คำถาม
คนให้นมบุตรสามารถทาน ยาฆ่าเชื้อ กลุ่ม quinolone ได้หรือไม่ และทาน hyoscine
คำตอบ
การใช้ยาปฏิชีวนะกลุ่ม quinolones และยา hyoscine ในหญิงให้นมบุตรสามารถพิจารณาได้ตามชนิดของยา ข้อบ่งใช้ ระยะเวลาการรักษา ตลอดจนอายุและภาวะสุขภาพของทารก โดยควรประเมินประโยชน์ที่มารดาจะได้รับจากการรักษาเทียบกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับทารกที่ได้รับน้ำนมแม่ เนื่องจากยาแต่ละชนิดมีคุณสมบัติทางเภสัชจลนศาสตร์และข้อมูลความปลอดภัยระหว่างให้นมบุตรแตกต่างกัน
1. ยาปฏิชีวนะกลุ่ม quinolones เช่น ciprofloxacin และ levofloxacin สามารถผ่านเข้าสู่น้ำนมแม่ได้ แต่ปริมาณยาที่ทารกได้รับผ่านน้ำนมต่ำกว่าขนาดยาที่ใช้รักษาในเด็กอย่างมาก ในอดีตมีข้อกังวลเกี่ยวกับความเป็นพิษต่อกระดูกอ่อนและข้อต่อที่กำลังเจริญเติบโตจากการศึกษาในสัตว์ทดลอง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการใช้ยาในเด็กที่มีอยู่ไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าการได้รับยากลุ่มนี้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อข้อต่ออย่างถาวร ทั้งนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับผลระยะยาวในทารกที่ได้รับยาผ่านน้ำนมแม่ยังมีจำกัด [1,2]
- ฐานข้อมูล Drugs and Lactation Database (LactMed) ระบุว่า ciprofloxacin สามารถใช้ในหญิงให้นมบุตรได้ โดยมีการศึกษาระดับยาในน้ำนมแม่ของหญิงให้นมบุตร 10 รายที่ได้รับ ciprofloxacin ขนาด 750 mg ทุก 12 ชั่วโมง พบความเข้มข้นของยาในน้ำนมสูงสุดเฉลี่ย 3.79 mg/L ที่เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงหลังได้รับยา และคำนวณปริมาณยาสูงสุดที่ทารกอาจได้รับผ่านน้ำนมประมาณ 0.57 mg/kg/day ซึ่งต่ำกว่าขนาดยาที่ใช้รักษาในทารกแรกเกิดที่รายงานไว้ 10–40 mg/kg/day [1] แม้ว่าปริมาณยาที่ทารกได้รับผ่านน้ำนมจะค่อนข้างต่ำ แต่ควรติดตามอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหาร เช่น อาการท้องเสีย เชื้อราในช่องปาก หรือผื่นผ้าอ้อมจากเชื้อรา นอกจากนี้ มีรายงานผู้ป่วยทารกอายุ 2 เดือนที่เกิด pseudomembranous colitis ซึ่งผู้รายงานสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการได้รับ ciprofloxacin ผ่านน้ำนมแม่ อย่างไรก็ตาม เป็นรายงานผู้ป่วยเฉพาะรายที่มีประวัติ necrotizing enterocolitis มาก่อน จึงไม่สามารถใช้สรุปอุบัติการณ์หรือความเสี่ยงในทารกทั่วไปได้ [1,3] หากต้องการลดปริมาณยาที่ทารกได้รับผ่านน้ำนม LactMed ระบุว่าการหลีกเลี่ยงการให้นมในช่วง 3–4 ชั่วโมงหลังรับประทาน ciprofloxacin อาจช่วยลดการสัมผัสยาได้ อย่างไรก็ตาม การเว้นระยะดังกล่าวเป็นทางเลือกเพื่อลดการสัมผัสยาเพิ่มเติม ไม่ใช่ข้อกำหนดให้มารดาทุกรายต้องหยุดให้นมบุตรระหว่างการรักษา [1]
