หน่วยคลังข้อมูลยา
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ยาลดความดันโลหิตสำคัญอย่างไร?

โดย นศภ.พลอยชิสา ธีระพัฒน์ธัชกร ภายใต้คำแนะนำของ ผศ.ดร.ภก. สุรศักดิ์ วิชัยโย เผยแพร่ตั้งแต่ 27 มกราคม พ.ศ.2569 -- 31 views
 

ความดันโลหิตสูง (hypertension) เป็นโรคที่พบได้บ่อยโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ และมักจะมาพร้อมกับโรคร่วมอื่น ๆ เช่น ไขมันในเลือดสูง หรือเบาหวาน ทำให้ต้องรับประทานยาหลายชนิดเป็นประจำทุกวัน ผู้ป่วยหลายคนจึงอาจกำลังสงสัยว่าแท้จริงแล้วตนเองจำเป็นต้องใช้ยาไปตลอดชีวิตหรือไม่? ความดันโลหิตก็กลับเป็นปกติแล้ว หากหยุดยาจะอันตรายไหม? บทความนี้ขออธิบายถึงความสำคัญของการใช้ยาลดความดันโลหิต เพื่อไขข้อสงสัยเหล่านี้ รวมทั้งความเข้าใจผิดอื่น ๆ ของผู้ป่วย

โรคความดันโลหิตสูง

เมื่อตรวจวัดความดันโลหิต ผลที่ควรทราบ ได้แก่

- ค่าความดันโลหิตตัวบน (ขณะหัวใจบีบตัว) ในคนปกติควรมีค่าไม่เกิน 130 มิลลิเมตรปรอท

- ค่าความดันโลหิตตัวล่าง (ขณะหัวใจคลายตัว) ในคนปกติควรมีค่าไม่เกิน 80 มิลลิเมตรปรอท

และจะถือว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง เมื่อตรวจวัดที่โรงพยาบาลแล้วพบว่า ความดันโลหิตตัวบนมีค่าตั้งแต่ 140 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป และ/หรือความดันโลหิตตัวล่างมีค่าตั้งแต่ 90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป ติดต่อกันมากกว่า 1 ครั้ง(1)

สาเหตุ

ความดันโลหิตสูงที่พบได้บ่อยเป็นชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน(2-3) (รูปที่ 1) เช่น

- ความผิดปกติของฮอร์โมนที่ควบคุมการขับน้ำออกจากร่างกาย ที่เรียกสั้น ๆ ว่า RAAS (ย่อมาจาก Renin-Angiotensin-Aldosterone System)

- อายุที่มากขึ้น

- พฤติกรรมการรับประทานอาหารรสเค็ม มัน

- การไม่ออกกำลังกาย

- การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

- การสูบบุหรี่

- ความเครียด

- พันธุกรรม

รูปที่ 1 สาเหตุที่อาจทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง (ภาพนี้สร้างขึ้นโดยใช้โปรแกรม Canva)

การรักษา

ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่จะต้องรับประทานยาตลอดชีวิต เพื่อควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย (นั่นคือ มีค่าใกล้เคียงกับความดันโลหิตปกติ) ยกเว้น กรณีความดันโลหิตสูงที่ทราบสาเหตุแน่ชัดว่าเกิดจากโรคบางชนิด เช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินปกติ (hyperthyroidism) หรือทำงานน้อยกว่าปกติ (hypothyroidism) เนื้องอกของต่อมหมวกไตชนิดฟีโอโครโมไซโตมา (pheochromocytoma) ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (obstructive sleep apnea) หรือเกิดจากยาบางชนิดโดยเฉพาะเมื่อใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาคุมกำเนิดชนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจน ฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง (erythropoietin) และยาสเตียรอยด์ เป็นต้น(4) ซึ่งกรณีเหล่านี้ความดันโลหิตอาจกลับมาเป็นปกติเมื่อสามารถจัดการที่สาเหตุได้

ยาลดความดันโลหิตทำหน้าที่อย่างไร?

ยาลดความดันโลหิตมีหลายชนิด ซึ่งมีกลไกการออกฤทธิ์ลดความดันโลหิตแตกต่างกัน(5) (รูปที่ 2) ได้แก่

- ยาขยายหลอดเลือดแดง ทำให้แรงดันภายในหลอดเลือดลดลง

- ยาขับปัสสาวะ ซึ่งช่วยขับน้ำและเกลือออกจากหลอดเลือด

- ยายับยั้ง RAAS ที่เป็นหนึ่งในปัจจัยการเกิดโรคความดันโลหิตสูง

ทั้งนี้แพทย์อาจให้ผู้ป่วยใช้ยาลดความดันโลหิตเพียงชนิดเดียว หรือหลายชนิดร่วมกันเพื่อเสริมฤทธิ์ในการควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย

รูปที่ 2 กลไกการออกฤทธิ์ของยาลดความดันโลหิต (ภาพนี้สร้างขึ้นโดยใช้โปรแกรม Canva)

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับยาลดความดันโลหิต

ไม่มีอาการอะไร ไม่จำเป็นต้องใช้ยา?

ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงจำนวนมากมักไม่มีอาการใด ๆ แต่อาจพบว่าตนเองมีความดันโลหิตสูงโดยบังเอิญ เช่น จากการตรวจวัดความดันโลหิตที่หน่วยบริการสาธารณสุขต่าง ๆ อย่างไรก็ตามไม่มีอาการไม่ได้แปลว่าปลอดภัย(7) เนื่องจากโรคความดันโลหิตสูงสามารถทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะทุพลภาพหรือเสียชีวิตในภายหลังได้ เช่น เสี่ยงต่อการเป็นอัมพาตจากหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก(8) เป็นต้น นอกจากนี้กลุ่มผู้ป่วยที่ความดันโลหิตสูงเฉพาะเวลาอยู่ที่คลินิกหรือโรงพยาบาล (white coat hypertension) ซึ่งไม่ได้รับการรักษา พบความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดและการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเช่นกัน(9) ดังนั้นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงแม้จะไม่มีอาการก็ควรรับประทานยาอย่างต่อเนื่องและพบแพทย์ตามนัด

เมื่อรับประทานยาจนความดันโลหิตลดลงเป็นปกติ แปลว่าหายป่วย?

เมื่อรับประทานยาไปสักระยะ หากผู้ป่วยพบว่าความดันโลหิตลดลงจนกลับเป็นปกติแล้ว แสดงว่าร่างกายมีการตอบสนองต่อยาได้ดี แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยหายป่วยจากโรคความดันโลหิตสูงแล้ว เนื่องจากโรคนี้มักไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดและเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกันดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้า ซึ่งการควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยมีบทบาทสำคัญช่วยลดโอกาสที่จะเกิดผลเสียในระยะยาว ดังนั้นผู้ป่วยจึงไม่ควรหยุดใช้ยาด้วยตนเอง แม้ว่าความดันโลหิตจะลดลงจนเป็นปกติแล้ว(6)

ใช้ยาลดความดันโลหิตไปนาน ๆ ทำให้ตับและไตพัง?

ยาลดความดันโลหิตมักให้ประโยชน์ในการป้องกันความเสียหายต่อไตและหัวใจมากกว่า ในทางตรงกันข้าม หากปล่อยให้ความดันโลหิตสูงเป็นเวลานานสามารถทำให้ไตเสื่อมได้(8) อย่างไรก็ตามยาบางชนิดมีผลข้างเคียงที่ต้องระวัง เช่น ทำให้ระดับโพแทสเซียมในเลือดเปลี่ยนแปลง ความดันโลหิตต่ำกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้หน้ามืด เวียนศีรษะ ใจสั่น เป็นลม และหมดสติได้(10) ส่วนพิษต่อตับพบน้อยมาก(11) ทั้งนี้การใช้ยาลดความดันโลหิตภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ผู้ป่วยได้รับชนิดยาและขนาดยาที่เหมาะสม เช่น บางกรณีแพทย์อาจตรวจการทำงานของไตเพื่อประกอบการปรับขนาดยา(12) ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเกิดผลข้างเคียงจากยาได้

ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง

จากคำแนะนำของแนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูงในเวชปฏิบัติทั่วไป พ.ศ. 2567(1) ข้อควรปฏิบัติสำคัญ คือ

- รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ

- ไม่ลดขนาดยาหรือหยุดยาด้วยตนเอง

- หากลืมรับประทานยา ให้รับประทานทันทีที่นึกได้ แต่หากนึกได้เมื่อใกล้ถึงเวลารับประทานมื้อถัดไป ให้ข้ามมื้อที่ลืมไป แล้วรับประทานมื้อถัดไปตามปกติ โดยห้ามเพิ่มขนาดยาเป็นสองเท่าเพื่อทดแทนโดยเด็ดขาด

- ติดตามการรักษากับแพทย์อย่างต่อเนื่อง

- ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เช่น เน้นอาหารที่่ไม่่ผ่านกระบวนการแปรรููป จำกัดปริมาณเกลือให้ไม่เกิน 2 กรัมต่อวัน (เทียบเท่าเกลือแกง 1 ช้อนชา) ลดการปรุงรส ลดอาหารรสเค็ม ของทอด และเนื้อสัตว์ติดมัน

