โดย นศภ.พลอยชิสา ธีระพัฒน์ธัชกร ภายใต้คำแนะนำของ ผศ.ดร.ภก. สุรศักดิ์ วิชัยโย
ความดันโลหิตสูง (hypertension) เป็นโรคที่พบได้บ่อยโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ และมักจะมาพร้อมกับโรคร่วมอื่น ๆ เช่น ไขมันในเลือดสูง หรือเบาหวาน ทำให้ต้องรับประทานยาหลายชนิดเป็นประจำทุกวัน ผู้ป่วยหลายคนจึงอาจกำลังสงสัยว่าแท้จริงแล้วตนเองจำเป็นต้องใช้ยาไปตลอดชีวิตหรือไม่? ความดันโลหิตก็กลับเป็นปกติแล้ว หากหยุดยาจะอันตรายไหม? บทความนี้ขออธิบายถึงความสำคัญของการใช้ยาลดความดันโลหิต เพื่อไขข้อสงสัยเหล่านี้ รวมทั้งความเข้าใจผิดอื่น ๆ ของผู้ป่วย
โรคความดันโลหิตสูง
เมื่อตรวจวัดความดันโลหิต ผลที่ควรทราบ ได้แก่
- ค่าความดันโลหิตตัวบน (ขณะหัวใจบีบตัว) ในคนปกติควรมีค่าไม่เกิน 130 มิลลิเมตรปรอท
- ค่าความดันโลหิตตัวล่าง (ขณะหัวใจคลายตัว) ในคนปกติควรมีค่าไม่เกิน 80 มิลลิเมตรปรอท
และจะถือว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง เมื่อตรวจวัดที่โรงพยาบาลแล้วพบว่า ความดันโลหิตตัวบนมีค่าตั้งแต่ 140 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป และ/หรือความดันโลหิตตัวล่างมีค่าตั้งแต่ 90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป ติดต่อกันมากกว่า 1 ครั้ง(1)
สาเหตุ
ความดันโลหิตสูงที่พบได้บ่อยเป็นชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน(2-3) (รูปที่ 1) เช่น
- ความผิดปกติของฮอร์โมนที่ควบคุมการขับน้ำออกจากร่างกาย ที่เรียกสั้น ๆ ว่า RAAS (ย่อมาจาก Renin-Angiotensin-Aldosterone System)
- อายุที่มากขึ้น
- พฤติกรรมการรับประทานอาหารรสเค็ม มัน
- การไม่ออกกำลังกาย
- การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- การสูบบุหรี่
- ความเครียด
- พันธุกรรม
รูปที่ 1 สาเหตุที่อาจทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง (ภาพนี้สร้างขึ้นโดยใช้โปรแกรม Canva)
การรักษา
ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่จะต้องรับประทานยาตลอดชีวิต เพื่อควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย (นั่นคือ มีค่าใกล้เคียงกับความดันโลหิตปกติ) ยกเว้น กรณีความดันโลหิตสูงที่ทราบสาเหตุแน่ชัดว่าเกิดจากโรคบางชนิด เช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินปกติ (hyperthyroidism) หรือทำงานน้อยกว่าปกติ (hypothyroidism) เนื้องอกของต่อมหมวกไตชนิดฟีโอโครโมไซโตมา (pheochromocytoma) ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (obstructive sleep apnea) หรือเกิดจากยาบางชนิดโดยเฉพาะเมื่อใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาคุมกำเนิดชนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจน ฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง (erythropoietin) และยาสเตียรอยด์ เป็นต้น(4) ซึ่งกรณีเหล่านี้ความดันโลหิตอาจกลับมาเป็นปกติเมื่อสามารถจัดการที่สาเหตุได้
ยาลดความดันโลหิตทำหน้าที่อย่างไร?
