ติดต่อเรา
 

NEW!! Download เอกสารประกอบการประชุมที่ผ่านมา



ประกาศ !! คะแนน CPE จากงานประชุมของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล ทุกงานประชุม จะถูกส่งเข้าระบบสภาฯภายใน 30 วันหลังงานประชุม
รู้ทันการสูงวัย จากพื้นฐานสู่การดูแลผิวของผู้สูงวัยอย่างมีหลักฐานเชิงประจักษ์ (Smart aging from basic to evidence-based skin anti-aging)

ปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลให้การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมของผู้สูงอายุมีความสำคัญยิ่งขึ้น โดยหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาที่เห็นได้ชัดเจนและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยคือ ผิวหนัง ซึ่งเป็นอวัยวะที่ห่อหุ้มร่างกาย เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ผิวหนังจะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับโครงสร้างและหน้าที่การทำงาน ปัจจัยเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดริ้วรอยและความหย่อนคล้อย แต่ยังนำไปสู่ปัญหาสุขภาพผิวที่ซับซ้อน เช่น ภาวะผิวแห้งคัน โรคผิวหนังอักเสบ การติดเชื้อ ที่ผิวหนัง รวมถึงความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับในผู้สูงอายุที่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว ซึ่งหากไม่ได้รับการประเมินและดูแลอย่างถูกวิธี อาจลุกลามจนกลายเป็นปัญหาสุขภาพที่รุนแรงได้ นอกจากการรักษาโรคผิวหนังพื้นฐานแล้ว ในปัจจุบันผู้สูงอายุและผู้ดูแลยังให้ความสนใจในการดูแลสุขภาพผิวพรรณเพื่อชะลอวัย (anti-aging) กันมากขึ้น ทั้งการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร การเลือกใช้เวชสำอางที่มีส่วนผสมออกฤทธิ์จำเพาะ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ เช่น การฉีดสารเติมเต็ม (filler) หรือเครื่องมือยกกระชับต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงข้อมูลที่หลากหลายในปัจจุบันอาจทำให้เกิดความสับสนในการเลือกวิธีดูแลรักษา บุคลากรทางการแพทย์โดยเฉพาะเภสัชกร จึงมีบทบาทสำคัญในการคัดกรองข้อมูล ค้นหาหลักฐานเชิงประจักษ์ (evidence-based) เพื่อให้คำแนะนำที่ถูกต้อง เหมาะสม และปลอดภัย รวมถึงการตระหนักถึงอันตรายจากการใช้ยาประจำตัวที่อาจเกิดปฏิกิริยากับการทำหัตถการความงาม ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงเห็นสมควรจัดโครงการประชุมวิชาการเรื่อง รู้ทันการสูงวัย จากพื้นฐานสู่การดูแลผิวของผู้สูงวัยอย่างมีหลักฐานเชิงประจักษ์ (smart aging from basic to evidence-based skin anti-aging) เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ตั้งแต่พื้นฐานสรีรวิทยาผิวหนังในผู้สูงวัย การจัดการโรคผิวหนังที่พบบ่อย ไปจนถึงการอัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีความงามและผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยมุ่งเน้นให้ผู้เข้าร่วมประชุมสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการดูแล ป้องกัน และให้คำปรึกษาแก่ผู้สูงวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และสอดคล้องกับหลักวิชาการสากล

รายละเอียดงานประชุม | รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม | สมัคร Online


หลักสูตรการฝึกอบรมระยะสั้นการบริบาลทางเภสัชกรรม(รอบที่ 3) ประจำปีงบประมาณ 2569

เภสัชกรเป็นอีกวิชาชีพหนึ่งที่มีความเชี่ยวชาญในด้านยา การบริบาลทางเภสัชกรรมร่วมกับสหสาขาวิชาชีพสามารถเพิ่มคุณภาพการดูแลผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ผู้ป่วยได้รับประสิทธิภาพที่ดีจากยา การลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากยา การลดค่าใช้จ่าย การเพิ่มคุณภาพชีวิต การลดระยะเวลาในการรักษาตัวรวมถึงลดอัตราการเสียชีวิตได้ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เห็นความสำคัญของการบริบาลทางเภสัชกรรมในผู้ป่วยกลุ่มนี้ จึงร่วมมือกับวิทยาลัยเภสัชบำบัด แห่งประเทศไทย และ/หรือ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และ/หรือ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และ/หรือ สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ และ/หรือ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และ/หรือ สถาบัน ไตภูมิราชนครินทร์ เพื่อทำหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นการบริบาลทางเภสัชกรรม เพื่อมุ่งเน้นให้เภสัชกรที่เข้ารับการฝึกอบรมสามารถดูแลผู้ป่วย ในแต่ละโรค ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยวิกฤต ผู้ป่วยโรคติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยโรคมะเร็งชนิดก้อน ผู้ป่วยโรคระบบประสาท ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคไต ได้อย่างเหมาะสม โดยมีคณาจารย์จากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และคณาจารย์จากแหล่งฝึกให้การดูแลอย่างใกล้ชิด

รายละเอียดงานประชุม | รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม | สมัคร Online


