คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
กลับรายการ

ยาก่อนอาหารและยาหลังอาหารต่างกันยังไงครับ ช่วยอธิบายอย่างละเอียดหน่อยครับ

5,994 views

คำถาม

ยาก่อนอาหารและยาหลังอาหารต่างกันยังไงครับ ช่วยอธิบายอย่างละเอียดหน่อยครับ

คำตอบ

ความสัมพันธ์ของเวลาในการรับประทานยากับเวลาในการรับประทานอาหารมีผลต่อการออกฤทธิ์ของยาและประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยเป็นอย่างมาก
ประเภทของยาที่แบ่งตามเวลาของการรับประทานอาหาร อาจแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ
1. ยาที่ต้องรับประทานก่อนอาหาร
ยาที่ต้องรับประทานก่อนอาหาร จะต้องเริ่มรับประทานก่อนมื้ออาหารประมาณ 30-60 นาที โดยมีเป้าหมาย เพื่อ
- ไม่ต้องการให้ยาพบกับอาหารในกระเพาะอาหาร เนื่องจากยาเหล่านี้จะถูกดูดซึมได้น้อยลงเมื่อเจอกับอาหารในกระเพาะอาหาร หรือยาถูกทำลายได้โดยกรดในกระเพาะอาหาร (ตามปกติ เมื่อรับประทานอาหารเข้าไปร่างกายจะหลั่งกรดออกมาเป็นจำนวนมาก หากรับประทานยาตอนที่มีอาหารอยู่จะทำให้ยาอาจถูกทำลายได้นั่นเอง) ในกรณีที่ลืมรับประทานยาประเภทนี้อาจต้องรอให้กระเพาะอาหารว่างเสียก่อน (โดยมากมักต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ชั่วหลังจากรับประทานอาหารไปแล้ว) จึงจะรับประทานยาที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ได้
- ต้องการให้ยาเริ่มออกฤทธิ์ตอนหลังอาหาร เช่น ยาลดระดับน้ำตาลในเลือดกลุ่ม sulfonylurea ต้องรับประทานประมาณ 30 นาที เพื่อให้ยาสามารถออกฤทธิ์ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ตั้งแต่ช่วงหลังจากรับประทานอาหารเป็นต้นไป หากลืมรับประทานยาในกลุ่มลดระดับน้ำตาลในเลือด ไม่ควรรอรับประทานยาหลังรับประทานอาหาร 2 ชั่วโมง เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำจนเกิดอันตรายต่อผู้ป่วยได้
2. ยาที่ต้องรับประทานหลังอาหาร
ยาที่ต้องรับประทานหลังอาหารมีเป้าหมายเพื่อต้องการให้ยาพบกับอาหารในกระเพาะอาหาร โดยจะต้องรับประทานยาหลังจากมื้ออาหารทันทีหรือไม่เกิน 2 ชั่วโมงหลังจากรับประทานอาหารไปแล้ว ยาที่ต้องรับประทานหลังอาหารมักมีคุณสมบัติ เช่น
- ยาจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้เพิ่มขึ้นเมื่อเจอกับอาหารในกระเพาะอาหาร เช่น ketoconazole , cefditoren pivoxil เป็นต้น ซึ่งการรับประทานพร้อมอาหารจะช่วยลดขนาดการใช้ยาลงได้ ทำให้ความเสี่ยงในการได้รับผลข้างเคียงจากยาลดลง
- ยามีผลระคายเคืองกระเพาะอาหาร เช่น ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช้สเตียรอยด์ (NSAIDs) หรือยาทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ เช่น ยาปฏิชีวนะ erythromycin เป็นต้น

3. ยาที่สามารถรับประทานช่วงใดก็ได้
การดูดซึมของยาประเภทนี้มักจะไม่ขึ้นอยู่กับว่ามีอาหารหรือไม่มี ยามีความคงตัวต่อกรดในกระเพาะอาหารได้ดี หรือยาไม่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองกระเพาะอาหารหรือก่อให้เกิดอาการคลื่นไส้ ทำให้สามารถรับประทานยาเวลาไหนก็ได้ อย่างไรก็ดีในบางครั้งการเลือกเวลาให้ยาประเภทนี้อาจอาศัยเวลาจากการให้ยาอื่นๆ ด้วย เช่น ถ้ายาอื่นให้ก่อนอาหาร ก็อาจให้ยาประเภทนี้ก่อนอาหารด้วยเลย เพื่อให้เกิดความสะดวกในการใช้ยา
4. ยาที่กำหนดเวลาหรืออาหารเฉพาะ
เช่น รับประทานพร้อมอาหารคำแรก ห้ามรับประทานพร้อมนม ห้ามรับประทานพร้อมอาหารที่มีโปรตีนสูง ห้ามรับประทานพร้อมอาหารหมักดอง ซึ่งข้อกำหนดเฉพาะเหล่านี้จะขึ้นกับคุณสมบัติและวัตถุประสงค์ของยาแต่ละชนิด เช่น ยาลดน้ำตาลในเลือด ชื่อ acarbose ให้รับประทานพร้อมอาหารคำแรก เพื่อยับยั้งการสลายตัวของอาหารจำพวกแป้งไปเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว หรือการรับประทานยา warfarin ต้องระวังปริมาณผักใบเขียวที่รับประทาน เพราะผักใบเขียวมีวิตามินเคซึ่งจะต้านฤทธิ์ของ warfarin ในการป้องกันการเกิดลิ่มเลือด เป็นต้น
การศึกษาข้อมูลของยาก่อนใช้ยาจะช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์กำหนดเวลาของการรับประทานยาได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพและลดผลข้างเคียงจากยาที่อาจจะเกิดขึ้นแก่ผู้ป่วยได้


เอกสารอ้างอิง

1. ธิดา นิงสานนท์, สุวัฒนา จุฬาวัฒนทล, ปรีชา มณทกานติกุล, บรรณาธิการ. การบริหารยาเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย. กรุงเทพมหานคร; สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย); 2552:98-106.