ยาลดความดันโลหิตมีหลายชนิด ซึ่งมีกลไกการออกฤทธิ์ลดความดันโลหิตแตกต่างกัน(5) (รูปที่ 2) ได้แก่
- ยาขยายหลอดเลือดแดง ทำให้แรงดันภายในหลอดเลือดลดลง
- ยาขับปัสสาวะ ซึ่งช่วยขับน้ำและเกลือออกจากหลอดเลือด
- ยายับยั้ง RAAS ที่เป็นหนึ่งในปัจจัยการเกิดโรคความดันโลหิตสูง
ทั้งนี้แพทย์อาจให้ผู้ป่วยใช้ยาลดความดันโลหิตเพียงชนิดเดียว หรือหลายชนิดร่วมกันเพื่อเสริมฤทธิ์ในการควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย
รูปที่ 2 กลไกการออกฤทธิ์ของยาลดความดันโลหิต (ภาพนี้สร้างขึ้นโดยใช้โปรแกรม Canva)
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับยาลดความดันโลหิต
ไม่มีอาการอะไร ไม่จำเป็นต้องใช้ยา?
ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงจำนวนมากมักไม่มีอาการใด ๆ แต่อาจพบว่าตนเองมีความดันโลหิตสูงโดยบังเอิญ เช่น จากการตรวจวัดความดันโลหิตที่หน่วยบริการสาธารณสุขต่าง ๆ อย่างไรก็ตามไม่มีอาการไม่ได้แปลว่าปลอดภัย(7) เนื่องจากโรคความดันโลหิตสูงสามารถทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะทุพลภาพหรือเสียชีวิตในภายหลังได้ เช่น เสี่ยงต่อการเป็นอัมพาตจากหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก(8) เป็นต้น นอกจากนี้กลุ่มผู้ป่วยที่ความดันโลหิตสูงเฉพาะเวลาอยู่ที่คลินิกหรือโรงพยาบาล (white coat hypertension) ซึ่งไม่ได้รับการรักษา พบความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดและการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเช่นกัน(9) ดังนั้นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงแม้จะไม่มีอาการก็ควรรับประทานยาอย่างต่อเนื่องและพบแพทย์ตามนัด
เมื่อรับประทานยาจนความดันโลหิตลดลงเป็นปกติ แปลว่าหายป่วย?
เมื่อรับประทานยาไปสักระยะ หากผู้ป่วยพบว่าความดันโลหิตลดลงจนกลับเป็นปกติแล้ว แสดงว่าร่างกายมีการตอบสนองต่อยาได้ดี แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยหายป่วยจากโรคความดันโลหิตสูงแล้ว เนื่องจากโรคนี้มักไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดและเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกันดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้า ซึ่งการควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยมีบทบาทสำคัญช่วยลดโอกาสที่จะเกิดผลเสียในระยะยาว ดังนั้นผู้ป่วยจึงไม่ควรหยุดใช้ยาด้วยตนเอง แม้ว่าความดันโลหิตจะลดลงจนเป็นปกติแล้ว(6)
ใช้ยาลดความดันโลหิตไปนาน ๆ ทำให้ตับและไตพัง?
ยาลดความดันโลหิตมักให้ประโยชน์ในการป้องกันความเสียหายต่อไตและหัวใจมากกว่า ในทางตรงกันข้าม หากปล่อยให้ความดันโลหิตสูงเป็นเวลานานสามารถทำให้ไตเสื่อมได้(8) อย่างไรก็ตามยาบางชนิดมีผลข้างเคียงที่ต้องระวัง เช่น ทำให้ระดับโพแทสเซียมในเลือดเปลี่ยนแปลง ความดันโลหิตต่ำกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้หน้ามืด เวียนศีรษะ ใจสั่น เป็นลม และหมดสติได้(10) ส่วนพิษต่อตับพบน้อยมาก(11) ทั้งนี้การใช้ยาลดความดันโลหิตภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ผู้ป่วยได้รับชนิดยาและขนาดยาที่เหมาะสม เช่น บางกรณีแพทย์อาจตรวจการทำงานของไตเพื่อประกอบการปรับขนาดยา(12) ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเกิดผลข้างเคียงจากยาได้
ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง
จากคำแนะนำของแนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูงในเวชปฏิบัติทั่วไป พ.ศ. 2567(1) ข้อควรปฏิบัติสำคัญ คือ
- รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ
- ไม่ลดขนาดยาหรือหยุดยาด้วยตนเอง
- หากลืมรับประทานยา ให้รับประทานทันทีที่นึกได้ แต่หากนึกได้เมื่อใกล้ถึงเวลารับประทานมื้อถัดไป ให้ข้ามมื้อที่ลืมไป แล้วรับประทานมื้อถัดไปตามปกติ โดยห้ามเพิ่มขนาดยาเป็นสองเท่าเพื่อทดแทนโดยเด็ดขาด
- ติดตามการรักษากับแพทย์อย่างต่อเนื่อง
- ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เช่น เน้นอาหารที่่ไม่่ผ่านกระบวนการแปรรููป จำกัดปริมาณเกลือให้ไม่เกิน 2 กรัมต่อวัน (เทียบเท่าเกลือแกง 1 ช้อนชา) ลดการปรุงรส ลดอาหารรสเค็ม ของทอด และเนื้อสัตว์ติดมัน