ความก้าวหน้าทางเภสัชวิทยาของยาใหม่ ครั้งที่ 24

วิทยาการสาขาเภสัชวิทยาในปัจจุบันก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ข้อมูลทางวิชาการใหม่ ๆ เพิ่มพูนขึ้น ทำให้เภสัชกรและบุคลากรทางสาธารณสุขจำเป็นต้องติดตามความก้าวหน้าเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ ดังจะเห็นได้ว่าในแต่ละปีมียาชนิดใหม่ ได้รับการขึ้นทะเบียนและนำมาใช้ในทางการแพทย์มากมาย จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่เภสัชกรและบุคลากรทางสาธารณสุขจะต้องเข้าใจเภสัชวิทยาของยาเหล่านี้เพื่อนำความรู้มาประกอบการพิจารณาคัดเลือกยาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วย ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มีการจัดการประชุมวิชาการความก้าวหน้าทางเภสัชวิทยาของยาใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อทบทวนและเพิ่มพูนความรู้ด้านเภสัชวิทยาที่ทันสมัยแก่ผู้เข้าอบรมอย่างสม่ำเสมอ โดยในการจัดการประชุมวิชาการในครั้งนี้จะเป็นการทบทวนความรู้เภสัชวิทยาของกลุ่มยาที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และเภสัชวิทยาของยาใหม่ ได้แก่ เภสัชวิทยาของยาใหม่สำหรับรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด เภสัชวิทยาและแนวทางการใช้ยากลุ่มยาปฏิชีวนะชนิดใหม่ ความก้าวหน้าของยารักษาโรคเกาต์และโรคข้อกระดูกเสื่อม เภสัชวิทยาของกลุ่มยาชนิดใหม่ที่ใช้รักษาโรคในระบบทางเดินอาหาร กลุ่มยาใหม่ที่ใช้รักษาโรคมะเร็งเต้านม รวมทั้งเภสัชวิทยาของยาระงับปวดและยาที่ใช้ในระบบประสาทส่วนกลางชนิดใหม่สำหรับการรักษาโรคอัลไซเมอร์ เป็นต้น

รายละเอียดงานประชุม | รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม | สมัคร Online


PharmaBiochem Ignite จุดประกายความรู้สู่โลกชีวเคมีและเภสัชศาสตร์” ครั้งที่ 2

ในปัจจุบัน วิทยาศาสตร์สาขาชีวเคมีและเภสัชศาสตร์เป็นศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาด้านสุขภาพและการรักษาโรคต่าง ๆ และการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ การคิดค้นยาใหม่ และการดูแลสุขภาพของมนุษย์ ความเข้าใจในกระบวนการชีวเคมี เช่น การทำงานของเอนไซม์ การสังเคราะห์โปรตีน และการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย รวมถึงการศึกษาผลกระทบของยาในระบบต่าง ๆ ล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ นอกจากนี้การเรียนรู้และความเข้าใจในศาสตร์เหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญที่สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดสู่การค้นคว้าวิจัย นวัตกรรม และการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมยา ในขณะเดียวกัน นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายเป็นช่วงวัยที่เหมาะสมสำหรับการค้นหาความสนใจและพัฒนาศักยภาพของตนเอง การเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ศึกษาและฝึกปฏิบัติในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับชีวเคมีและเภสัชศาสตร์ จะช่วยให้พวกเขาเห็นความสำคัญของศาสตร์เหล่านี้ในการแก้ไขปัญหาสุขภาพของมนุษย์ การส่งเสริมให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายมีโอกาสเรียนรู้และฝึกปฏิบัติในสาขาที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นการสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้พวกเขาเกิดความสนใจในสายงานวิทยาศาสตร์สุขภาพ อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อการเลือกเส้นทางการศึกษาต่อและอาชีพในอนาคต โครงการนี้ถูกออกแบบมาให้มีกิจกรรมที่น่าสนใจและหลากหลาย เช่น การทดลองทางชีวเคมีที่นักเรียนสามารถลงมือทำเอง การเรียนรู้กระบวนการพัฒนายาอย่างง่าย หรือการจำลองสถานการณ์จริงในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้และสนุกไปพร้อมกับการพัฒนาทักษะทางวิทยาศาสตร์ อาทิ การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกับผู้อื่น โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการทางชีวเคมีในบริบทของเภสัชศาสตร์ จึงถูกจัดขึ้นเพื่อมอบโอกาสให้นักเรียนได้สัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ในเชิงลึกผ่านการปฏิบัติจริง โดยเน้นกระบวนการคิดเชิงวิเคราะห์ การทดลองทางวิทยาศาสตร์ และการประยุกต์ใช้ความรู้ในสถานการณ์จริง ซึ่งจะช่วยพัฒนาทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติเชิงบวกต่อวิทยาศาสตร์สุขภาพ นอกจากนี้โครงการยังเป็นเวทีให้นักเรียนได้พูดคุยและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญในสาขา เช่น นักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สาขาชีวเคมีและเภสัชศาสตร์หรือเภสัชกร เพื่อช่วยเติมเต็มมุมมองที่ลึกซึ้งและสร้างความเข้าใจในบทบาทของชีวเคมีในชีวิตประจำวัน ด้วยเหตุนี้ การจัดโครงการดังกล่าวจึงไม่เพียงแต่เป็นการพัฒนาความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนยุคใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนที่จะเติบโตเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพในอนาคต อีกทั้งยังสอดคล้องกับเป้าหมายในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อสนับสนุนการเติบโตของประเทศในด้านวิทยาศาสตร์และสุขภาพอย่างยั่งยืน

รายละเอียดงานประชุม | รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม | สมัคร Online


โครงการอบรมทางวิชาการ เรื่อง การประเมินต้นทุน ผลลัพธ์ และความคุ้มค่า ในการจัดบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข

ในปัจจุบันระบบบริการสาธารณสุขต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านทรัพยากรและงบประมาณ ขณะที่ความ ต้องการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากโครงสร้างประชากรที่ เปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ความซับซ้อนของโรคเรื้อรังที่ต้องดูแลในระยะยาว ตลอดจนความคาดหวังของ ประชาชนต่อคุณภาพการรักษาพยาบาลที่ได้มาตรฐานและครอบคลุมทุกมิติ ภายใต้บริบทเช่นนี้ โรงพยาบาล จำเป็นต้องบริหารจัดการทรัพยากรและงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยอาศัยข้อมูล เชิงประจักษ์ที่สะท้อนทั้งต้นทุนและผลลัพธ์ของการดำเนินงาน รวมทั้งความคุ้มค่าทางการเงินเมื่อเทียบกับค่าบริการ เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนและพัฒนาการจัดบริการให้มีประสิทธิภาพ และเกิดความยั่งยืนทางการเงิน การประเมินต้นทุนและผลลัพธ์ (Cost and Outcome Assessment) จึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ ผู้บริหารโรงพยาบาลและบุคลากรที่เกี่ยวข้องสามารถทำความเข้าใจโครงสร้างต้นทุนและปัจจัยที่มีผลต่อต้นทุน คุณภาพ ประสิทธิผล ตลอดจนประเมินความคุ้มค่าทางการเงินหรือความคุ้มทุนและความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของ การให้บริการด้านสุขภาพ การมีข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนจะเอื้อให้โรงพยาบาลสามารถบริหารจัดการต้นทุน อัตรา ค่าบริการ และเปรียบเทียบความคุ้มค่าของทางเลือกด้านการรักษาและรูปแบบการจัดบริการต่าง ๆ ได้อย่างเป็นระบบ อีกทั้งยังเป็นหลักฐานเชิงวิชาการในการสนับสนุนการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อหน่วยงานกำกับดูแลและผู้กำหนด นโยบายด้านสาธารณสุข ซึ ่งจำเป็นในการบริหารจัดการโรงพยาบาล นอกจากนี้ ยังจะก่อให้เกิดผลการรักษาและ คุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้รับบริการ อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของระบบสุขภาพด้วย ด้วยเหตุนี้ การจัดอบรมเชิงวิชาการเรื่อง “การประเมินต้นทุน ผลลัพธ์ และความคุ้มค่า ในการจัดบริการทาง การแพทย์และสาธารณสุข” จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากจะเป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้อง ทั้งในมิติของทฤษฎีและการประยุกต์ใช้จริงในการบริหารจัดการโรงพยาบาล การอบรม ในครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพของผู้บริหาร บุคลากรสาธารณสุข นักวิชาการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ให้สามารถนำความรู้และทักษะไปใช้ในการวางแผน พัฒนา และยกระดับคุณภาพการให้บริการสุขภาพให้มี ประสิทธิภาพ คุ้มค่า และยั่งยืนต่อไปการประเมินต้นทุนและผลลัพธ์ (Cost and Outcome Assessment) จึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริหารโรงพยาบาลและบุคลากรที่เกี่ยวข้องสามารถทำความเข้าใจโครงสร้างต้นทุนและปัจจัยที่มีผลต่อต้นทุน คุณภาพ ประสิทธิผล ตลอดจนประเมินความคุ้มค่าทางการเงินหรือความคุ้มทุนและความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของการให้บริการด้านสุขภาพ การมีข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนจะเอื้อให้โรงพยาบาลสามารถบริหารจัดการต้นทุน อัตราค่าบริการ และเปรียบเทียบความคุ้มค่าของทางเลือกด้านการรักษาและรูปแบบการจัดบริการต่าง ๆ ได้อย่างเป็นระบบ อีกทั้งยังเป็นหลักฐานเชิงวิชาการในการสนับสนุนการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อหน่วยงานกำกับดูแลและผู้กำหนดนโยบายด้านสาธารณสุข ซึ่งจำเป็นในการบริหารจัดการโรงพยาบาล นอกจากนี้ ยังจะก่อให้เกิดผลการรักษาและคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้รับบริการ อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของระบบสุขภาพด้วย ด้วยเหตุนี้ การจัดอบรมเชิงวิชาการเรื่อง “การประเมินต้นทุน ผลลัพธ์ และความคุ้มค่า ในการจัดบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข” จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากจะเป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้อง ทั้งในมิติของทฤษฎีและการประยุกต์ใช้จริงในการบริหารจัดการโรงพยาบาล การอบรม ในครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพของผู้บริหาร บุคลากรสาธารณสุข นักวิชาการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ให้สามารถนำความรู้และทักษะไปใช้ในการวางแผน พัฒนา และยกระดับคุณภาพการให้บริการสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และยั่งยืนต่อไป

รายละเอียดงานประชุม | รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม | สมัคร Online


