คำถาม
ยาก่อนอาหารกับยาหลังอาหารแตกต่างกันยังไงค่ะ
คำตอบ
ความสัมพันธ์ระหว่างการรับประทานยาและการรับประทานอาหารนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการออกฤทธิ์ของยา ซึ่งสามารถส่งผลถึงประสิทธิภาพการรักษาได้ในที่สุด การรับประทานยาที่สัมพันธ์กับอาหารสามารถแบ่งได้เป็น 4 ลักษณะ ได้แก่
1. การรับประทานยาก่อนอาหาร วัตถุประสงค์ คือ ไม่ต้องการให้ยาพบกับอาหารในกระเพาะอาหาร เนื่องจากอาหารอาจมีผลเพิ่มหรือลดการดูดซึมของยาได้ ซึ่งส่งผลให้การรักษาไม่ได้ผลหรือทำให้ได้รับยามากเกินขนาดและเกิดผลข้างเคียงต่อผู้ป่วย ดังนั้นยาก่อนอาหารจะต้องรับประทานก่อนอาหารครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง หรือหลังจากรับประทานอาหารไปแล้ว 2 ชั่วโมง
2. การรับประทานยาหลังอาหาร วัตถุประสงค์ คือ ต้องการให้ยาพบกับอาหารในกระเพาะอาหาร เพื่อช่วยเพิ่มการดูดซึมของยาหรือเพื่อลดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร ดังนั้นยาหลังอาหารจำเป็นจะต้องรับประทานทันทีหรือจนถึง 2 ชั่วโมงหลังจากรับประทานอาหารไปแล้ว
3. การรับประทานยาช่วงใดก็ได้ หมายถึง ยาจะพบหรือไม่พบกับอาหารก็ได้ เนื่องจากอาหารหรือกรดในกระเพาะอาหารไม่มีผลต่อยา
4. การรับประทานยาที่กำหนดเวลาหรืออาหารเฉพาะ เช่น รับประทานพร้อมอาหารคำแรก ห้ามรับประทานพร้อมนม ห้ามรับประทานพร้อมอาหารโปรตีนสูง เป็นต้น ซึ่งคำแนะนำเหล่านี้จะขึ้นกับชนิดของตัวยา เช่น ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด acarbose ให้รับประทานพร้อมอาหารคำแรก เพื่อยับยั้งการสลายตัวของอาหารจำพวกแป้งไปเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว เป็นต้น
เพื่อให้เกิดความปลอดภัยจากการรับประทานยา นอกจากผู้ป่วยจะต้องรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับช่วงเวลาของการรับประทานอาหารแล้ว ผู้ป่วยควรทราบถึงการปฏิบัติตัวเพิ่มเติมด้วย ได้แก่ ควรรับประทานยาตามคำแนะนำของเภสัชกรหรือแพทย์อย่างเคร่งครัด ไม่ควรหยุดรับประทานยาเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ และไม่ซื้อยามารับประทานเองโดยไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องเสียก่อน นอกจากนี้การเลือกซื้อยาให้มีความปลอดภัยควรเลือกซื้อจากร้านที่มีเภสัชกรประจำอยู่เท่านั้นครับ
1. การรับประทานยาก่อนอาหาร วัตถุประสงค์ คือ ไม่ต้องการให้ยาพบกับอาหารในกระเพาะอาหาร เนื่องจากอาหารอาจมีผลเพิ่มหรือลดการดูดซึมของยาได้ ซึ่งส่งผลให้การรักษาไม่ได้ผลหรือทำให้ได้รับยามากเกินขนาดและเกิดผลข้างเคียงต่อผู้ป่วย ดังนั้นยาก่อนอาหารจะต้องรับประทานก่อนอาหารครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง หรือหลังจากรับประทานอาหารไปแล้ว 2 ชั่วโมง
2. การรับประทานยาหลังอาหาร วัตถุประสงค์ คือ ต้องการให้ยาพบกับอาหารในกระเพาะอาหาร เพื่อช่วยเพิ่มการดูดซึมของยาหรือเพื่อลดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร ดังนั้นยาหลังอาหารจำเป็นจะต้องรับประทานทันทีหรือจนถึง 2 ชั่วโมงหลังจากรับประทานอาหารไปแล้ว
3. การรับประทานยาช่วงใดก็ได้ หมายถึง ยาจะพบหรือไม่พบกับอาหารก็ได้ เนื่องจากอาหารหรือกรดในกระเพาะอาหารไม่มีผลต่อยา
4. การรับประทานยาที่กำหนดเวลาหรืออาหารเฉพาะ เช่น รับประทานพร้อมอาหารคำแรก ห้ามรับประทานพร้อมนม ห้ามรับประทานพร้อมอาหารโปรตีนสูง เป็นต้น ซึ่งคำแนะนำเหล่านี้จะขึ้นกับชนิดของตัวยา เช่น ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด acarbose ให้รับประทานพร้อมอาหารคำแรก เพื่อยับยั้งการสลายตัวของอาหารจำพวกแป้งไปเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว เป็นต้น
เพื่อให้เกิดความปลอดภัยจากการรับประทานยา นอกจากผู้ป่วยจะต้องรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับช่วงเวลาของการรับประทานอาหารแล้ว ผู้ป่วยควรทราบถึงการปฏิบัติตัวเพิ่มเติมด้วย ได้แก่ ควรรับประทานยาตามคำแนะนำของเภสัชกรหรือแพทย์อย่างเคร่งครัด ไม่ควรหยุดรับประทานยาเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ และไม่ซื้อยามารับประทานเองโดยไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องเสียก่อน นอกจากนี้การเลือกซื้อยาให้มีความปลอดภัยควรเลือกซื้อจากร้านที่มีเภสัชกรประจำอยู่เท่านั้นครับ
เอกสารอ้างอิง
ธิดา นิงสานนท์, สุวัฒนา จุฬาวัฒนทล, ปรีชา มณทกานติกุล, บรรณาธิการ. การบริหารยาเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย. กรุงเทพมหานคร; สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย); 2552:98-106.