ติดต่อเรา
 

NEW!! Download เอกสารประกอบการประชุมที่ผ่านมา



ประกาศ !! คะแนน CPE จากงานประชุมของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล ทุกงานประชุม จะถูกส่งเข้าระบบสภาฯภายใน 30 วันหลังงานประชุม
โครงการ Proteomics 360 - 2026 Transforming Your Samples into Biological Insights

ด้วยคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีพันธกิจหลักในการสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการและวิจัยเพื่อสุขภาวะของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมพร้อมรองรับการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลให้การวิจัยและพัฒนาด้านชีวโมเลกุลเพื่อการวินิจฉัยและการรักษาอย่างแม่นยำมีความสำคัญเร่งด่วน หน่วยวิจัยชีวเภสัชศาสตร์เพื่อสุขภาวะวัยชรา (Centre of Biopharmaceutical Science for Healthy Ageing) จึงได้มุ่งเน้นการใช้นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงเพื่อค้นหาคำตอบทางชีวภาพที่ซับซ้อน โดยมีเทคโนโลยี Proteomics ผ่านเครื่อง Liquid Chromatography-Tandem Mass Spectrometry (LC-MS/MS) เป็นเครื่องมือหลักในการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของโปรตีนในระดับลึก ซึ่งถือเป็นเทรนด์การวิจัยระดับโลกที่มีศักยภาพสูงในการขับเคลื่อนนวัตกรรมสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว จำเป็นต้องอาศัยทักษะเฉพาะทาง ที่ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการเตรียมตัวอย่าง การใช้เครื่องมือขั้นสูง และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงชีวสารสนเทศ (Bioinformatics) เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับมาตรฐานวิชาการและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทางหน่วยวิจัยฯ จึงเล็งเห็นความจำเป็นในการจัดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการนี้ขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพและสร้างเครือข่ายความร่วมมือของบุคลากรด้านวิจัยใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ อาจารย์ เพื่อต่อยอดองค์ความรู้และบูรณาการสู่การเรียนการสอน นักวิจัย เพื่อพัฒนาทักษะเชิงเทคนิคในการผลิตผลงานวิจัยที่มีมาตรฐานสากล และ ภาคเอกชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพเชิงพาณิชย์ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ การจัดการประชุมในรูปแบบการฝึกปฏิบัติจริงจากตัวอย่างงานวิจัย (Hands-on Workshop) นี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มพูนทักษะแก่ผู้เข้าร่วมอบรม แต่ยังเป็นการตอกย้ำบทบาทของสถาบันในการเป็นศูนย์กลางทางวิชาการด้านชีวเภสัชศาสตร์ และเป็นการบูรณาการทรัพยากรภายในหน่วยงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตลอดจนสร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์ความรู้ด้านสุขภาวะวัยชราของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

รายละเอียดงานประชุม | รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม | สมัคร Online


การจัดทำข้อมูลด้านคุณภาพเพื่อการขึ้นทะเบียนตำรับยา Workshop on Preparing Quality Data for Drug Registration