โครงการ Proteomics 360 - 2026 Transforming Your Samples into Biological Insights

ด้วยคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีพันธกิจหลักในการสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการและวิจัยเพื่อสุขภาวะของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมพร้อมรองรับการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลให้การวิจัยและพัฒนาด้านชีวโมเลกุลเพื่อการวินิจฉัยและการรักษาอย่างแม่นยำมีความสำคัญเร่งด่วน หน่วยวิจัยชีวเภสัชศาสตร์เพื่อสุขภาวะวัยชรา (Centre of Biopharmaceutical Science for Healthy Ageing) จึงได้มุ่งเน้นการใช้นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงเพื่อค้นหาคำตอบทางชีวภาพที่ซับซ้อน โดยมีเทคโนโลยี Proteomics ผ่านเครื่อง Liquid Chromatography-Tandem Mass Spectrometry (LC-MS/MS) เป็นเครื่องมือหลักในการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของโปรตีนในระดับลึก ซึ่งถือเป็นเทรนด์การวิจัยระดับโลกที่มีศักยภาพสูงในการขับเคลื่อนนวัตกรรมสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว จำเป็นต้องอาศัยทักษะเฉพาะทาง ที่ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการเตรียมตัวอย่าง การใช้เครื่องมือขั้นสูง และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงชีวสารสนเทศ (Bioinformatics) เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับมาตรฐานวิชาการและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทางหน่วยวิจัยฯ จึงเล็งเห็นความจำเป็นในการจัดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการนี้ขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพและสร้างเครือข่ายความร่วมมือของบุคลากรด้านวิจัยใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ อาจารย์ เพื่อต่อยอดองค์ความรู้และบูรณาการสู่การเรียนการสอน นักวิจัย เพื่อพัฒนาทักษะเชิงเทคนิคในการผลิตผลงานวิจัยที่มีมาตรฐานสากล และ ภาคเอกชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพเชิงพาณิชย์ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ การจัดการประชุมในรูปแบบการฝึกปฏิบัติจริงจากตัวอย่างงานวิจัย (Hands-on Workshop) นี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มพูนทักษะแก่ผู้เข้าร่วมอบรม แต่ยังเป็นการตอกย้ำบทบาทของสถาบันในการเป็นศูนย์กลางทางวิชาการด้านชีวเภสัชศาสตร์ และเป็นการบูรณาการทรัพยากรภายในหน่วยงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตลอดจนสร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์ความรู้ด้านสุขภาวะวัยชราของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

รายละเอียดงานประชุม | รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม | สมัคร Online


PCR for All เวิร์กชอปพื้นฐานเทคนิคขยายดีเอ็นเอเพื่อทุกคน

ปัจจุบันเทคโนโลยีชีวภาพและวิทยาศาสตร์โมเลกุลมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านการแพทย์ เกษตรกรรม อุตสาหกรรมอาหาร หรือการวิจัยทางชีววิทยา เทคนิค PCR (Polymerase Chain Reaction) Real-time PCR และ Gel Electrophoresis ล้วนเป็นเครื่องมือพื้นฐานในสาขาเหล่านี้ที่นักวิทยาศาสตร์และผู้ปฏิบัติงานจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจ การทำ PCR และ Real-time PCR ช่วยในการเพิ่มปริมาณและตรวจวัดสารพันธุกรรมอย่างจำเพาะเจาะจง ซึ่งมีบทบาทตั้งแต่การวินิจฉัยโรค (เช่น การตรวจเชื้อก่อโรคหรือการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรม) ไปจนถึงการศึกษาการแสดงออกของยีน ในขณะที่ เทคนิค Gel Electrophoresis ใช้ในการแยกชิ้นส่วนดีเอ็นเอ/อาร์เอ็นเอหรือโปรตีนตามขนาด เป็นวิธีสำคัญในการตรวจสอบผลลัพธ์ของการทดลองทางอณูชีววิทยา เช่น การตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่ได้จาก PCR ทั้งสามเทคนิคนี้ถือเป็นทักษะพื้นฐานที่ผู้สนใจด้านชีววิทยาโมเลกุลควรได้ฝึกฝน เนื่องจากหลักสูตรด้านชีวTechnologyและชีววิทยาสมัยใหม่ทั่วโลกต่างบรรจุการฝึกปฏิบัติ PCR และการรันเจลเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นและคุณค่าของทักษะดังกล่าวในการต่อยอดสู่อาชีพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพ การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเทคนิคโมเลกุลพื้นฐานนี้มีส่วนช่วยส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้านอาชีพในสาขาเทคโนโลยีชีวภาพและวิทยาศาสตร์อย่างเป็นรูปธรรม ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้และฝึกฝนทักษะห้องปฏิบัติการที่จำเป็น อันได้แก่การทำ PCR และการรัน Gel Electrophoresis ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในงานวิจัยและอุตสาหกรรมด้านชีวภาพ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านการแพทย์ การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ การตรวจสอบคุณภาพทางอาหารและสิ่งแวดล้อม หรือการปรับปรุงพันธุกรรมพืชและสัตว์ ทักษะเหล่านี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้ผู้เข้าร่วมสามารถต่อยอดสู่อาชีพนักวิทยาศาสตร์ นักเทคนิคการแพทย์ นักวิจัย หรือผู้เชี่ยวชาญด้านชีวเทคโนโลยีได้ในอนาคต การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่มีประสิทธิผลจำเป็นต้องควบคู่ไปกับการลงมือปฏิบัติจริง โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการนี้มุ่งเน้นการเปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปได้เข้าถึงประสบการณ์ปฏิบัติการจริงในห้องทดลอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เรียนส่วนใหญ่อาจไม่เคยได้รับมาก่อนในการศึกษาในระบบปกติ เนื่องจากข้อจำกัดด้านทรัพยากรและอุปกรณ์ ห้องปฏิบัติการเคมีชีวะระดับสูงอย่างเครื่อง Thermal Cycler สำหรับ PCR หรืออุปกรณ์ Gel Electrophoresis มักมีอยู่เฉพาะในสถาบันการศึกษาหรือศูนย์วิจัย การจัดเวิร์กช็อปครั้งนี้จะทำให้ผู้เข้าร่วมได้ทดลองใช้เครื่องมือจริง เตรียมสารตัวอย่างจริง และแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจริงระหว่างการทดลอง ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้แบบลงมือทำ (hands-on learning) อย่างเต็มที่ สำหรับเยาวชนและบุคคลทั่วไป การได้ลงมือทำการทดลองที่ซับซ้อนอย่าง PCR หรือการแยกสารพันธุกรรมด้วยไฟฟ้า จะสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่น่าตื่นเต้นและน่าจดจำ เป็นการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านการลงมือทำจริง ซึ่งช่วยให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจเนื้อหาได้ลึกซึ้งกว่าการฟังบรรยายหรือท่องจำตำรา นอกจากนี้ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจแต่ขาดโอกาสทางการศึกษาได้สัมผัสกับเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างใกล้ชิด ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม ฝึกความละเอียดรอบคอบและวินัยในห้องปฏิบัติการ ตลอดจนเรียนรู้ข้อผิดพลาดผ่านการลองผิดลองถูก ซึ่งเป็นหัวใจของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การอบรมเชิงปฏิบัติการเทคนิค PCR และ Gel Electrophoresis สำหรับเยาวชนและประชาชนทั่วไปนี้ มีหลักการและเหตุผลรองรับอย่างชัดเจนในหลายมิติ ทั้งการส่งเสริมทักษะอาชีพด้านเทคโนโลยีชีวภาพ การเปิดโอกาสการเรียนรู้แบบปฏิบัติจริง ตลอดจนการตอบสนองต่อนโยบายชาติด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์และกำลังคน โครงการนี้จะช่วยยกระดับสมรรถนะและศักยภาพของผู้เข้าร่วม ให้พร้อมก้าวสู่ยุคใหม่ที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีบทบาทนำ อีกทั้งเป็นการวางรากฐานในการพัฒนากำลังคนคุณภาพให้กับประเทศตามวิสัยทัศน์ไทยแลนด์ 4.0 และโมเดลเศรษฐกิจ BCG อันจะส่งผลให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไปในอนาคต

