|
ปัจจุบันหลายคนให้ความสนใจการตรวจสุขภาพด้วยตนเองมากขึ้น โดยเฉพาะชุดทดสอบโรคต่าง ๆ ที่สามารถซื้อได้ตามร้านขายยาหรือช่องทางออนไลน์ ซึ่งหนึ่งในชุดทดสอบที่เริ่มพบเห็นมากขึ้น คือ ชุดทดสอบการติดเชื้อ Helicobacter pylori จากอุจจาระ (stool antigen test, SAT) ซึ่งโฆษณาว่าสามารถตรวจหาเชื้อได้ง่าย ทราบผลไว และไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาล ทำให้เกิดคำถามว่า ชุดทดสอบดังกล่าวมีความแม่นยำมากน้อยเพียงใด ผลตรวจที่ได้สามารถเชื่อถือได้หรือไม่ บทความนี้จึงรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อ H. pylori ความสำคัญของการติดเชื้อ หลักการทำงานของชุดทดสอบจากอุจจาระ ประสิทธิภาพและข้อจำกัดของชุดทดสอบ รวมถึงแนวทางการแปลผลและข้อบ่งชี้ในการตรวจหาเชื้อ เพื่อให้สามารถใช้ชุดทดสอบได้อย่างเหมาะสม
Helicobacter pylori หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า H. pylori คือ เชื้อแบคทีเรียแกรมลบ มีรูปร่างโค้งแบบเกลียว (spiral) ที่สามารถอาศัยและเจริญเติบโตในกระเพาะอาหาร ซึ่งมีสภาวะความเป็นกรดสูงได้ โดยอาศัยกลไกหลายประการที่ช่วยให้สามารถอยู่รอดในกระเพาะอาหารได้ เช่น การเคลื่อนที่ด้วย flagella รวมถึงรูปร่างเป็นเกลียวทำให้เชื้อสามารถเคลื่อนที่ผ่านชั้นเยื่อเมือกและเข้าไปเกาะที่เซลล์เยื่อบุผิวของกระเพาะอาหาร ซึ่งช่วยป้องกันการถูกกำจัดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย นอกจากนี้เชื้อสามารถผลิตเอนไซม์ urease ที่สามารถย่อยสลาย urea ในกระเพาะอาหารเป็น ammonia และ carbon dioxide ส่งผลให้สภาพแวดล้อมรอบเชื้อมีความเป็นกรดลดลงและมีสภาวะความเป็นด่าง ช่วยให้เชื้อสามารถทนต่อสภาวะความเป็นกรดสูงได้ อีกทั้งเชื้อมีความสามารถยึดเกาะกับเซลล์เยื่อบุกระเพาะอาหารได้อย่างแน่นหนา ทำให้สามารถคงอยู่ในกระเพาะอาหารได้เป็นเวลานาน แม้จะมีการหลุดลอกของเซลล์เยื่อบุกระเพาะอาหารตามธรรมชาติก็ตาม ทำให้เกิดการอักเสบของเซลล์เยื่อบุผิวของกระเพาะอาหารอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และในบางรายอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงอื่น ๆ ตามมา เช่น แผลในทางเดินอาหาร ไปจนถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารในระยะยาว(1)
การติดเชื้อ H. pylori พบได้ทั่วโลกและเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ โดยความชุกของการติดเชื้อมีความแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค การศึกษาความชุกการติดเชื้อ H. pylori และอุบัติการณ์การเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารทั่วโลกช่วง ค.ศ. 1980-2022 พบว่าสัดส่วนผู้ติดเชื้อ H. pylori ทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงจากร้อยละ 52.6 ในช่วงปี ค.ศ. 1980-1990 เหลือร้อยละ 43.9 ในช่วงปี ค.ศ. 2015-2022 แสดงให้เห็นผลของการพัฒนาด้านสาธารณสุขที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตามพบความชุกของเชื้อในช่วงปี ค.ศ. 2015-2022 สูงถึงร้อยละ 35.1 ในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น อาจมาจากการแพร่เชื้อภายในครอบครัว โดยเฉพาะจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลที่ติดเชื้อสู่เด็กเล็ก(2) นอกจากนี้ความชุกของการติดเชื้อในประเทศแถบเอเชียใต้สูงกว่าประเทศตะวันตก การศึกษาในประชากรผู้ใหญ่สุขภาพดีที่ไม่มีอาการในประเทศแถบเอเชียใต้พบผลตรวจ H. pylori เป็นบวกประมาณร้อยละ 40-60 แสดงให้เห็นว่า สามารถตรวจพบเชื้อได้ แม้ไม่มีอาการของโรค โดยมีเพียงประมาณร้อยละ 10-20 ที่พัฒนาเป็นแผลในกระเพาะอาหารหรือแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น และประมาณร้อยละ 1-2 ที่พัฒนาเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร(3,4)