- ออกกำลังกายอย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ และควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม โดยทั่วไปควรมีค่าดัชนีมวลกาย (body mass index, BMI) เท่ากับ 18.5-22.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร และมีเส้นรอบเอวอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (สำหรับคนไทยรอบเอวผู้ชายควรน้อยกว่า 90 เซนติเมตร และผู้หญิงควรน้อยกว่า 80 เซนติเมตร)
- จำกััดหรืืองดเครื่่องดื่่มแอลกอฮอล์์
- เลิกบุหรี่
บทสรุป
โรคความดันโลหิตสูงเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน การใช้ยาลดความดันโลหิตจะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่อหัวใจ ไต และสมอง ดังนั้นการรับประทานยาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรม เช่น ลดปริมาณเกลือและไขมันในอาหาร ออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก และงดบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จึงมีความสำคัญเพื่อให้การรักษาโรคความดันโลหิตสูงมีประสิทธิภาพมากที่สุด นอกจากนี้ หากผู้ป่วยมีข้อสงสัยหรือเกิดอาการผิดปกติขณะใช้ยาลดความดันโลหิต สามารถขอคำปรึกษาได้จากเภสัชกรร้านยาใกล้บ้าน ซึ่งจะช่วยให้คำแนะนำเบื้องต้นในการปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม
เอกสารอ้างอิง
- สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย. แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูงในเวชปฏิบัติทั่วไป พ.ศ. 2567 [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย; 2567 [เข้าถึงเมื่อ 18 ก.ย. 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://thaihypertension.org/wp-content/uploads/2025/07/Guideline2024.pdf.
- Carretero OA, Oparil S. Essential hypertension. Part I: definition and etiology. Circulation. 2000;101(3):329-35. doi: 10.1161/01.cir.101.3.329.
- Fountain JH, Kaur J, Lappin SL. Physiology, Renin Angiotensin System. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2023 [cited 2025 Sep 18]. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK470410/.
- Charles L, Triscott J, Dobbs B. Secondary Hypertension: Discovering the Underlying Cause. Am Fam Physician. 2017; 96(7):453-461.
- Khalil H, Zeltser R. Antihypertensive Medications. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2023 [cited 2025 Sep 18]. Available from: https://www.ncbi. nlm.nih.gov/books/NBK554579/.
- van der Wardt V, Harrison JK, Welsh T, et al. Withdrawal of antihypertensive medication: a systematic review. J Hypertens. 2017;35(9):1742-1749. doi: 10.1097/HJH.000000000000 1405.
- World Health Organization. Hypertension [Internet]. Geneva: World Health Organization; 2023 Mar 16 [cited 2025 Sep 18]. Available from: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/hypertension.
- Fuchs, Flávio D. Whelton, Paul K. High Blood Pressure and Cardiovascular Disease. Hypertension. 2020; 75(2): 285-292. doi:10.1161/HYPERTENSIONAHA.119.14240.
- Huang Y, Huang W, Mai W, et al. White-coat hypertension is a risk factor for cardiovascular diseases and total mortality. J Hypertens. 2017;35(4):677-688. doi: 10.1097/HJH.0000000000001226.
- Khalil H, Zeltser R. Antihypertensive Medications. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2023 [cited 2025 Sep 23]. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK554579/.
- National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. Antihypertensive Agents. In: LiverTox: Clinical and Research Information on Drug-Induced Liver Injury [Internet]. Bethesda (MD): National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases; 2020 [cited 2025 Sep 23]. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK548011/.
- Grossman E, Messerli FH. Long-term safety of antihypertensive therapy. Prog Cardiovasc Dis. 2006;49(1):16-25. doi: 10.1016/j.pcad.2006.06.002.