รายละเอียดงานประชุม | รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม | สมัคร Online


นักวิจัยเภสัชภัณฑ์รุ่นเยาว์ ครั้งที่ 2 (The 2nd Young Pharmaceutical Researcher)

ในปัจจุบันอุตสาหกรรมยา เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีการแข่งขันสูง ส่งผลให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้องอาศัยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมถึงความรู้ความเชี่ยวชาญในหลากหลายด้าน ตั้งแต่การออกแบบและพัฒนาสูตรตำรับ การคัดเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพ การพัฒนากระบวนการผลิต การทดสอบความคงตัว การประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัย ไปจนถึงการศึกษาชีวสมมูลในมนุษย์ นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนแนวโน้มและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เภสัชกรที่ทำงานในสายงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จึงต้องมีความรู้ที่ลึกซึ้งในหลายศาสตร์ ทั้งด้านเคมี เทคโนโลยีเภสัชกรรม เภสัชจลนศาสตร์ และการควบคุมคุณภาพ รวมถึงต้องมีทักษะในการวิจัย การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา อย่างไรก็ตาม เยาวชนไทยส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจในบทบาทของเภสัชกรด้านการวิจัยและพัฒนา และมักจะรู้จักเภสัชกรเฉพาะในบทบาทของการจ่ายยาในร้านยาหรือโรงพยาบาลเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัย หนึ่งในสถาบันชั้นนำทางด้านการศึกษาเภสัชศาสตร์ของประเทศ จึงได้จัดทำโครงการ นักวิจัยเภสัชภัณฑ์รุ่นเยาว์ (Young Pharmaceutical Researcher) ขึ้น เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้และเข้าใจกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์สุขภาพ อย่างครบวงจร ผ่านการฝึกปฏิบัติและเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ โดยเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้เรียนรู้แนวทางการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยา เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์สุขภาพ ตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ โดยเน้นบริบทของอุตสาหกรรมยา เครื่องสำอาง และสุขภาพของประเทศไทย เยาวชนจะได้เรียนรู้วิธีคิดของการคัดเลือกสารสำคัญ รูปแบบของเภสัชภัณฑ์ แนวทางการออกแบบสูตรตำรับ การศึกษาความคงตัว และประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้ฝึกทักษะการเข้าสังคม ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ทักษะการสื่อสาร รวมถึงทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์และเชิงวิพากษ์ ซึ่งจะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจและเปิดโลกทัศน์ให้เยาวชนได้เห็นโอกาสในการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมที่หลากหลาย อันจะนำไปสู่การพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยา เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของประเทศในอนาคต

รายละเอียดงานประชุม | รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม | สมัคร Online


