คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
กลับรายการ

ใช้ folic acid กี่มิลลิกรัม รักษาโรคไขกระดูกไม่สร้างเม็ดเลือดแดง

680 views

คำถาม

ใช้ folic acid กี่มิลลิกรัม รักษาโรคไขกระดูกไม่สร้างเม็ดเลือดแดง

คำตอบ

โรคไขกระดูกไม่สร้างเม็ดเลือดแดง (pure red cell aplasia; PRCA) คือ ภาวะที่ไขกระดูกไม่มีเซลล์ต้นกำเนิดของเม็ดเลือดแดง (erythroid precursor) ส่งผลให้เกิดโลหิตจางอย่างรุนแรง แต่ผู้ป่วยยังมีเม็ดเลือดขาวและเกร็ดเลือดปกติ ในปัจจุบันการรักษา PRCA โดยเฉพาะชนิดที่มีสาเหตุมาจากภูมิคุ้มกันผิดปกติจะเน้นการใช้ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น corticosteroids, cyclosporine หรือ immunosuppressive agents เป็นแนวทางหลัก เพื่อหวังผลยับยั้งกระบวนการทำลายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดแดง ร่วมกับการรักษาประคับประคองตามอาการ เช่น การให้เม็ดเลือดแดงในกรณีที่มีภาวะโลหิตจางรุนแรงหรือมีอาการทางคลินิก สำหรับการใช้ folic acid มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในกระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดง (erythropoiesis) ในช่วงที่ไขกระดูกเริ่มฟื้นตัวจากการรักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกัน ปัจจุบันยังไม่มีแนวทางมาตรฐานที่กำหนดขนาดยา folic acid สำหรับโรค PRCA โดยเฉพาะ อย่างไรก็ตามในทางเวชปฏิบัติมักใช้ขนาด 1–5 มิลลิกรัมต่อวันซึ่งเป็นขนาดยาที่ใช้ทั่วไปในผู้ใหญ่ที่มีภาวะโลหิตจางจากการขาดโฟเลต (folate deficiency megaloblastic anemia) นอกจากนี้การให้ folic acid ในหญิงตั้งครรภ์เพื่อป้องกันความผิดปกติของไขสันหลังในทารก (neural tube defects; NTDs) แนะนำให้รับประทานขนาด 400 ไมโครกรัมต่อวันสำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงทั่วไป และเพิ่มเป็น 4–5 มิลลิกรัมต่อวันในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้การกำหนดขนาดยา folic acid ที่เหมาะสมใน PRCA ควรพิจารณาตามสภาวะทางคลินิกของผู้ป่วยแต่ละรายประกอบ และอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการรักษา


เอกสารอ้างอิง

1. Means RT Jr. Pure red cell aplasia. Blood. 2016;128(21):2504–9.
2. Sawada K, Hirokawa M, Fujishima N. Diagnosis and management of idiopathic pure red cell aplasia. Crit Rev Oncol Hematol. 2008;66(2):95-108.
3. สมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย. แนวทางการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคโลหิตจางจากไขกระดูกฝ่อ (Aplastic Anemia) ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: สมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย; 2563.
4. Kaushansky K, Lichtman MA, Prchal JT, Levi MM, Press OW, Burns LJ, et al., editors. Williams Hematology. 10th ed. New York: McGraw-Hill Education; 2021.