กลับรายการ
วิธีทานยา Dafron 500mgเพื่อรักษาริดสีดวงทวารแบบภายใน ควรกินยังไง ถ้าหายแล้วควรกินต่อรึเปล่า แล้วทานควบคู่ไปกับยาสมุนไพรไทยเพชรสังฆาตได้มั๊ยค่ะ ทานยาเหล่านี้นานๆ หลายเดือนอันตรายรึเปล่าค่ะ
1,128,731 views
คำถาม
วิธีทานยา Dafron 500mgเพื่อรักษาริดสีดวงทวารแบบภายใน ควรกินยังไง ถ้าหายแล้วควรกินต่อรึเปล่า แล้วทานควบคู่ไปกับยาสมุนไพรไทยเพชรสังฆาตได้มั๊ยค่ะ ทานยาเหล่านี้นานๆ หลายเดือนอันตรายรึเปล่าค่ะ
คำตอบ
Daflon เป็น micronized purified flavonoid fraction 500 mg ซึ่งประกอบด้วย diosmin 450 mg (สารกลุ่ม flavonoid) และ hesperidin 50 mg (สารกลุ่ม bioflavonoid) วิธีการรับประทานในระยะเฉียบพลัน (acute dosing) คือ รับประทานครั้งละ 2 เม็ด วันละ 3 ครั้ง เป็นระยะเวลา 4 วัน หลังจากนั้นลดขนาดยาเป็น 2 เม็ด วันละ 2 ครั้ง เป็นระยะเวลา 3 วัน และในกรณีใช้เป็นการรักษาแบบต่อเนื่อง (maintenance dosing) ให้ยา 1 เม็ดวันละ 2 ครั้ง เป็นระยะเวลา 2 เดือน (1) ซึ่งการให้ยาแบบ acute dosing หรือ maintenance dosing จำเป็นต้องพิจารณาตามประวัติและลักษณะรอยโรคและต้องอาศัยการซักประวัติและตรวจจากแพทย์
แต่อย่างไรก็ตามจากข้อมูลโรคริดสีดวงทวารแบบภายใน มีการจัดแบ่งระดับความรุนแรงของโรคเป็น 4 ระดับ คือ ระยะที่ 1 ริดสีดวงไม่ยื่นออกมานอกขอบทวาร ระยะที่ 2 ริดสีดวงยื่นออกมานอกขอบทวารขณะถ่ายอุจจาระและเลื่อนกลับเข้าไปในทวารหนักหลังถ่ายอุจจาระ ระยะที่ 3 ริดสีดวงยื่นออกนอกขอบทวาร ขณะถ่ายอุจจาระและหลังถ่ายอจจาระ ต้องดันกลับเขาไปในทวารหนัก และระยะที่ 4 ริดสีดวงยื่นออกนอกทวารหนักตลอดเวลา ซึ่งแต่ละระยะมีวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน เช่น กรณีระยะ 3-4 อาจจำเป็นต้องการการรักษาด้วยการผ่าตัด (operative treatment) หรือ office-based procedure ซึ่งได้แก่ การใช้ยางรัด (banding) การฉีดยา (sclerotherapy) และการจี้ริดสีดวงด้วยอินฟาเรด (infrared coagulation) หรือผู้ป่วยระดับ 1-3 ที่ตอบสนองไม่ดีต่อการรักษาด้วยยาอาจจำเป็นต้องใช้การรักษาแบบ office-based procedure (2) ดังนั้นแล้วระยะเวลาและความจำเป็นต้องใช้ยา daflon อาจต้องพิจารณาจากการตอบสนองของยาและจากข้อมูลที่ให้มาไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ว่าจำเป็นต้องรักษาด้วย daflon นานเท่าไหร่
Daflon เป็นยาที่มีข้อมูลรายงานอาการข้างเคียงค่อนข้างน้อย โดยอาการข้างเคียงที่มีรายงานได้แก่ การเกิดผื่นลักษณะ eczema และ pityriasis rosea อาการทางระบบทางเดินอาหารได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย อาหารไม่ย่อยและอาการทางระบบประสาท ได้แก่ นอนไม่หลับ มึนเวียนศีรษะ ปวดศรีษะ และยังไม่พบรายงานว่าการใช้ยาเป็นระยะเวลานานเท่าใดจึงเกิดอาการข้างเคียง แต่อย่างไรก็ตามควรพิจารณาเลือกใช้ยาตามแต่ความจำเป็นเท่านั้น (3)