การพัฒนาและการขึ้นทะเบียนยาเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญยิ่งต่อการนำผลิตภัณฑ์ยาเข้าสู่ตลาดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมทั้งสร้างความมั่นใจในด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ยา การเตรียมข้อมูลเพื่อการขึ้นทะเบียนจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ต้องอาศัยทั้งความรู้ทางวิชาการ เทคโนโลยีที่ทันสมัย ข้อกำหนดตามเภสัชตำรับ และการปฏิบัติตามกฎระเบียบของหน่วยงานกำกับดูแล ปัจจุบันกฎระเบียบด้านการขึ้นทะเบียนยามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในระดับสากล เช่น มาตรฐาน ICH และ ASEAN Harmonization ส่งผลให้ผู้ประกอบการและบุคลากรที่เกี่ยวข้องต้องมีความเข้าใจเชิงลึกในการเตรียมข้อมูลด้านคุณภาพครอบคลุมทั้งการควบคุมคุณภาพ การวิเคราะห์ข้อมูล การประเมินความคงตัวของยา และการจัดทำเอกสารให้สอดคล้องตามรูปแบบ Common Technical Document (CTD) เพื่อให้ได้ข้อมูลคุณภาพ (Quality Dossier) ในทางปฏิบัติ พบว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำเอกสารคุณภาพ ได้แก่ เภสัชกร นักวิทยาศาสตร์ และบุคลากรด้านการขึ้นทะเบียนยา ยังประสบปัญหาในการตีความข้อกำหนด ตลอดจนการจัดเตรียมข้อมูลให้ครบถ้วน ถูกต้อง และสอดคล้องกับแนวทางปัจจุบันของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ส่งผลให้เกิดการแก้ไขเอกสารซ้ำซ้อนและความล่าช้าในกระบวนการขึ้นทะเบียน ดังนั้น คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงเล็งเห็นความจำเป็นในการจัดประชุมวิชาการเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การเตรียมและจัดทำข้อมูลคุณภาพอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อการขึ้นทะเบียนตำรับยา” ระยะเวลา 2 วัน ประกอบด้วย ภาคบรรยาย เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเชิงหลักการ แนวคิด และข้อกำหนดสำคัญ และภาคปฏิบัติ (Workshop) เพื่อพัฒนาทักษะในการจัดทำเอกสารคุณภาพในหัวข้อสำคัญ เช่น specification analytical method validation impurity profile และ stability study อันจะช่วยยกระดับสมรรถนะของผู้เข้าร่วมให้สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้จริงในงานด้านการขึ้นทะเบียนตำรับยาอย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมยาไทยในการแข่งขันระดับสากล

รายละเอียดงานประชุม | รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม | สมัคร Online


โครงการพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสมุนไพรไทยสู่การได้รับมาตรฐาน COSMOS

อบรมเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ (ฟรี) / วิเคราะห์ช่องว่าง (Gap Analysis) / ตามเกณฑ์ COSMOS / Workshop & Coaching รายกลุ่ม / สนับสนุนค่าธรรมเนียมการรับรองมาตรฐาน COSMOS (เฉพาะที่ได้รับการคัดเลือก)

รายละเอียดงานประชุม | รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม | สมัคร Online


Herb Hack ปลดล็อกพลังสมุนไพร

ในปัจจุบัน ยาจำนวนมากที่ใช้ในการรักษาโรคมีต้นกำเนิดจากธรรมชาติ โดยเฉพาะพืชสมุนไพร ซึ่งเป็น แหล่งของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่สำคัญ เช่น ยาต้านมะเร็ง ยาต้านการอักเสบ และยาต้านจุลชีพ ศาสตร์ทางด้านเภสัชวินิจฉัย (Pharmacognosy) เป็นสาขาวิชาที่ศึกษายาจากพืชและธรรมชาติ โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านชีววิทยา เคมี และเภสัชศาสตร์ เพื่อการค้นคว้า วิเคราะห์ และพัฒนาสารจากธรรมชาติให้สามารถนำไปใช้เป็นยาได้อย่าง มีมาตรฐาน และยังเป็นส่วนหนึ่งของการค้นหายาใหม่ (Drug Discovery) ในการค้นหาสารออกฤทธิ์จากพืชและธรรมชาติ ไปสู่การพัฒนาเป็นยาที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย นอกจากนี้เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช (Tissue Culture) ยังมีบทบาทสำคัญในการผลิตวัตถุดิบสมุนไพรที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ ปราศจากการปนเปื้อน และสามารถควบคุมปริมาณสารสำคัญได้ อย่างไรก็ตาม การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษามักมุ่งเน้นเนื้อหาเชิงทฤษฎีเป็นหลัก นักเรียนจำนวนมากจึงยังขาดโอกาสในการเห็นภาพการประยุกต์ใช้ความรู้สู่การทำงานวิจัยและการพัฒนายาจริง โครงการนี้จึงจัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง ตั้งแต่การสกัดและการแยกสาร การวิเคราะห์สารสำคัญในสมุนไพร และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ไปจนถึงการทำความเข้าใจกระบวนการค้นคว้ายา อันจะช่วยเสริมสร้างทักษะทางวิทยาศาสตร์ การคิดเชิงวิเคราะห์ และความตระหนักในคุณค่าของทรัพยากรชีวภาพของประเทศ พร้อมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนสนใจศึกษาต่อและประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพและการวิจัยในอนาคต สอดคล้องกับพันธกิจของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในการเป็นศูนย์กลางบริการวิชาการด้านยา สมุนไพร เครื่องสำอาง และอาหารเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ภาควิชาเภสัชวินิจฉัยจึงได้จัดโครงการอบรม “Herb Hack ปลดล็อกพลังสมุนไพร” เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมัธยมได้รับความรู้ ความเข้าใจ และทักษะพื้นฐาน ด้านการวิจัยทางด้านสมุนไพรและการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีคุณภาพ

รายละเอียดงานประชุม | รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม | สมัคร Online


โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ ยกระดับสมุนไพรไทย คุณภาพวัตถุดิบและสารสกัดสู่สากล

หลักการและเหตุผล สมุนไพรไทยเป็นทรัพยากรชีวภาพที่มีมูลค่าสูงและเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมยาสมุนไพร ผลิตภัณฑ์ เสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์สุขภาพ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาสมุนไพรไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดสากลได้อย่าง ยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องอาศัยระบบการควบคุมคุณภาพที่ครอบคลุมตั้งแต่วัตถุดิบ กระบวนการผลิต จนถึงสารสกัดและ ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป โดยต้องสอดดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานสากล เช่น WIHO Pharmacopoeia GAP และ GACP ปัญหาสำคัญของผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย คือความไม่สม่ำเสมอของวัตถุดิบ การระบุชนิดสมุนไพร ที่คลาดเคลื่อน และการขาดข้อมูลยืนยันคุณภาพเชิงวิทยาศาสตร์ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัย ประสิทธิผล และ ความเชื่อมั่นของตลาด การใช้เครื่องมือสมัยใหม่ในการยืนยันเอกลักษณ์ของสมุนไพร เช่น การตรวจลักษณะทาง พฤกษศาสตร์ จุลทรรศน์ DNA barcoding และ chemical fingerprinting จึงมีบทบาทสำคัญในการป้องกัน การปลอมปนและการใช้วัตถุดิบผิดชนิด นอกจากนี้ การพัฒนาสารสกัดสมุนไพรเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมจำเป็นต้องอาศัย เทคโนโลยีการสกัดกัดที่ เหมาะสมและระบบควบคุมคุณภาพที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ได้สารสำคัญในปริมาณที่สม่ำเสมอ โดยการเตรียมสารสกัด มาตรฐาน (standardized extract) และการตรวจวัดปริมาณสารสำคัญด้วยเทคนิควิเคราะห์ เช่น HPLC TLC และ photometric method จะช่วยยืนยันปริมาณและคุณภาพของสารออกฤทธิ์ได้อย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับพันธกิจของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในการเป็นศูนย์กลางบริการวิชาการด้านยา สมุนไพร เครื่องสำอาง และอาหารเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ภาควิชาเภสัชวินิจฉัยจึงได้จัดโครงการอบรมนี้ เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะเชิงปฏิบัติให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุตสาหกรรมสมุนไพร ตั้งแต่การควบคุม คุณภาพวัตถุดิบตาม Thai Herbal Pharmacopoeia หรือมาตรฐานระดับสากล การยืนยันเอกลักษณ์ของสมุนไพร การสกัดและควบคุมคุณภาพสารสกัด ไปจนถึงการประเมินสารสำคัญและฤทธิ์ทางชีวภาพ อันจะนำไปสู่การยกรยกระดับ สมุนไพรไทยให้มีมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