- ออกกำลังกายอย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ และควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม โดยทั่วไปควรมีค่าดัชนีมวลกาย (body mass index, BMI) เท่ากับ 18.5-22.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร และมีเส้นรอบเอวอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (สำหรับคนไทยรอบเอวผู้ชายควรน้อยกว่า 90 เซนติเมตร และผู้หญิงควรน้อยกว่า 80 เซนติเมตร)

- จำกััดหรืืองดเครื่่องดื่่มแอลกอฮอล์์

- เลิกบุหรี่

บทสรุป

โรคความดันโลหิตสูงเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน การใช้ยาลดความดันโลหิตจะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่อหัวใจ ไต และสมอง ดังนั้นการรับประทานยาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรม เช่น ลดปริมาณเกลือและไขมันในอาหาร ออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก และงดบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จึงมีความสำคัญเพื่อให้การรักษาโรคความดันโลหิตสูงมีประสิทธิภาพมากที่สุด นอกจากนี้ หากผู้ป่วยมีข้อสงสัยหรือเกิดอาการผิดปกติขณะใช้ยาลดความดันโลหิต สามารถขอคำปรึกษาได้จากเภสัชกรร้านยาใกล้บ้าน ซึ่งจะช่วยให้คำแนะนำเบื้องต้นในการปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม

เอกสารอ้างอิง

  1. สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย. แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูงในเวชปฏิบัติทั่วไป พ.ศ. 2567 [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย; 2567 [เข้าถึงเมื่อ 18 ก.ย. 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://thaihypertension.org/wp-content/uploads/2025/07/Guideline2024.pdf.
  2. Carretero OA, Oparil S. Essential hypertension. Part I: definition and etiology. Circulation. 2000;101(3):329-35. doi: 10.1161/01.cir.101.3.329.
  3. Fountain JH, Kaur J, Lappin SL. Physiology, Renin Angiotensin System. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2023 [cited 2025 Sep 18]. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK470410/.
  4. Charles L, Triscott J, Dobbs B. Secondary Hypertension: Discovering the Underlying Cause. Am Fam Physician. 2017; 96(7):453-461.
  5. Khalil H, Zeltser R. Antihypertensive Medications. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2023 [cited 2025 Sep 18]. Available from: https://www.ncbi. nlm.nih.gov/books/NBK554579/.
  6. van der Wardt V, Harrison JK, Welsh T, et al. Withdrawal of antihypertensive medication: a systematic review. J Hypertens. 2017;35(9):1742-1749. doi: 10.1097/HJH.000000000000 1405.
  7. World Health Organization. Hypertension [Internet]. Geneva: World Health Organization; 2023 Mar 16 [cited 2025 Sep 18]. Available from: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/hypertension.
  8. Fuchs, Flávio D. Whelton, Paul K. High Blood Pressure and Cardiovascular Disease. Hypertension. 2020; 75(2): 285-292. doi:10.1161/HYPERTENSIONAHA.119.14240.
  9. Huang Y, Huang W, Mai W, et al. White-coat hypertension is a risk factor for cardiovascular diseases and total mortality. J Hypertens. 2017;35(4):677-688. doi: 10.1097/HJH.0000000000001226.
  10. Khalil H, Zeltser R. Antihypertensive Medications. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2023 [cited 2025 Sep 23]. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK554579/.
  11. National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. Antihypertensive Agents. In: LiverTox: Clinical and Research Information on Drug-Induced Liver Injury [Internet]. Bethesda (MD): National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases; 2020 [cited 2025 Sep 23]. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK548011/.
  12. Grossman E, Messerli FH. Long-term safety of antihypertensive therapy. Prog Cardiovasc Dis. 2006;49(1):16-25. doi: 10.1016/j.pcad.2006.06.002.

คำค้นที่เกี่ยวข้อง:
ความดันโลหิตสูง ยาลดความดัน
 
คลิปความรู้เรื่องยา

EP.4 ยาอันตรายควบคุม (Controlled dangerous drugs)

ดูคลิปทั้งหมด

ข่าวยาล่าสุด
    ดูข่าวยาทั้งหมด


หน่วยคลังข้อมูลยา

447 ถ.ศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
 
ออกแบบและพัฒนาโดย งานเทคโนโลยีสารสนเทศฯ คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล
Copyright © 2013-2020
 
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เราใช้เทคโนโลยีคุกกี้เพื่อช่วยให้เว็บไซต์ทำงานได้อย่างถูกต้อง การเปิดให้ใช้คุณสมบัติทางโซเชียลมีเดีย และเพื่อวิเคราะห์การเข้าเว็บไซต์ของเรา การใช้งานเว็บไซต์ต่อถือว่าคุณยอมรับการใช้งานคุกกี้