|
หากรับประทานยาคุมกำเนิดชนิดรับประทานรายเดือนอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ การคุมกำเนิดจะมีประสิทธิภาพต่อเนื่องตราบเท่าที่ยังรับประทานยาตามคำแนะนำ รวมถึงช่วงเว้นฮอร์โมนไม่เกิน 7 วันของแต่ละรอบการใช้ยา แต่ผลป้องกันการตั้งครรภ์จากยาคุมจะสิ้นสุดลงเมื่อไม่ได้เริ่มแผงใหม่ ดังนั้นหากมีเพศสัมพันธ์หลังหยุดรับประทานยาเกินช่วงเวลาดังกล่าวโดยไม่ได้ใช้วิธีคุมกำเนิดอื่น จะมีโอกาสตั้งครรภ์ใกล้เคียงกับการไม่ได้ใช้ยา [1]
กรณีมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยประมาณ 1-2 สัปดาห์หลังหยุดรับประทานยาคุมกำเนิด ซึ่งอาจเกินช่วงเวลาที่ฤทธิ์คุมกำเนิดจากยาเดิมยังคงให้การป้องกันได้ [1] แม้ว่าจะใช้วิธีหลั่งนอกและมั่นใจว่าไม่มีการหลั่งในช่องคลอด แต่วิธีดังกล่าวไม่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้อย่างสมบูรณ์ สำหรับเลือดที่ออกกะปริบกะปรอยหลังหยุดรับประทานยาคุมกำเนิด อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนภายหลังการหยุดยา ซึ่งอาจทำให้เกิดเลือดออกผิดปกติหรือรอบเดือนเปลี่ยนแปลงได้ และในบางรายอาจต้องใช้เวลาระยะมากกว่าหนึ่งรอบเดือนจะกลับมาเป็นปกติ [2,3] หากประจำเดือนขาดหรือมาช้ากว่าปกติ และมีความกังวลเรื่องการตั้งครรภ์ แนะนำให้ตรวจการตั้งครรภ์ด้วยชุดตรวจปัสสาวะ โดยตรวจประมาณ 21 วันหลังการมีเพศสัมพันธ์ครั้งล่าสุดที่ไม่ได้ป้องกัน เพื่อให้ผลตรวจมีความน่าเชื่อถือ หากผลตรวจเป็นลบแต่ประจำเดือนยังไม่มา ควรตรวจซ้ำภายใน 1 สัปดาห์ หรือปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุเพิ่มเติม
Reference:
1. Faculty of Sexual & Reproductive Healthcare (FSRH). FSRH Guideline (January 2019) combined hormonal contraception. BMJ Sex Reprod Health. 2019 Jan;45:1-93.
2. Barretta M, Grandi G. Understanding problematic bleeding when using contraception: guidance for clinicians. Open Access J Contracept. 2025 Oct 14;16:131-45.
3. Cleveland Clinic. Withdrawal bleeding [Internet]. Cleveland (OH): Cleveland Clinic; 2025 Jan 4 [updated 2025 Apr 1; cited 2026 Jun 26]. Available from: https://my.clevelandclinic.org/health/symptoms/withdrawal-bleeding
Keywords:
ยาคุมกำเนิดชนิดรับประทาน, การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน, การตั้งครรภ์, การหยุดยาคุมกำเนิด, เลือดออกกะปริบกะปรอย
|
|