ส่วนเพชรสังฆาต เป็นยาที่มีสรรพคุณในการรักษาริดสีดวงทวาร เพชรสังฆาตที่มีจำหน่ายทั่วไปเป็น capsule 0.5 g/capsule ขนาดแนะนำสำหรับรักษาริดสีดวงคือ คือ 1.5 g วันละ 2 ครั้งเป็นระยะเวลา 4 วัน หรือ 1 g วันละ 2 ครั้ง เป็นระยะเวลา 3 วัน หรือ 0.5-1g วันละ 2 ครั้ง เป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ (4) ด้านข้อมูลความปลอดภัย ยังไม่พบรายงานการวิจัยเรื่องความเป็นพิษในคน มีเพียงรายงานในหนูว่า ไม่มีผลทําให้แท้ง และไม่มีผลยับยั้งการฝังตัวของตัวอ่อนของหนู อย่างไรก็ตามไม่ควรรับประทานนาน และหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของร่างกายที่อาจเกิดขึ้นด้วย และมีข้อควรระวังในการรับประทานเพชรสังมาตสดด้วยเนื่องจากมีสารแคลเซียมออกซาเลทมาก อาจทําให้แพ้และเกิดการอักเสบในทางเดินอาหารได้ (5) รวมทั้งยังไม่มีผลการศึกษาถึงการใช้เพชรสังฆาตร่วมกับยาแผนปัจจุบันใดๆ รวมทั้ง daflon
การรับประทานยาควรใช้แต่เพียงความจำเป็นการเนื่องจากการใช้ยาเป็นระยะเวลานานเสี่ยงต่อการเกิดอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากยาและอาจไม่ได้รับประโยชน์จากยา และควรเน้นเรื่องการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเพื่อป้องกันหรือลดความรุนแรงของโรคริดสีดวงทวาร ได้แก่ การรับประทานอาหารที่มีเส้นใยมากๆ เช่น ผัก ผลไม้ ทำให้อุจจาระนุ่มโดยการดื่มน้ำให้มากขึ้น ถ้าท้องผูกมากอาจใช้ยาระบายแบบที่ทำให้อุจจาระนุ่มขึ้น
Key words: Daflon, hemorrhoid, เพชรสังฆาต, ริดสีดวง,
แต่อย่างไรก็ตามจากข้อมูลโรคริดสีดวงทวารแบบภายใน มีการจัดแบ่งระดับความรุนแรงของโรคเป็น 4 ระดับ คือ ระยะที่ 1 ริดสีดวงไม่ยื่นออกมานอกขอบทวาร ระยะที่ 2 ริดสีดวงยื่นออกมานอกขอบทวารขณะถ่ายอุจจาระและเลื่อนกลับเข้าไปในทวารหนักหลังถ่ายอุจจาระ ระยะที่ 3 ริดสีดวงยื่นออกนอกขอบทวาร ขณะถ่ายอุจจาระและหลังถ่ายอจจาระ ต้องดันกลับเขาไปในทวารหนัก และระยะที่ 4 ริดสีดวงยื่นออกนอกทวารหนักตลอดเวลา ซึ่งแต่ละระยะมีวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน เช่น กรณีระยะ 3-4 อาจจำเป็นต้องการการรักษาด้วยการผ่าตัด (operative treatment) หรือ office-based procedure ซึ่งได้แก่ การใช้ยางรัด (banding) การฉีดยา (sclerotherapy) และการจี้ริดสีดวงด้วยอินฟาเรด (infrared coagulation) หรือผู้ป่วยระดับ 1-3 ที่ตอบสนองไม่ดีต่อการรักษาด้วยยาอาจจำเป็นต้องใช้การรักษาแบบ office-based procedure (2) ดังนั้นแล้วระยะเวลาและความจำเป็นต้องใช้ยา daflon อาจต้องพิจารณาจากการตอบสนองของยาและจากข้อมูลที่ให้มาไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ว่าจำเป็นต้องรักษาด้วย daflon นานเท่าไหร่
Daflon เป็นยาที่มีข้อมูลรายงานอาการข้างเคียงค่อนข้างน้อย โดยอาการข้างเคียงที่มีรายงานได้แก่ การเกิดผื่นลักษณะ eczema และ pityriasis rosea อาการทางระบบทางเดินอาหารได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย อาหารไม่ย่อยและอาการทางระบบประสาท ได้แก่ นอนไม่หลับ มึนเวียนศีรษะ ปวดศรีษะ และยังไม่พบรายงานว่าการใช้ยาเป็นระยะเวลานานเท่าใดจึงเกิดอาการข้างเคียง แต่อย่างไรก็ตามควรพิจารณาเลือกใช้ยาตามแต่ความจำเป็นเท่านั้น (3)