รายละเอียดงานประชุม | รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม | สมัคร Online


PCR for All เวิร์กชอปพื้นฐานเทคนิคขยายดีเอ็นเอเพื่อทุกคน

ปัจจุบันเทคโนโลยีชีวภาพและวิทยาศาสตร์โมเลกุลมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านการแพทย์ เกษตรกรรม อุตสาหกรรมอาหาร หรือการวิจัยทางชีววิทยา เทคนิค PCR (Polymerase Chain Reaction) Real-time PCR และ Gel Electrophoresis ล้วนเป็นเครื่องมือพื้นฐานในสาขาเหล่านี้ที่นักวิทยาศาสตร์และผู้ปฏิบัติงานจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจ การทำ PCR และ Real-time PCR ช่วยในการเพิ่มปริมาณและตรวจวัดสารพันธุกรรมอย่างจำเพาะเจาะจง ซึ่งมีบทบาทตั้งแต่การวินิจฉัยโรค (เช่น การตรวจเชื้อก่อโรคหรือการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรม) ไปจนถึงการศึกษาการแสดงออกของยีน ในขณะที่ เทคนิค Gel Electrophoresis ใช้ในการแยกชิ้นส่วนดีเอ็นเอ/อาร์เอ็นเอหรือโปรตีนตามขนาด เป็นวิธีสำคัญในการตรวจสอบผลลัพธ์ของการทดลองทางอณูชีววิทยา เช่น การตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่ได้จาก PCR ทั้งสามเทคนิคนี้ถือเป็นทักษะพื้นฐานที่ผู้สนใจด้านชีววิทยาโมเลกุลควรได้ฝึกฝน เนื่องจากหลักสูตรด้านชีวTechnologyและชีววิทยาสมัยใหม่ทั่วโลกต่างบรรจุการฝึกปฏิบัติ PCR และการรันเจลเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นและคุณค่าของทักษะดังกล่าวในการต่อยอดสู่อาชีพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพ การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเทคนิคโมเลกุลพื้นฐานนี้มีส่วนช่วยส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้านอาชีพในสาขาเทคโนโลยีชีวภาพและวิทยาศาสตร์อย่างเป็นรูปธรรม ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้และฝึกฝนทักษะห้องปฏิบัติการที่จำเป็น อันได้แก่การทำ PCR และการรัน Gel Electrophoresis ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในงานวิจัยและอุตสาหกรรมด้านชีวภาพ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านการแพทย์ การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ การตรวจสอบคุณภาพทางอาหารและสิ่งแวดล้อม หรือการปรับปรุงพันธุกรรมพืชและสัตว์ ทักษะเหล่านี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้ผู้เข้าร่วมสามารถต่อยอดสู่อาชีพนักวิทยาศาสตร์ นักเทคนิคการแพทย์ นักวิจัย หรือผู้เชี่ยวชาญด้านชีวเทคโนโลยีได้ในอนาคต การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่มีประสิทธิผลจำเป็นต้องควบคู่ไปกับการลงมือปฏิบัติจริง โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการนี้มุ่งเน้นการเปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปได้เข้าถึงประสบการณ์ปฏิบัติการจริงในห้องทดลอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เรียนส่วนใหญ่อาจไม่เคยได้รับมาก่อนในการศึกษาในระบบปกติ เนื่องจากข้อจำกัดด้านทรัพยากรและอุปกรณ์ ห้องปฏิบัติการเคมีชีวะระดับสูงอย่างเครื่อง Thermal Cycler สำหรับ PCR หรืออุปกรณ์ Gel Electrophoresis มักมีอยู่เฉพาะในสถาบันการศึกษาหรือศูนย์วิจัย การจัดเวิร์กช็อปครั้งนี้จะทำให้ผู้เข้าร่วมได้ทดลองใช้เครื่องมือจริง เตรียมสารตัวอย่างจริง และแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจริงระหว่างการทดลอง ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้แบบลงมือทำ (hands-on learning) อย่างเต็มที่ สำหรับเยาวชนและบุคคลทั่วไป การได้ลงมือทำการทดลองที่ซับซ้อนอย่าง PCR หรือการแยกสารพันธุกรรมด้วยไฟฟ้า จะสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่น่าตื่นเต้นและน่าจดจำ เป็นการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านการลงมือทำจริง ซึ่งช่วยให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจเนื้อหาได้ลึกซึ้งกว่าการฟังบรรยายหรือท่องจำตำรา นอกจากนี้ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจแต่ขาดโอกาสทางการศึกษาได้สัมผัสกับเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างใกล้ชิด ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม ฝึกความละเอียดรอบคอบและวินัยในห้องปฏิบัติการ ตลอดจนเรียนรู้ข้อผิดพลาดผ่านการลองผิดลองถูก ซึ่งเป็นหัวใจของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การอบรมเชิงปฏิบัติการเทคนิค PCR และ Gel Electrophoresis สำหรับเยาวชนและประชาชนทั่วไปนี้ มีหลักการและเหตุผลรองรับอย่างชัดเจนในหลายมิติ ทั้งการส่งเสริมทักษะอาชีพด้านเทคโนโลยีชีวภาพ การเปิดโอกาสการเรียนรู้แบบปฏิบัติจริง ตลอดจนการตอบสนองต่อนโยบายชาติด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์และกำลังคน โครงการนี้จะช่วยยกระดับสมรรถนะและศักยภาพของผู้เข้าร่วม ให้พร้อมก้าวสู่ยุคใหม่ที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีบทบาทนำ อีกทั้งเป็นการวางรากฐานในการพัฒนากำลังคนคุณภาพให้กับประเทศตามวิสัยทัศน์ไทยแลนด์ 4.0 และโมเดลเศรษฐกิจ BCG อันจะส่งผลให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไปในอนาคต

รายละเอียดงานประชุม | รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม | สมัคร Online


  ถอดรหัสทุกมาตรฐาน ISO กันแดด

ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทย (T-Beauty) กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์กันแดด (sunscreen) ซึ่งเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์หลักที่ได้รับความนิยมสูง หัวใจสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์กันแดดคือการระบุค่าประสิทธิภาพ ได้แก่ SPF UVA-PF และ Critical Wavelength ที่อ้างอิงตามมาตรฐานการทดสอบสากล ซึ่งมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกในขณะนี้คือมาตรฐาน ISO มาตรฐาน ISO ที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์กันแดดมีอยู่ 5 ฉบับหลัก ได้แก่ ISO 24444 (In vivo sun protection factor test method) สำหรับการวัดค่า SPF แบบ in vivo ISO 24442 (In vivo determination of sunscreen UVA protection) สำหรับการวัดค่าการป้องกัน UVA แบบ in vivo ด้วยวิธี Persistent Pigment Darkening (PPD) ISO 24443 (In vitro determination of UVA photoprotection) สำหรับการวัดค่าการป้องกัน UVA แบบ in vitro ISO 23675 (In vitro SPF testing — Double Plate / UVR Transmittance method) สำหรับการวัดค่า SPF แบบ in vitro และ ISO 23698 (Hybrid Diffuse Reflectance Spectroscopy — HDRS) สำหรับการวัดค่า SPF UVA-PF และ Critical Wavelength แบบ Hybrid (in vivo + in vitro) โดยไม่จำเป็นต้องกระตุ้นให้เกิด erythema บนผิวหนังอาสาสมัคร แต่ละมาตรฐานมีหลักการการวัดที่แตกต่างกัน และมีข้อจำกัดเฉพาะตัวที่ผู้เกี่ยวข้องควรทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ประเด็นทางวิชาการที่สำคัญและมักถูกมองข้ามคือ ความแปรปรวนของค่า SPF ที่วัดด้วยวิธี in vivo (The variability of in vivo sunscreen sun protection factor values) แม้ว่ามาตรฐาน ISO 24444 จะถือเป็นวิธีอ้างอิง (gold standard) มาอย่างยาวนาน แต่ผลการวัดมีความแปรปรวนทั้งระหว่างห้องปฏิบัติการ (inter-laboratory) และภายในห้องปฏิบัติการเดียวกัน (intra-laboratory) ค่อนข้างสูง อันเนื่องมาจากปัจจัยด้านอาสาสมัคร ผู้ทดสอบ แหล่งกำเนิดรังสี และเทคนิคการทาผลิตภัณฑ์ ความแปรปรวนนี้เองที่เป็นแรงผลักดันสำคัญเบื้องหลังการพัฒนาวิธีทดสอบแบบ in vitro (ISO 23675) และแบบ Hybrid (ISO 23698) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดการใช้อาสาสมัคร เพิ่มความสามารถในการทำซ้ำ (reproducibility) และยกระดับความน่าเชื่อถือของผลการทดสอบ อย่างไรก็ตาม ด้วยระเบียบวิธีการทดสอบตามมาตรฐาน ISO ที่มีความซับซ้อน ต้องอาศัยทั้งการคำนวณเชิงปริมาณ ความเข้าใจในหลักการเชิงลึก และผู้เชี่ยวชาญที่มีความชำนาญและประสบการณ์ในการวัดโดยตรง การเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียจำนวนมากในปัจจุบันจึงมีบางส่วนที่คลาดเคลื่อนทางวิชาการหรือบิดเบือนจากหลักฐานเชิงประจักษ์ ส่งผลให้เกิดความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องในการตีความและการสื่อสารต่อผู้บริโภค ด้วยเหตุนี้ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงเล็งเห็นความสำคัญในการจัดสัมมานาดังกล่าวเพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการครั้งนี้ขึ้น เพื่อ “เปิดหมดทุก ISO Standard ของมาตรฐานกันแดด” อธิบายหลักการและข้อจำกัดของมาตรฐาน ISO ทั้ง 5 ฉบับ เจาะลึกความแปรปรวนของค่า SPF แบบ in vivo และถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลัง (story behind) การพัฒนามาตรฐาน ISO 23675 และ ISO 23698 ให้แก่นักวิจัย นักวิชาการ เภสัชกร ผู้ประกอบการ และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับความรู้และเสริมสร้างศักยภาพของอุตสาหกรรม T-Beauty ให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากลอย่างยั่งยืน

รายละเอียดงานประชุม | รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม | สมัคร Online


  Pharmacy Mentorship & Practice Series #1

การพัฒนาศักยภาพเภสัชกรพี่เลี้ยง (Preceptor) มีบทบาทสำคัญต่อการผลิตบัณฑิตเภสัชศาสตร์ที่มีสมรรถนะพร้อมปฏิบัติงานในระบบสุขภาพ การถ่ายทอดความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ผ่านกระบวนการพี่เลี้ยงที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้และการพัฒนาวิชาชีพของนักศึกษาเภสัชศาสตร์ได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ เภสัชกรพี่เลี้ยงยังต้องเผชิญกับการดูแลนักศึกษาที่มีความต้องการเฉพาะหรือประสบปัญหาด้านอารมณ์ ตลอดจนการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์และการบันทึกข้อมูลทางคลินิกอย่างเป็นระบบ หน่วยจัดการฝึกปฏิบัติงานวิชาชีพ งานการศึกษาเภสัชศาสตรบัณฑิต สำนักงานวิชาการและนักศึกษา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้จัดโครงการประชุมพัฒนาศักยภาพแหล่งฝึกปฏิบัติงานวิชาชีพ เรื่อง Pharmacy Mentorship & Practice Series #1 ขึ้น เพื่อเสริมสร้างความรู้ ทักษะ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการเป็นพี่เลี้ยงและการปฏิบัติทางเภสัชกรรมร่วมกัน