- ฐานข้อมูล LactMed ระบุว่า levofloxacin สามารถใช้ในหญิงให้นมบุตรได้เช่นกัน โดยปริมาณยาที่ผ่านเข้าสู่น้ำนมแม่อยู่ในระดับที่คาดว่าไม่ก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์รุนแรงในทารกส่วนใหญ่ ข้อมูลการศึกษาทางเภสัชจลนศาสตร์รายงานค่า Relative Infant Dose (RID) ประมาณ 6.0–8.2% ในบางการศึกษา ทั้งนี้ ค่า RID อาจแตกต่างกันตามขนาดยา วิธีบริหารยา ระยะเวลาเก็บตัวอย่าง และวิธีคำนวณ [2] ระหว่างการใช้ยาควรติดตามอาการท้องเสีย เชื้อราในช่องปาก และผื่นผ้าอ้อมจากเชื้อราเช่นเดียวกับ ciprofloxacin หากต้องการลดการสัมผัสยา LactMed ระบุว่าการหลีกเลี่ยงการให้นมอย่างน้อย 1 ชั่วโมงหลังได้รับยาทางหลอดเลือดดำ หรือ 4–6 ชั่วโมงหลังรับประทานยา อาจช่วยลดปริมาณยาที่ทารกได้รับผ่านน้ำนมได้ [2]
ดังนั้นกรณีต้องใช้ยากลุ่ม quinolones ทั้ง ciprofloxacin หรือ levofloxacin อาจเป็นทางเลือกในหญิงให้นมบุตร แต่ควรเลือกใช้ตามความเหมาะสมของเชื้อก่อโรค ตำแหน่งการติดเชื้อ และความไวต่อยาปฏิชีวนะ และหากมียาทางเลือกที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมและมีข้อมูลความปลอดภัยระหว่างให้นมบุตรมากกว่า อาจพิจารณาใช้ยานั้นก่อน โดยเฉพาะกรณีทารกคลอดก่อนกำหนด ทารกแรกเกิด หรือทารกที่มีโรคประจำตัว
2. Hyoscine ที่ใช้ในทางคลินิกมีรูปแบบสำคัญ 2 ชนิด ได้แก่ hyoscine-N-butylbromide (hyoscine butylbromide หรือ butylscopolamine) และ hyoscine hydrobromide (scopolamine) แม้ยาทั้งสองชนิดมีฤทธิ์ antimuscarinic แต่มีคุณสมบัติทางเภสัชจลนศาสตร์และข้อบ่งใช้แตกต่างกัน จึงควรพิจารณาความปลอดภัยระหว่างให้นมบุตรแยกจากกัน [4,5]
- Hyoscine-N-butylbromide เป็นสารประกอบ quaternary ammonium ที่มีการดูดซึมจากทางเดินอาหารต่ำและผ่าน blood–brain barrier ได้น้อย มีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบของระบบทางเดินอาหาร จึงใช้บรรเทาอาการปวดเกร็งท้อง [4] ข้อมูลโดยตรงเกี่ยวกับระดับ hyoscine-N-butylbromide ในน้ำนมแม่และผลต่อทารกยังมีจำกัด เอกสารกำกับยาบางผลิตภัณฑ์จึงไม่แนะนำให้ใช้ระหว่างให้นมบุตร เนื่องจากข้อมูลด้านความปลอดภัยไม่เพียงพอ [6] อย่างไรก็ตาม แนวทางของ UK Specialist Pharmacy Service ระบุว่า hyoscine-N-butylbromide เป็นหนึ่งในยาคลายเกร็งทางเดินอาหารที่สามารถพิจารณาใช้ระหว่างให้นมบุตรได้ โดยเฉพาะในมารดาที่มีทารกคลอดครบกำหนดและมีสุขภาพแข็งแรง เนื่องจากคุณสมบัติของยาทำให้คาดว่าการผ่านเข้าสู่น้ำนมและการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายทารกมีจำกัด ทั้งนี้ ข้อแนะนำดังกล่าวอาศัยการประเมินคุณสมบัติทางเภสัชวิทยาร่วมกับข้อมูลที่มีอยู่ มากกว่าหลักฐานการศึกษาความปลอดภัยโดยตรงในทารก [7] ดังนั้น หากมีข้อบ่งใช้เหมาะสม สามารถพิจารณาใช้ hyoscine-N-butylbromide ในระยะสั้นด้วยขนาดยาต่ำสุดที่ให้ผลการรักษา โดยควรติดตามอาการผิดปกติของทารก เช่น ดูดนมลดลง ท้องผูก หรือปัสสาวะลดลง รวมทั้งสังเกตปริมาณน้ำนมของมารดา โดยเฉพาะในช่วงที่ยังเริ่มสร้างน้ำนม [6,7]