เชื้อ H. pylori สามารถติดต่อได้จากคนสู่คน โดยมีการแพร่เชื้อผ่านทางปากสู่ปาก (oral-oral route) และทางอุจจาระสู่ปาก (fecal-oral route) โดยปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อ ได้แก่ การอาศัยรวมกันอย่างหนาแน่น การบริโภคอาหารและน้ำดื่มที่ไม่สะอาด รวมถึงปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม(5)
H. pylori เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคและภาวะแทรกซ้อนหลายประเภท โดยแบ่งออกเป็น 1) โรคและภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นกับกระเพาะอาหาร (intragastric diseases) และ 2) โรคและภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นกับอวัยวะอื่น ๆ ของร่างกาย (extragastric diseases) ดังแสดงในตารางที่ 1(1)
ตารางที่ 1 แสดงโรคและภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ H. pylori (1)
|
โรคและภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นกับกระเพาะอาหาร (intragastric diseases) |
|
- โรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง - โรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น - โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร - โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในกระเพาะอาหารชนิด MALT (gastric mucosa-associated lymphoid tissue lymphoma) |
|
โรคและภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นกับอวัยวะอื่น ๆ ของร่างกาย (extragastric diseases) |
|
- ภาวะเกล็ดเลือดต่ำจากภูมิคุ้มกัน - ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก - ภาวะขาดวิตามินบี 12 |
ปัจจุบันการวินิจฉัยการติดเชื้อ H. pylori แบ่งออกเป็น 2 วิธี ได้แก่ 1) การตรวจแบบส่องกล้อง (invasive) เป็นการส่องกล้องทางเดินอาหาร (endoscopy-based diagnosis) แล้วตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ และ 2) การตรวจแบบไม่ส่องกล้อง (non-invasive) ได้แก่ การตรวจจากลมหายใจ (urea breath test, UBT) เป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูงในการวินิจฉัยการติดเชื้อ H. pylori และการยืนยันการกำจัดเชื้อ นอกจากนี้ยังสามารถตรวจได้จากการตรวจเลือด (serology test) แต่มีความจำเพาะต่ำ
นอกจากวิธีที่กล่าวไปแล้ว ปัจจุบันมีการตรวจแบบไม่ส่องกล้องที่มีความไวและความจำเพาะสูงไม่ต่างจาก UBT คือ การตรวจจากอุจจาระ หรือ stool antigen test (SAT) เป็นการตรวจที่ใช้หลักการตรวจหาแอนติเจนของเชื้อ H. pylori ที่ถูกขับออกมาพร้อมกับอุจจาระ อาศัยปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันระหว่างแอนติเจนของเชื้อจับกับแอนติบอดีที่เคลือบอยู่บนแผ่นตรวจ โดยมีข้อดีและข้อจำกัดดังแสดงในตารางที่ 2(1,6)
ตารางที่ 2 แสดงการเปรียบเทียบข้อดีและข้อจำกัดของการทดสอบการติดเชื้อ H. pylori จากอุจจาระ(6)
|
ข้อดี |
ข้อจำกัด |
|
|
เนื่องจากชุดทดสอบเชื้อ H. pylori จากอุจจาระที่จำหน่ายในท้องตลาดมีหลายยี่ห้อและใช้เทคโนโลยีการตรวจที่แตกต่างกัน ประสิทธิภาพในการตรวจหาเชื้อจึงอาจแตกต่างกันไป โดยสามารถเปรียบเทียบความไวและความจำเพาะของชุดตรวจแต่ละยี่ห้อได้ดังแสดงในตารางที่ 3
ตารางที่ 3 ตัวอย่างความไวและความจำเพาะของชุดทดสอบเชื้อ H. pylori จากอุจจาระ(6,7)
|
ยี่ห้อชุดตรวจ |
ความไว (%) |
ความจำเพาะ(%) |
|
LIAISON® Meridian H. pylori SA |
95.5 |
97.6 |
|
H. pylori CHEK™ |
92-95 |
90-91 |
|
H. pylori QUIK CHEK™ |
91-93 |
99-100 |
|
Premier Platinum HpSA® Plus |
87-90 |
