสบายและระบายอากาศได้ดี
• ลดการเสียดสีบริเวณที่ผิวสัมผัสกัน เช่น ซอกนิ้วเท้า ต้นขาด้านใน หรือรอยพับใต้ราวนม โดยรักษาผิวให้แห้ง สวมเสื้อผ้าที่ไม่รัดแน่น และใช้อุปกรณ์รองหรือแยกบริเวณที่เสียดสีกันเมื่อจำเป็น
การดูแลจุดอับชื้นและลดการเสียดสีอย่างเหมาะสมจะช่วยลดโอกาสเกิดผื่น ผิวเปื่อย การติดเชื้อ และแผลในผู้สูงอายุได้
5. ดื่มน้ำและดูแลสุขภาพโดยรวม
แม้ว่าการดื่มน้ำเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถรักษาผิวแห้งได้ทั้งหมด แต่การได้รับน้ำอย่างเพียงพอ รับประทานอาหารที่หลากหลาย และควบคุมโรคประจำตัวอย่างเหมาะสม จะช่วยสนับสนุนสุขภาพผิวโดยรวม อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจหรือโรคไต ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เกี่ยวกับปริมาณน้ำที่เหมาะสม
6. ป้องกันแสงแดด
แสงแดดเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งการเสื่อมของผิวหนัง การใช้ครีมกันแดด การสวมหมวก หรือหลีกเลี่ยงแดดจัดในช่วงกลางวัน สามารถช่วยลดความเสียหายสะสมจากรังสีอัลตราไวโอเลตได้
แม้อาการผิวแห้งและคันจะพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ แต่อาการบางอย่างอาจบ่งบอกถึงโรคที่ต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติม
ควรปรึกษาแพทย์หากมีอาการต่อไปนี้
อาการคันบางครั้งอาจเกี่ยวข้องกับโรคไต โรคตับ โรคต่อมไทรอยด์ หรือผลข้างเคียงจากยา จึงไม่ควรละเลย
ผิวแห้งและอาการคันเป็นปัญหาที่พบบ่อยในผู้สูงวัย โดยมีจุดเริ่มต้นสำคัญจากการเสื่อมของเกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติ การดูแลผิวอย่างอ่อนโยน การใช้มอยส์เจอไรเซอร์เป็นประจำ และการหลีกเลี่ยงสิ่งระคายเคือง สามารถช่วยลดอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การดูแลผิวที่ดีไม่เพียงช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้น แต่ยังช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิต สุขภาพกาย และความเป็นอยู่ที่ดีของผู้สูงวัยในระยะยาวอีกด้วย
|
ไอโอดีน, เบตาดีน ป้องกันสารกัมมันตรังสีได้จริงหรือ 1 วินาทีที่แล้ว |
|
ยาแก้ปวดข้อ ข้ออักเสบ-กลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) 13 วินาทีที่แล้ว |
|
ฟักข้าว 16 วินาทีที่แล้ว |
|
ยาในน้ำนมแม่ ตอนที่ 1 : ยาลดความดันโลหิต 23 วินาทีที่แล้ว |
|
หยุดคิดสักนิด…ก่อนคิดฝ่าไฟแดง 28 วินาทีที่แล้ว |
|
ยาคุมกำเนิดชนิดฝัง 1 นาทีที่แล้ว |
|
ยาโกรทฮอร์โมนสำหรับผู้ใหญ่ 1 นาทีที่แล้ว |
|
คุณสวยแค่ไหน? เบื้องหลังความสวยกับปฏิบัติการดูแลผิวชะลอวัย 1 นาทีที่แล้ว |
|
รู้รอบตอบชัด สารพัด “ยาลดกรด” 1 นาทีที่แล้ว |
|
ข้อควรรู้เรื่องการใช้ยาพ่นในสุนัขที่มีปัญหาระบบหายใจ 2 นาทีที่แล้ว |
|
|
ที่เกี่ยวข้อง
หน่วยงานภายในคณะฯ
HTML5 Bootstrap Font Awesome