Loading…

MFG ไม่ใช่วันหมดอายุ! วิธีอ่านวันผลิตและวันหมดอายุยา (MFG, EXP) ให้ถูกต้อง

MFG ไม่ใช่วันหมดอายุ! วิธีอ่านวันผลิตและวันหมดอายุยา (MFG, EXP) ให้ถูกต้อง

รองศาสตจราจารย์ ดร.ภญ. จิราพร เลื่อนผลเจริญชัย

ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

1 ครั้ง เมื่อ 9 ช.ม.ที่แล้ว
2026-04-20

หลายคนเข้าใจผิดว่า “วันที่ที่เห็นบนกล่องยา” คือวันหมดอายุเสมอ แต่ในความเป็นจริง MFG (Manufacturing date) คือ “วันผลิต” ไม่ใช่วันหมดอายุ ขณะที่ EXP (Expiry date)เท่านั้นที่เป็นวันที่ยาคงคุณภาพ ความแรง (potency) และความปลอดภัยตามที่กำหนด ความเข้าใจผิดนี้อาจทำให้ใช้ยาผิดช่วงเวลา ส่งผลให้ยาออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ หรืออาจเกิดความเสี่ยงต่อผู้ใช้ยา

MFG (Manufacturing date) หมายถึงวันที่ผลิตยา ส่วน EXP (Expiry date) คือวันหมดอายุ โดยทั่วไปหมายถึง “วันสุดท้ายของเดือนที่ระบุ” เช่น EXP 05/2026 หมายถึงสามารถใช้ยาได้ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 ดังนั้น การดูเพียง MFG โดยไม่ตรวจสอบ EXP อาจทำให้เข้าใจผิดว่ายายังใช้ได้ ทั้งที่อาจใกล้หมดอายุหรือหมดอายุไปแล้ว

วันหมดอายุของยาถูกกำหนดจากการศึกษาความคงตัว (stability study) ตามมาตรฐานสากล เช่น ICH (International Council for Harmonisation) ซึ่งประเมินว่ายายังคงมีความแรงและไม่เกิดสารสลายตัวที่เป็นอันตรายภายใต้สภาวะที่กำหนด เมื่อยาพ้นวันหมดอายุแล้ว ไม่แนะนำให้นำมาใช้ เนื่องจากไม่สามารถรับประกันประสิทธิภาพและความปลอดภัยได้ โดยเฉพาะยาน้ำ ยาปฏิชีวนะ และยาชีววัตถุที่เสื่อมสภาพได้เร็ว

 

ตัวอย่างที่พบบ่อย

MFG: 01/2024 และ EXP: 01/2026

หมายความว่า ผลิตในเดือนมกราคม 2567 และสามารถใช้ได้ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 ไม่ใช่การนับอายุจากวันที่ซื้อ หรือดูจาก MFG เพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ รูปแบบการแสดงวันหมดอายุอาจแตกต่างกัน เช่น

EXP 05/2026 → ใช้ได้ถึง 31 พฤษภาคม 2569

EXP 2026-05 → ใช้ได้ถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2569

EXP 15 JUN 2026 → ใช้ได้ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2569 (กรณีระบุวันชัดเจน)

ทั้งนี้ ควรระวังรูปแบบวันที่ที่อาจสับสน เช่น 05/06/2026 ซึ่งอาจหมายถึง 5 มิถุนายน หรือ 6 พฤษภาคม ขึ้นอยู่กับรูปแบบของประเทศผู้ผลิต

อีกประเด็นสำคัญคือ “วันหมดอายุบนฉลาก” เป็นอายุของผลิตภัณฑ์ก่อนเปิดใช้เท่านั้น หลังเปิดใช้แล้ว ยาหลายชนิดมีอายุสั้นลง (beyond-use date) เช่น ยาหยอดตาแนะนำให้ใช้ภายใน 1 เดือน และยาปฏิชีวนะชนิดผสมน้ำควรใช้ภายใน 7–14 วัน ดังนั้น ควรเขียน “วันที่เปิดใช้” ลงบนบรรจุภัณฑ์ และหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีลักษณะเปลี่ยนไป เช่น สี กลิ่น หรือมีตะกอน แม้ยังไม่ถึงวันหมดอายุก็ตาม