การควบคุมคุณภาพทางจุลชีววิทยาของผลิตภัณฑ์สมุนไพร

การเปิดเขตการค้าเสรีภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community AEC) ทำให้เกิดการแบ่งปันทางการค้าระหว่างประเทศในกลุ่มสมาชิก เป็นการเพิ่มช่องทางการค้า และเปิดโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะประเทศไทยที่ได้เข้าร่วมกลุ่มสมาชิก อันส่งผลให้อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพรในประเทศจำเป็นต้องปรับระบบการผลิตให้สอดคล้องและเป็นไปตามข้อกำหนดสากลดังนั้น ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ตลอดจนบุคลากรผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจ รวมถึงทักษะในการปฏิบัติงานที่เป็นไปตามมาตรฐาน เพื่อให้เกิดการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพทัดเทียมต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม สมุนไพรมีความเสี่ยงสูงต่อการปนเปื้อนของจุลชีพ เนื่องจากกระบวนการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การแปรรูป และการเก็บรักษาวัตถุดิบ ที่เป็นปัจจัยส่งผลให้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรอาจปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือจุลชีพอื่น ๆ ซึ่งอาจมีผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพ ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ รวมถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค การควบคุมคุณภาพทางจุลชีววิทยาของผลิตภัณฑ์สมุนไพรจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง การปนเปื้อนของจุลชีพไม่เพียงลดคุณภาพของผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่บางชนิดยังอาจสร้างสารพิษหรือก่อให้เกิดการติดเชื้อในผู้บริโภคได้ นอกจากนี้ การขาดมาตรฐาน การผลิตที่เหมาะสม (Good Manufacturing Practice – GMP for Herbal Products) และการตรวจสอบคุณภาพทางจุลชีววิทยา ที่สอดคล้องกับแนวทางสากล เช่น World Health Organization (WHO) United States Pharmacopoeia (USP) European Pharmacopoeia (EP) และ Thai Herbal Pharmacopeia (THP) อาจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาและส่งออกผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย ภาควิชาจุลชีววิทยา ร่วมกับ ศูนย์วิเคราะห์คุณภาพผลิตภัณฑ์ (ฝ่ายจุลชีววิทยา) คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เล็งเห็นความสำคัญของการเสริมสร้างองค์ความรู้และความเข้าใจในด้านการควบคุมคุณภาพทางจุลชีววิทยาของผลิตภัณฑ์สมุนไพร จึงจัดประชุมวิชาการเภสัชจุลชีววิทยา ครั้งที่ 8 เรื่อง “การควบคุมคุณภาพ ทางจุลชีววิทยาของผลิตภัณฑ์สมุนไพร” เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ไทยให้สอดคล้อง กับข้อกำหนดสากล การจัดประชุมวิชาการครั้งนี้จะเป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้ระหว่างนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสมุนไพร เพื่อส่งเสริมให้เกิดการบูรณาการองค์ความรู้ด้าน เภสัชจุลชีววิทยาเข้ากับระบบประกันคุณภาพผลิตภัณฑ์สมุนไพรอย่างเป็นรูปธรรม

รายละเอียดงานประชุม | รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม | สมัคร Online


โครงการสัมมนา เชิงปฏิบัติการ การควบคุมน้ำหนักอย่างยั่งยืน (Sustainable Weight Management Workshop)

ปัญหาน้ำหนักเกินและภาวะอ้วนเป็นหนึ่งในความท้าทายด้านสาธารณสุขที่สำคัญในปัจจุบัน ซึ่งสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของโรคไม่ ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable diseases NCDs) เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง และภาวะ ไขมันในเลือดผิดปกติ แม้ว่าจะมีข้อมูลความรู้และแนวทางการลดน้ำหนักเผยแพร่อย่างแพร่หลาย แต่พบว่าการควบคุมน้ำหนักให้ได้ผลใน ระยะยาวยังคงเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคอาหาร วิถีชีวิตที่เร่งรีบ ความเครียด และความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับ โภชนาการและการออกกำลังกาย ส่งผลให้หลายคนไม่สามารถรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมได้อย่างยั่งยืงยืน การควบคุมน้ำหนักอย่างยั่งยืนจึงไม่ใช่เพียงการลดน้ำหน้กในระยะสั้น แต่เป็นกระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอย่าง องค์รวม (holistic approach) ที่ครอบคลุมทั้งด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และการสร้างแรงจูงใจในการ ดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง การให้ความรู้เชิงทฤษฎีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีการฝึกปฏิบัติ (hands-on practice) เพื่อให้ ผู้เข้าร่วมสามารถนำความรู้ไประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เช่น การอ่านฉลากโภชนาการ การวางแผนมื้ออาหาร การเลือกชนิด อาหารที่เหมาะสม และการออกแบบกิจกรรมทางกายที่สอดคล้องกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล ดังนั้น โครงการสัมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง การควบคุมน้ำหนักอย่างยั่งยืน จึงถูกจัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และ ทักษะที่จำเป็นในการดูแลสุขภาพอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของผู้เข้าร่วมผ่านกิจกรรมเชิงปฏิบัติ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญสหสาขาวิชาชีพ อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพอย่างยังยืน ลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาวของประชาชนต่อไป

รายละเอียดงานประชุม | รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม | สมัคร Online


การจัดทำข้อมูลด้านคุณภาพเพื่อการขึ้นทะเบียนตำรับยา Workshop on Preparing Quality Data for Drug Registration