- Hyoscine hydrobromide เป็นสารประกอบ tertiary amine ที่สามารถผ่านเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางได้ และใช้สำหรับป้องกันอาการเมารถ เมาเรือ รวมถึงอาการคลื่นไส้อาเจียนในบางข้อบ่งใช้ [5] ฐานข้อมูล LactMed ระบุว่ายังไม่มีข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับระดับ hyoscine hydrobromide ในน้ำนมแม่หรือผลต่อทารกที่ได้รับน้ำนม อย่างไรก็ตาม การได้รับยาเพียงครั้งเดียวไม่น่าจะรบกวนการให้นมบุตรอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การใช้ยาต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจลดการสร้างหรือการหลั่งน้ำนมได้ [8] ข้อมูลเกี่ยวกับผลต่อการหลั่งน้ำนมส่วนหนึ่งมาจากการศึกษาในสัตว์ทดลองที่พบว่ายากลุ่ม anticholinergics อาจยับยั้งการหลั่ง growth hormone และ oxytocin รวมถึงข้อมูลการลดระดับ prolactin ในหญิงที่ไม่ได้ให้นมบุตร อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะยืนยันขนาดของผลกระทบดังกล่าวในหญิงให้นมบุตร [8] ดังนั้น หากจำเป็นต้องใช้ hyoscine hydrobromide เพียงครั้งเดียวหรือระยะสั้น อาจพิจารณาใช้ได้ตามข้อบ่งใช้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ต่อเนื่องโดยไม่จำเป็น และติดตามปริมาณน้ำนม รวมถึงอาการดูดนมไม่เพียงพอหรือน้ำหนักตัวเพิ่มไม่เหมาะสมของทารก โดยเฉพาะเมื่อใช้ยาเป็นระยะเวลานาน [8]
เอกสารอ้างอิง
2. Drugs and Lactation Database (LactMed) [Internet]. Bethesda (MD): National Institute of Child Health and Human Development; 2006-. Levofloxacin. [updated 2025 Dec 15; cited 2026 Oct 20]. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK501002/
3. Harmon T, Burkhart G, Applebaum H. Perforated pseudomembranous colitis in the breast-fed infant. J Pediatr Surg. 1992;27(6):744-6. doi:10.1016/0022-3468(92)90103-y
4. Tytgat GN. Hyoscine butylbromide: a review of its use in the treatment of abdominal cramping and pain. Drugs. 2007;67(9):1343-57. doi:10.2165/00003495-200767090-00007
5. Renner UD, Oertel R, Kirch W. Pharmacokinetics and pharmacodynamics in clinical use of scopolamine. Ther Drug Monit. 2005;27(5):655-65. doi:10.1097/01.ftd.0000168282.12678.8f
6. Morningside Healthcare Ltd. Hyoscine butylbromide 10 mg and 20 mg film-coated tablets: package leaflet [Internet]. Leicester (UK): Morningside Healthcare Ltd; 2021 Oct [cited 2026 Oct 20]. Available from: https://www.medicines.org.uk/emc/files/pil.13314.pdf
7. Specialist Pharmacy Service. Using gastrointestinal antispasmodics during breastfeeding [Internet]. London: NHS Specialist Pharmacy Service; 2020 Oct 14 [updated 2022 Mar 15; cited 2026 Oct 20]. Available from: https://sps.nhs.uk/articles/using-gastrointestinal-antispasmodics-during-breastfeeding/
8. Drugs and Lactation Database (LactMed) [Internet]. Bethesda (MD): National Institute of Child Health and Human Development; 2006-. Scopolamine. [updated 2024 May 15; cited 2026 Oct 20]. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK501482/