84-87 |
|
Immunocard STAT!® |
92-95 |
97 |
|
STANDARD F |
95.6 |
94 |
|
SD BIOLINE |
92.6 |
93.5 |
|
Vstrip® HpSA |
91 |
97.1 |
|
IDEIA™ HpStAR™ |
93.6-100 |
92.8-100 |
|
HIP Biotech |
97.37 |
98.01 |
รูปที่ 1 วิธีการใช้และการแปลผลตรวจชุดทดสอบเชื้อแบคทีเรีย H. pylori จากอุจจาระ
(สร้างด้วยโปรแกรม Canva โดย เกศกัญญา อำนวย)
ปัจจัยที่อาจมีผลรบกวนผลตรวจ เช่น การใช้ยาบางชนิด ซึ่งอาจมีผลกดปริมาณเชื้อในกระเพาะอาหารชั่วคราวทำให้ตรวจไม่พบหรือเกิดผลลบลวง โดยทั่วไปแนะนำให้(6,8)
- หยุดยาลดกรดกลุ่ม proton pump inhibitors (PPIs) เช่น omeprazole, esomeprazole, lansoprazole, dexlansoprazole, pantoprazole และ rabeprazole อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนตรวจ
- หยุดยาปฏิชีวนะและยาที่มีส่วนผสมของ bismuth อย่างน้อย 4 สัปดาห์ก่อนตรวจ
- เก็บตัวอย่างอุจจาระตามคำแนะนำของชุดตรวจ
การตรวจหาเชื้อ H. pylori สามารถทำได้อย่างสะดวกด้วยชุดทดสอบจากอุจจาระ อย่างไรก็ตามการตรวจดังกล่าวไม่ได้มีข้อบ่งชี้สำหรับทุกคน ควรพิจารณาตรวจในผู้ที่มีข้อบ่งชี้ตามแนวทางเวชปฏิบัติ ได้แก่(9)
- ผู้ที่มีประวัติโรคแผลในกระเพาะอาหาร หรือ แผลในลำไส้เล็กส่วนต้น
- ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในกระเพาะอาหารชนิด MALT
- ผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อยและมีอายุน้อยกว่า 60 ปี ที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยหาสาเหตุด้วยการส่องกล้อง
หรือได้รับการวินิจฉัยว่า มีภาวะอาหารไม่ย่อยเรื้อรังที่ไม่มีสาเหตุ (functional dyspepsia)
- ผู้ที่มีภาวะเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็กโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ผู้ที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำจากภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง
- ผู้ที่ใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (nonsteroidal antiinflammatory drugs, NSAIDs)
ระยะยาว หรือกำลังเริ่มใช้ยา aspirin ขนาดต่ำระยะยาว
- ผู้ที่มีประวัติครอบครัวสายตรงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร
- ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร
กรณีที่ผลตรวจเป็นลบแต่ยังคงมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้อง แน่นท้อง หรืออาหารไม่ย่อย ควรพิจารณาว่าผลตรวจอาจเป็นผลลบลวงจากปัจจัยรบกวน เช่น การใช้ยาลดกรดกลุ่ม PPIs การใช้ยาปฏิชีวนะ หรือการเก็บตัวอย่างที่ไม่ถูกต้อง และควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจซ้ำหรือตรวจหาสาเหตุอื่นของอาการต่อไป(6,8) ในกรณีที่ผลตรวจเป็นบวกแม้จะมีหรือไม่มีอาการก็ตาม แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาและกำจัดเชื้อ ทั้งนี้การรักษาจำเป็นต้องใช้ยาหลายชนิดร่วมกันตามสูตรที่แนะนำในแนวทางเวชปฏิบัติ ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง(9)
ชุดทดสอบการติดเชื้อ H. pylori จากอุจจาระเป็นวิธีการตรวจแบบไม่ส่องกล้องที่สะดวก มีความไวและความจำเพาะสูง สามารถใช้สำหรับการตรวจคัดกรองเบื้องต้นและติดตามผลการรักษา อย่างไรก็ตามการตรวจไม่ได้มีข้อบ่งชี้สำหรับทุกคนและผลตรวจอาจถูกรบกวนจากการใช้ยาบางชนิด หรือ การเก็บตัวอย่างที่ไม่เหมาะสม ดังนั้น ควรใช้ชุดทดสอบตามข้อบ่งชี้และปรึกษาแพทย์ เพื่อวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม
https://www.hip.co.th/product/helicobacter-pylori-antigen-dectection-kit/
https://www.spinreact.com/assets/files/Inserts/poct-2023/146887000-ihp-602-ce-en-pi-for-a0159.pdf.
|
|