สุดท้าย ยาหมดอายุไม่ควรถูกทิ้งรวมกับขยะทั่วไปหรือกำจัดโดยการเทลงแหล่งน้ำหรือระบบระบายน้ำ เนื่องจากอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความเสี่ยงต่อสุขภาพได้ การกำจัดยาควรดำเนินการผ่านระบบรับคืนยา

Photo by. Gemini

แหล่งอ้างอิง/ที่มา
  1. World Health Organization (WHO). WHO guidelines on stability testing of pharmaceutical products. Geneva: WHO; 2018.
  2. International Council for Harmonisation of Technical Requirements for Pharmaceuticals for Human Use (ICH). ICH Q1A(R2): Stability testing of new drug substances and products. Geneva: ICH; 2003.
  3. U.S. Food and Drug Administration (FDA). Don’t be tempted to use expired medicines. Silver Spring (MD): U.S. FDA; Available from: https://www.fda.gov (accessed 13 Apr 2026).
  4. United States Pharmacopeia (USP). <795> Pharmaceutical compounding—nonsterile preparations; <797> Pharmaceutical compounding—sterile preparations. Rockville (MD): United States Pharmacopeial Convention; current edition.

บทความที่ถูกอ่านล่าสุด

กลิ่นเท้า…ใครว่าไม่สำคัญ 1 วินาทีที่แล้ว
ปัสสาวะเล็ด กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ 1 วินาทีที่แล้ว
ผลต่อสุขภาพของอาหารเน้นพืชผัก (Plant-Based Diets) 21 วินาทีที่แล้ว
มะระขี้นก 25 วินาทีที่แล้ว
ไอโอดีน, เบตาดีน ป้องกันสารกัมมันตรังสีได้จริงหรือ 30 วินาทีที่แล้ว
มะรุม พืชที่ทุกคนอยากรู้ 52 วินาทีที่แล้ว
การใช้ยาในหญิงมีครรภ์ : ข้อแนะนำเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายต่อทารกในครรภ์ 1 นาทีที่แล้ว
“เห็ด” แหล่งอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ 2 นาทีที่แล้ว
จะเลือกใช้ยาหอม อย่างไรจึงจะดี 2 นาทีที่แล้ว
ยาต้านเกล็ดเลือด รู้ไว้...ปลอดภัยเมื่อใช้ยา 2 นาทีที่แล้ว

อ่านบทความทั้งหมด

เกี่ยวกับคณะเภสัชศาสตร์
คลังความรู้สู่ประชาชน บทความความรู้สู่ประชาชน บทความความรู้สู่ประชาชน

ความสำเร็จของวิชาชีพเภสัชกรรม เกิดจากความรู้ที่สามารถทำให้ผู้บริโภคยา มีการเสี่ยงต่ออันตรายจากยาที่ใช้ให้น้อยที่สุด แต่ได้รับผลในการป้องกัน หรือบำบัดโรคมากที่สุด

ความสำเร็จของวิชาชีพเภสัชกรรม เกิดจากความรู้ที่สามารถทำให้ผู้บริโภคยา มีการเสี่่ยงต่ออันตรายจากยาที่ใช้ให้น้อยที่สุด แต่ได้รับผลในการป้องกัน หรือบำบัดโรคมากที่สุด
ประดิษฐ์ หุตางกูร
คณบดีท่านแรกของคณะเภสัชศาสตร์

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

447 ถนนศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
Copyright © 2021 - 2026
งานเทคโนโลยีสารสนเทศฯ คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล
การใช้และการจัดการคุกกี้
เราใช้เทคโนโลยีคุกกี้เพื่อช่วยให้เว็บไซต์ทำงานได้อย่างถูกต้อง การเปิดให้ใช้คุณสมบัติทางโซเชียลมีเดีย และเพื่อวิเคราะห์การเข้าเว็บไซต์ของเรา