คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
กลับรายการ

ยาในทางการแพทย์ส่วนใหญ่กินหลังอาหารใช่หรือไม่ครับ เนื่องจากตอนเรียนไม่มีคนสอน แต่จากการทำงานพบว่า ยาส่วนใหญ่ในโลกนี้เป็นยาหลังอาหาร จึงจำแค่ยาที่ต้องกินก่อนอาหาร หรือ ยาที่ต้องกินพร้อมอาหาร -ซึ่งการกินก่อน หรือหลังอาหาร ในทางเภสัชระยะเวลาส่วนใหญ่เท่ากันหรือไม่ครับ เช่นก่อนกี่นาทีหลังกี่นาทีที่เป็นstandard

672 views

คำถาม

ยาในทางการแพทย์ส่วนใหญ่กินหลังอาหารใช่หรือไม่ครับ
เนื่องจากตอนเรียนไม่มีคนสอน แต่จากการทำงานพบว่า ยาส่วนใหญ่ในโลกนี้เป็นยาหลังอาหาร จึงจำแค่ยาที่ต้องกินก่อนอาหาร หรือ ยาที่ต้องกินพร้อมอาหาร
-ซึ่งการกินก่อน หรือหลังอาหาร ในทางเภสัชระยะเวลาส่วนใหญ่เท่ากันหรือไม่ครับ เช่นก่อนกี่นาทีหลังกี่นาทีที่เป็นstandard

คำตอบ

1) การกำหนดว่ายาควรรับประทานก่อนอาหารหรือหลังอาหารมีพื้นฐานจากหลักเภสัชจลนศาสตร์ (pharmacokinetics) ซึ่งขึ้นกับชนิดและรูปแบบของยา โดยพิจารณาจากหลายปัจจัย โดยปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ผลของอาหารต่ออัตราและปริมาณการดูดซึมยาเข้าสู่กระแสเลือด (food effect) ซึ่งประเมินจากตัวชี้วัดทางเภสัชจลนศาสตร์ ได้แก่ ค่าความเข้มข้นสูงสุดในพลาสมา (Cmax) เวลาที่ใช้ในการถึงความเข้มข้นสูงสุด (Tmax) และพื้นที่ใต้กราฟความเข้มข้น-เวลา (AUC; area under the curve) ซึ่งสะท้อนปริมาณการดูดซึมรวมทั้งหมดของยา โดยอาหารส่งผลต่อการดูดซึมยาได้ 5 ลักษณะ ได้แก่ ลดลง ล่าช้า เพิ่มขึ้น เร็วขึ้น หรือไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ผลกระทบดังกล่าวขึ้นกับปัจจัยสำคัญหลายประการ เช่น คุณสมบัติของยา รูปแบบตำรับยา รวมถึงกลไกการดูดซึมยาในระบบทางเดินอาหาร หากอาหารทำให้ระดับยาในเลือดลดลงจนเสี่ยงต่อการรักษาล้มเหลว โดยเฉพาะในยาที่มีช่วงการรักษาแคบ (narrow therapeutic index) มักแนะนำให้รับประทานขณะท้องว่าง เพื่อหลีกเลี่ยงความแปรปรวนของระดับยาและคงประสิทธิภาพในการรักษา ในทางตรงกันข้าม หากอาหารช่วยเพิ่มการละลายและการดูดซึมของยา (เช่น griseofulvin หรือ nitrofurantoin) มักแนะนำให้ทานพร้อมหรือหลังอาหารเพื่อเพิ่มชีวประสิทธิผล (bioavailability) และทำให้ได้ระดับยาที่เหมาะสมทางคลินิก ในบางกรณียาบางชนิดแม้ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงระดับยาในเลือดแต่ยาก่อให้เกิดการระคายต่อระบบทางเดินอาหาร (เช่น doxycycline และ lithium) มักแนะนำให้รับประทานพร้อมหรือหลังอาหารเพื่อลดอาการไม่พึงประสงค์ อีกปัจจัยสำคัญคือรูปแบบตำรับยา (dosage form) เนื่องจากยาเม็ดหรือแคปซูลต้องแตกตัวและละลายก่อนจึงจะดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ ทำให้มีความไวต่ออาหารมากกว่ายาในรูปแบบสารละลายหรือสารแขวนตะกอน ทั้งนี้อาหารยังมีผลต่อสรีรวิทยาของระบบทางเดินอาหาร เช่น ทำให้การล้างกระเพาะอาหารช้าลง กระตุ้นการหลั่งกรดและน้ำดี และเพิ่มการไหลเวียนเลือดในช่องท้อง ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้การละลายของยาดีขึ้น ล่าช้าลง หรือเปลี่ยนแปลงระดับการถูกทำลายที่ตับครั้งแรก (first-pass metabolism) ได้ 2) สำหรับช่วงเวลามาตรฐานในทางปฏิบัติ “ก่อนอาหาร” โดยทั่วไปหมายถึงประมาณ 30–60 นาที ก่อนมื้ออาหาร หรืออย่างน้อย 2 ชั่วโมงหลังอาหาร เพื่อให้กระเพาะว่างและลดอิทธิพลของอาหารต่อการดูดซึม ”หลังอาหาร” โดยทั่วไปหมายถึงรับประทานทันทีหรือภายในประมาณ 15–30 นาที หลังเริ่มมื้ออาหาร เพื่อให้สภาวะหลังอาหารมีผลต่อยาอย่างสม่ำเสมอ เป้าหมายคือทำให้ระดับยาในร่างกายมีความสม่ำเสมอ คาดการณ์ได้ และให้ผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในทางคลินิก อย่างไรก็ตามการกำหนดให้รับประทานยาก่อนหรือหลังอาหาร ยังอาจมีวัตถุประสงค์อื่น เช่น เพิ่มความร่วมมือในการใช้ยา (adherence) และเพิ่มความสะดวกในการบริหารยา หรือให้ยาออกฤทธิ์ในช่วงเวลาที่เหมาะสม ทั้งนี้ช่วงเวลาระหว่างอาหารกับยาถือเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและยังมีข้อมูลงานวิจัยใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากยาแต่ละชนิดมีกลไกการออกฤทธิ์ คุณสมบัติทางเภสัชจลนศาสตร์ และข้อควรระวังที่แตกต่างกัน


เอกสารอ้างอิง

- O’Shea JP, Holm R, O’Driscoll CM, et al. Food for thought: formulating away the food effect - a PEARRL review. J Pharm Pharmacol. 2019;71(4):510-535.
- Singh BN. Effects of food on clinical pharmacokinetics. Clin Pharmacokinet. 1999 ;37(3):213-55.
- Toothaker RD, Welling PG. The effect of food on drug bioavailability. Annu Rev Pharmacol Toxicol. 1980;20:173-99.
- Cheng L, Wong H. Food Effects on Oral Drug Absorption: Application of Physiologically-Based Pharmacokinetic Modeling as a Predictive Tool. Pharmaceutics. 2020;12(7):672.
- Jung SH, Lee OS, Kim HS, et al. Medication Adherence Improvement By Using Administration Timing Simplification Protocol (ATSP) in Cardiovascular Disease Patients. J Atheroscler Thromb. 2017;24(8):841-852.