รายละเอียดงานประชุม | รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม | สมัคร Online


การประเมินความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ครั้งที่ 2

ในปัจจุบัน การประเมินความปลอดภัยเป็นประเด็นสำคัญในการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 และข้อกำหนดในการประเมินความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางในระดับสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศอาเซียนตามข้อตกลงว่าด้วยแผนการปรับกฎระเบียบเครื่องสำอางให้สอดคล้องกันของอาเซียน (ASEAN Harmonized Cosmetic Regulatory Scheme) ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2546 ตามบทแก้ไขดังกล่าว มาตรา 7a กำหนดให้ผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายต้องมีข้อมูลผลิตภัณฑ์ (Product Information) โดยส่วนสำคัญคือการประเมินความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ซึ่งจะต้องดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณสมบัติเหมาะสม หรือที่เรียกว่า ผู้ประเมินความปลอดภัย (Safety Assessor) ขณะที่อีกด้านหนึ่ง กฎหมายได้มีการลดการทดสอบในสัตว์ทดลองเพื่อวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องสำอาง ข้อตกลงดังกล่าวมีวัตถุประสงค์สำคัญ คือ (1) เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกในการรับรองความปลอดภัย คุณภาพ และประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่จำหน่ายในอาเซียน และ (2) เพื่อขจัดอุปสรรคทางการค้าของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางระหว่างประเทศสมาชิกผ่านการปรับข้อกำหนดทางเทคนิคให้สอดคล้องกัน การยอมรับร่วมในการรับรองการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ และการนำข้อกำหนดเครื่องสำอางอาเซียนมาใช้ ภายใต้ข้อกำหนดเครื่องสำอางอาเซียน (ASEAN Cosmetic Directive) กำหนดให้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่วางตลาดต้องไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ เมื่อใช้ภายใต้เงื่อนไขการใช้งานปกติหรือที่สามารถคาดการณ์ได้อย่างสมเหตุสมผล โดยผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายต้องจัดเตรียมข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่สำคัญ รวมถึงการประเมินความปลอดภัยสำหรับสุขภาพของมนุษย์ของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ โครงสร้างทางเคมี และระดับการสัมผัส นอกจากนี้ ยังต้องมีการพิจารณาถึงความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางตามแนวทางของ Cosmetics Europe ซึ่งเป็นสมาคมเครื่องสำอางยุโรป ที่ได้จัดทำแนวทางสำหรับการประเมินความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง โดยเน้นการประเมินความปลอดภัยที่อาศัยข้อมูลความปลอดภัยของส่วนประกอบเป็นหลัก ลดการทดสอบในสัตว์ทดลอง และพิจารณาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ผลิตภัณฑ์ในสภาวะปกติและสภาวะที่อาจคาดการณ์ได้ การประเมินความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้าน ได้แก่ การระคายเคืองผิวหนัง การแพ้ ผลกระทบที่อาจเกิดจากรังสียูวี การระคายเคืองต่อดวงตา การดูดซึมผ่านผิวหนัง และความเป็นพิษต่อร่างกาย อีกทั้งต้องพิจารณาถึงสภาพการใช้ของผลิตภัณฑ์ เช่น ชนิดของเครื่องสำอาง วิธีการใช้ ความเข้มข้นของส่วนประกอบ ปริมาณที่ใช้ ความถี่ในการใช้ พื้นที่สัมผัส ระยะเวลาสัมผัส รวมถึงกลุ่มผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ การจัดงานประชุมวิชาการในครั้งนี้จึงมีความสำคัญเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้ประกอบการ นักวิจัย และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง เพื่อให้สามารถประเมินความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานสากล ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค

รายละเอียดงานประชุม | รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม | สมัคร Online




ระบบ MUPY E-Registration Service พัฒนาโดย: งานเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อการเรียนการสอน
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2554