ทำความรู้จักกับโรคหยุดหายใจขณะหลับ
|
รองศาสตราจารย์ ดร. ภญ.บุญธิดา มระกูล ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล |
|
| 1,043 ครั้ง เมื่อ 2 ช.ม.ที่แล้ว | |
| 2025-09-22 |
โรคหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep apnea syndrome) เป็นภาวะความผิดปกติในการนอนหลับ โดยพบว่าผู้ป่วยจะมีการหยุดหายใจหรือหายใจตื้นๆ ซ้ำๆ ตลอดคืนระหว่างการนอน ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนเป็นช่วงๆ ส่งผลต่อคุณภาพการนอนของผู้ป่วยที่ลดลง ภาวะหยุดหายใจขณะหลับเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญในปัจจุบัน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน รวมถึงอุบัติเหตุจากการหลับใน จากข้อมูลการสำรวจพบว่าในผู้ชายวัยผู้ใหญ่มีโอกาสเกิดโรคนี้ในระดับปานกลางถึงรุนแรงได้มากถึงร้อยละ 20 และในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนได้ถึงประมาณร้อยละ 10 โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ โรคอ้วน อายุที่มากขึ้น กรามเล็ก เพดานปากแคบ หรือต่อมทอลซิลใหญ่ และการดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้ยานอนหลับ
โรคหยุดหายใจขณะหลับ สามารถแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ตามสาเหตุของการเกิดภาวะหยุดหายใจ คือ
การวินิจฉัยโรคหยุดหายใจขณะหลับอาศัยดัชนีวัดความผิดปกติของการหายใจ เช่น Apnea–Hypopnea Index (AHI) และ Oxygen Desaturation Index (ODI) โดยมาตรฐานการตรวจที่แม่นยำที่สุดคือการตรวจการนอนหลับแบบ Polysomnography (PSG) หรือที่เรียกว่า Sleep test โดยผู้ป่วยจะถูกติดตั้งอุปกรณ์ซึ่งบันทึกข้อมูลขณะหลับ เช่น คลื่นสมอง การหายใจ การเคลื่อนไหว และระดับออกซิเจนในเลือด นอกจากนี้ยังมีการตรวจแบบพกพาที่ใช้ในบางกรณีเพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัย
แนวทางการรักษาโรคหยุดหายใจขณะหลับมีหลายวิธี โดยแนวทางมาตรฐานคือการใช้เครื่องเป่าลมแรงดันบวกต่อเนื่อง (Continuous Positive Airway Pressure; CPAP) ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ป่วย OSA ระดับปานกลางถึงรุนแรง หรือผู้ที่มีอาการง่วงนอนมาก การใช้ CPAP อย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความดันโลหิต ปรับปรุงคุณภาพชีวิต และลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจและอุบัติเหตุ แต่การใช้เครื่องมือให้ได้ผลดีจะต้องมีการใช้ต่อเนื่องอย่างน้อยคืนละ 4 ชั่วโมง หากผู้ป่วยไม่สามารถทนต่อ CPAP ได้ อาจมีการใช้เครื่องมือในช่องปาก (Oral Appliance; OA) ที่ช่วยเลื่อนขากรรไกรล่างมาข้างหน้าเพื่อเปิดทางเดินหายใจ เหมาะสำหรับผู้ป่วย OSA ระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง อย่างไรก็ตามวิธีการเหล่านี้อาจก่อผลข้างเคียงและข้อควรระวัง เช่น การใช้ CPAP อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวและดวงตา ทำให้ปากแห้ง โดยต้องเลือกหน้ากากและแรงดันให้เหมาะสม การใช้ OA อาจทำให้น้ำลายมากหรือน้อยกว่าปกติ ข้อต่อขากรรไกรหรือการสบฟันเปลี่ยนแปลงในระยะยาว และการหยุดใช้ CPAP อาจทำให้อาการกลับมาได้ทันที นอกจากการใช้เครื่องมืออีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการรักษาคือการลดน้ำหนักโดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะอ้วน การปรับท่านอน เช่น หลีกเลี่ยงการนอนหงาย และบางรายในกรณีที่ CPAP และ OA ไม่ได้ผลหรือไม่เหมาะสม จะใช้วิธีการผ่าตัดแก้ไขทางเดินหายใจหรือโครงสร้างใบหน้า นอกจากนี้ยังอาจมีการใช้ออกซิเจนบำบัดในบางกรณี
โดยสรุปโรคหยุดหายใจขณะหลับไม่ใช่เพียงแค่การนอนกรนที่น่ารำคาญ แต่เป็นภัยเงียบที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง การตระหนักรู้ถึงอาการและปัจจัยเสี่ยงจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากสงสัยว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการที่เข้าข่าย ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตให้กลับมาดีขึ้นอีกครั้ง
Image by: Freepik
|
นอนไม่หลับ...อาจเกิดจากยา 1 วินาทีที่แล้ว |
|
การค้นคว้ายาต้านไวรัสโควิด-19 ตอนที่ 3 : คลอโรควิน ไฮดรอกซีคลอโรควิน และยาอื่น 1 วินาทีที่แล้ว |
|
โควิด-19 กับ ภาวะระบบหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน 1 วินาทีที่แล้ว |
|
กลิ่นตัว วิธีการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่น 1 วินาทีที่แล้ว |
|
ครีมกำจัดขน: ใช้เป็นประจำ มีอันตรายหรือไม่? 1 วินาทีที่แล้ว |
|
ยาที่ไม่ควรกินร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 7 วินาทีที่แล้ว |
|
โรคไขมันพอกตับ : ยาที่ทำให้เกิดไขมันพอกตับและยาที่ใช้รักษา 1 นาทีที่แล้ว |
|
ยาแก้ปวดข้อ ข้ออักเสบ-กลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) 1 นาทีที่แล้ว |
|
การผสมยาปฏิชีวนะชนิดผงแห้งสำหรับรับประทาน 1 นาทีที่แล้ว |
|
ยาเลื่อนประจำเดือน .. ที่นี่มีคำตอบ 1 นาทีที่แล้ว |
|
|
ที่เกี่ยวข้อง
หน่วยงานภายในคณะฯ
HTML5 Bootstrap Font Awesome