การพัฒนาและการขึ้นทะเบียนยาเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญยิ่งต่อการนำผลิตภัณฑ์ยาเข้าสู่ตลาดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมทั้งสร้างความมั่นใจในด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ยา การเตรียมข้อมูลเพื่อการขึ้นทะเบียนจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ต้องอาศัยทั้งความรู้ทางวิชาการ เทคโนโลยีที่ทันสมัย ข้อกำหนดตามเภสัชตำรับ และการปฏิบัติตามกฎระเบียบของหน่วยงานกำกับดูแล ปัจจุบันกฎระเบียบด้านการขึ้นทะเบียนยามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในระดับสากล เช่น มาตรฐาน ICH และ ASEAN Harmonization ส่งผลให้ผู้ประกอบการและบุคลากรที่เกี่ยวข้องต้องมีความเข้าใจเชิงลึกในการเตรียมข้อมูลด้านคุณภาพครอบคลุมทั้งการควบคุมคุณภาพ การวิเคราะห์ข้อมูล การประเมินความคงตัวของยา และการจัดทำเอกสารให้สอดคล้องตามรูปแบบ Common Technical Document (CTD) เพื่อให้ได้ข้อมูลคุณภาพ (Quality Dossier) ในทางปฏิบัติ พบว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำเอกสารคุณภาพ ได้แก่ เภสัชกร นักวิทยาศาสตร์ และบุคลากรด้านการขึ้นทะเบียนยา ยังประสบปัญหาในการตีความข้อกำหนด ตลอดจนการจัดเตรียมข้อมูลให้ครบถ้วน ถูกต้อง และสอดคล้องกับแนวทางปัจจุบันของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ส่งผลให้เกิดการแก้ไขเอกสารซ้ำซ้อนและความล่าช้าในกระบวนการขึ้นทะเบียน ดังนั้น คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงเล็งเห็นความจำเป็นในการจัดประชุมวิชาการเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การเตรียมและจัดทำข้อมูลคุณภาพอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อการขึ้นทะเบียนตำรับยา” ระยะเวลา 2 วัน ประกอบด้วย ภาคบรรยาย เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเชิงหลักการ แนวคิด และข้อกำหนดสำคัญ และภาคปฏิบัติ (Workshop) เพื่อพัฒนาทักษะในการจัดทำเอกสารคุณภาพในหัวข้อสำคัญ เช่น specification analytical method validation impurity profile และ stability study อันจะช่วยยกระดับสมรรถนะของผู้เข้าร่วมให้สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้จริงในงานด้านการขึ้นทะเบียนตำรับยาอย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมยาไทยในการแข่งขันระดับสากล

รายละเอียดงานประชุม | รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม | สมัคร Online


Herb Hack ปลดล็อกพลังสมุนไพร

ในปัจจุบัน ยาจำนวนมากที่ใช้ในการรักษาโรคมีต้นกำเนิดจากธรรมชาติ โดยเฉพาะพืชสมุนไพร ซึ่งเป็น แหล่งของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่สำคัญ เช่น ยาต้านมะเร็ง ยาต้านการอักเสบ และยาต้านจุลชีพ ศาสตร์ทางด้านเภสัชวินิจฉัย (Pharmacognosy) เป็นสาขาวิชาที่ศึกษายาจากพืชและธรรมชาติ โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านชีววิทยา เคมี และเภสัชศาสตร์ เพื่อการค้นคว้า วิเคราะห์ และพัฒนาสารจากธรรมชาติให้สามารถนำไปใช้เป็นยาได้อย่าง มีมาตรฐาน และยังเป็นส่วนหนึ่งของการค้นหายาใหม่ (Drug Discovery) ในการค้นหาสารออกฤทธิ์จากพืชและธรรมชาติ ไปสู่การพัฒนาเป็นยาที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย นอกจากนี้เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช (Tissue Culture) ยังมีบทบาทสำคัญในการผลิตวัตถุดิบสมุนไพรที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ ปราศจากการปนเปื้อน และสามารถควบคุมปริมาณสารสำคัญได้ อย่างไรก็ตาม การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษามักมุ่งเน้นเนื้อหาเชิงทฤษฎีเป็นหลัก นักเรียนจำนวนมากจึงยังขาดโอกาสในการเห็นภาพการประยุกต์ใช้ความรู้สู่การทำงานวิจัยและการพัฒนายาจริง โครงการนี้จึงจัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง ตั้งแต่การสกัดและการแยกสาร การวิเคราะห์สารสำคัญในสมุนไพร และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ไปจนถึงการทำความเข้าใจกระบวนการค้นคว้ายา อันจะช่วยเสริมสร้างทักษะทางวิทยาศาสตร์ การคิดเชิงวิเคราะห์ และความตระหนักในคุณค่าของทรัพยากรชีวภาพของประเทศ พร้อมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนสนใจศึกษาต่อและประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพและการวิจัยในอนาคต สอดคล้องกับพันธกิจของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในการเป็นศูนย์กลางบริการวิชาการด้านยา สมุนไพร เครื่องสำอาง และอาหารเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ภาควิชาเภสัชวินิจฉัยจึงได้จัดโครงการอบรม “Herb Hack ปลดล็อกพลังสมุนไพร” เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมัธยมได้รับความรู้ ความเข้าใจ และทักษะพื้นฐาน ด้านการวิจัยทางด้านสมุนไพรและการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีคุณภาพ

รายละเอียดงานประชุม | รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม | สมัคร Online


โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ ยกระดับสมุนไพรไทย คุณภาพวัตถุดิบและสารสกัดสู่สากล