ส่วนเพชรสังฆาต เป็นยาที่มีสรรพคุณในการรักษาริดสีดวงทวาร เพชรสังฆาตที่มีจำหน่ายทั่วไปเป็น capsule 0.5 g/capsule ขนาดแนะนำสำหรับรักษาริดสีดวงคือ คือ 1.5 g วันละ 2 ครั้งเป็นระยะเวลา 4 วัน หรือ 1 g วันละ 2 ครั้ง เป็นระยะเวลา 3 วัน หรือ 0.5-1g วันละ 2 ครั้ง เป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ (4) ด้านข้อมูลความปลอดภัย ยังไม่พบรายงานการวิจัยเรื่องความเป็นพิษในคน มีเพียงรายงานในหนูว่า ไม่มีผลทําให้แท้ง และไม่มีผลยับยั้งการฝังตัวของตัวอ่อนของหนู อย่างไรก็ตามไม่ควรรับประทานนาน และหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของร่างกายที่อาจเกิดขึ้นด้วย และมีข้อควรระวังในการรับประทานเพชรสังมาตสดด้วยเนื่องจากมีสารแคลเซียมออกซาเลทมาก อาจทําให้แพ้และเกิดการอักเสบในทางเดินอาหารได้ (5) รวมทั้งยังไม่มีผลการศึกษาถึงการใช้เพชรสังฆาตร่วมกับยาแผนปัจจุบันใดๆ รวมทั้ง daflon
การรับประทานยาควรใช้แต่เพียงความจำเป็นการเนื่องจากการใช้ยาเป็นระยะเวลานานเสี่ยงต่อการเกิดอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากยาและอาจไม่ได้รับประโยชน์จากยา และควรเน้นเรื่องการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเพื่อป้องกันหรือลดความรุนแรงของโรคริดสีดวงทวาร ได้แก่ การรับประทานอาหารที่มีเส้นใยมากๆ เช่น ผัก ผลไม้ ทำให้อุจจาระนุ่มโดยการดื่มน้ำให้มากขึ้น ถ้าท้องผูกมากอาจใช้ยาระบายแบบที่ทำให้อุจจาระนุ่มขึ้น
Key words: Daflon, hemorrhoid, เพชรสังฆาต, ริดสีดวง,
เอกสารอ้างอิง
1. Diosmin monograph. Altermative Medicine Review 2004;9(3): 308-11.
2. Rivadeneira DE, Steele SR, Terment C, Chalasani S, Buie WD, Rafferty JL. Practice parameters for management of hemorrhoids revised 2010. Diseeases of Colon and Rectum 2011; 54(9):1059-64
3. MICROMEDEX 2.0® [Database on the internet]: Truven health analytics; 2013. mobileMicromedex® , Diosmin ; [cited 2013 July 2]. Available from: http://www.micromedexsolutions.com
4. http://archive.lib.cmu.ac.th/full/T/2552/mph0552kv_ch2.pdf
5. หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สํานักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.medplant.mahidol.ac.th/user/reply.asp?id=5466
2. Rivadeneira DE, Steele SR, Terment C, Chalasani S, Buie WD, Rafferty JL. Practice parameters for management of hemorrhoids revised 2010. Diseeases of Colon and Rectum 2011; 54(9):1059-64
3. MICROMEDEX 2.0® [Database on the internet]: Truven health analytics; 2013. mobileMicromedex® , Diosmin ; [cited 2013 July 2]. Available from: http://www.micromedexsolutions.com
4. http://archive.lib.cmu.ac.th/full/T/2552/mph0552kv_ch2.pdf
5. หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สํานักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.medplant.mahidol.ac.th/user/reply.asp?id=5466