หลักการและเหตุผล สมุนไพรไทยเป็นทรัพยากรชีวภาพที่มีมูลค่าสูงและเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมยาสมุนไพร ผลิตภัณฑ์ เสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์สุขภาพ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาสมุนไพรไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดสากลได้อย่าง ยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องอาศัยระบบการควบคุมคุณภาพที่ครอบคลุมตั้งแต่วัตถุดิบ กระบวนการผลิต จนถึงสารสกัดและ ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป โดยต้องสอดดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานสากล เช่น WIHO Pharmacopoeia GAP และ GACP ปัญหาสำคัญของผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย คือความไม่สม่ำเสมอของวัตถุดิบ การระบุชนิดสมุนไพร ที่คลาดเคลื่อน และการขาดข้อมูลยืนยันคุณภาพเชิงวิทยาศาสตร์ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัย ประสิทธิผล และ ความเชื่อมั่นของตลาด การใช้เครื่องมือสมัยใหม่ในการยืนยันเอกลักษณ์ของสมุนไพร เช่น การตรวจลักษณะทาง พฤกษศาสตร์ จุลทรรศน์ DNA barcoding และ chemical fingerprinting จึงมีบทบาทสำคัญในการป้องกัน การปลอมปนและการใช้วัตถุดิบผิดชนิด นอกจากนี้ การพัฒนาสารสกัดสมุนไพรเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมจำเป็นต้องอาศัย เทคโนโลยีการสกัดกัดที่ เหมาะสมและระบบควบคุมคุณภาพที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ได้สารสำคัญในปริมาณที่สม่ำเสมอ โดยการเตรียมสารสกัด มาตรฐาน (standardized extract) และการตรวจวัดปริมาณสารสำคัญด้วยเทคนิควิเคราะห์ เช่น HPLC TLC และ photometric method จะช่วยยืนยันปริมาณและคุณภาพของสารออกฤทธิ์ได้อย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับพันธกิจของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในการเป็นศูนย์กลางบริการวิชาการด้านยา สมุนไพร เครื่องสำอาง และอาหารเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ภาควิชาเภสัชวินิจฉัยจึงได้จัดโครงการอบรมนี้ เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะเชิงปฏิบัติให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุตสาหกรรมสมุนไพร ตั้งแต่การควบคุม คุณภาพวัตถุดิบตาม Thai Herbal Pharmacopoeia หรือมาตรฐานระดับสากล การยืนยันเอกลักษณ์ของสมุนไพร การสกัดและควบคุมคุณภาพสารสกัด ไปจนถึงการประเมินสารสำคัญและฤทธิ์ทางชีวภาพ อันจะนำไปสู่การยกรยกระดับ สมุนไพรไทยให้มีมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

รายละเอียดงานประชุม | รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม | สมัคร Online


การประเมินความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ครั้งที่ 2

ในปัจจุบัน การประเมินความปลอดภัยเป็นประเด็นสำคัญในการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 และข้อกำหนดในการประเมินความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางในระดับสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศอาเซียนตามข้อตกลงว่าด้วยแผนการปรับกฎระเบียบเครื่องสำอางให้สอดคล้องกันของอาเซียน (ASEAN Harmonized Cosmetic Regulatory Scheme) ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2546 ตามบทแก้ไขดังกล่าว มาตรา 7a กำหนดให้ผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายต้องมีข้อมูลผลิตภัณฑ์ (Product Information) โดยส่วนสำคัญคือการประเมินความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ซึ่งจะต้องดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณสมบัติเหมาะสม หรือที่เรียกว่า ผู้ประเมินความปลอดภัย (Safety Assessor) ขณะที่อีกด้านหนึ่ง กฎหมายได้มีการลดการทดสอบในสัตว์ทดลองเพื่อวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องสำอาง ข้อตกลงดังกล่าวมีวัตถุประสงค์สำคัญ คือ (1) เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกในการรับรองความปลอดภัย คุณภาพ และประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่จำหน่ายในอาเซียน และ (2) เพื่อขจัดอุปสรรคทางการค้าของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางระหว่างประเทศสมาชิกผ่านการปรับข้อกำหนดทางเทคนิคให้สอดคล้องกัน การยอมรับร่วมในการรับรองการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ และการนำข้อกำหนดเครื่องสำอางอาเซียนมาใช้ ภายใต้ข้อกำหนดเครื่องสำอางอาเซียน (ASEAN Cosmetic Directive) กำหนดให้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่วางตลาดต้องไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ เมื่อใช้ภายใต้เงื่อนไขการใช้งานปกติหรือที่สามารถคาดการณ์ได้อย่างสมเหตุสมผล โดยผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายต้องจัดเตรียมข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่สำคัญ รวมถึงการประเมินความปลอดภัยสำหรับสุขภาพของมนุษย์ของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ โครงสร้างทางเคมี และระดับการสัมผัส นอกจากนี้ ยังต้องมีการพิจารณาถึงความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางตามแนวทางของ Cosmetics Europe ซึ่งเป็นสมาคมเครื่องสำอางยุโรป ที่ได้จัดทำแนวทางสำหรับการประเมินความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง โดยเน้นการประเมินความปลอดภัยที่อาศัยข้อมูลความปลอดภัยของส่วนประกอบเป็นหลัก ลดการทดสอบในสัตว์ทดลอง และพิจารณาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ผลิตภัณฑ์ในสภาวะปกติและสภาวะที่อาจคาดการณ์ได้ การประเมินความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้าน ได้แก่ การระคายเคืองผิวหนัง การแพ้ ผลกระทบที่อาจเกิดจากรังสียูวี การระคายเคืองต่อดวงตา การดูดซึมผ่านผิวหนัง และความเป็นพิษต่อร่างกาย อีกทั้งต้องพิจารณาถึงสภาพการใช้ของผลิตภัณฑ์ เช่น ชนิดของเครื่องสำอาง วิธีการใช้ ความเข้มข้นของส่วนประกอบ ปริมาณที่ใช้ ความถี่ในการใช้ พื้นที่สัมผัส ระยะเวลาสัมผัส รวมถึงกลุ่มผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ การจัดงานประชุมวิชาการในครั้งนี้จึงมีความสำคัญเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้ประกอบการ นักวิจัย และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง เพื่อให้สามารถประเมินความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานสากล ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค

รายละเอียดงานประชุม | รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม | สมัคร Online




ระบบ MUPY E-Registration Service พัฒนาโดย: งานเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อการเรียนการสอน
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2554