องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (USFDA) ทำการอนุมัติยา adapalene ในรูปแบบโลชั่น (Differin 0.1%, Galderma Laboratories, LP) สำหรับใช้ทาภายนอกเพื่อรักษาสิวในผู้ป่วยที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป
การอนุมัติในครั้งนี้อาศัยข้อมูลจาก multicenter clinical trials ที่มีกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วย 2,141 ราย ซึ่งมีรอยสิวอักเสบ 20-50 รอย และรอยสิวที่ไม่อักเสบ 30-100 รอย ณ วันที่เริ่มการศึกษา ระยะเวลาการศึกษาทั้งหมด 12 สัปดาห์
ข้อมูลที่ได้แสดงให้เห็นผลของการใช้โลชั่น adapalene 0.1% เปรียบเทียบกับการใช้ vehicle เพียงอย่างเดียวว่า
- ช่วยลดค่าเฉลี่ยจำนวนรอยสิวทั้งหมดลงจากเดิมได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (การศึกษาที่ 1, 51.5% vs 37.1%; การศึกษาที่ 2, 44.6% vs 32.8%)
- ช่วยลดลดจำนวนรอยสิวอักเสบลงจากเดิมได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (การศึกษาที่ 1, 54.9% vs 40.3%; การศึกษาที่ 2, 46.0% vs 36.9%)
- ช่วยลดลดรอยสิวที่ไม่อักเสบลงจากเดิมได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (การศึกษาที่ 1, 49.6% vs 35.7%; การศึกษาที่ 2, 43.1% vs 30.2%)
อาการไม่พึงประสงค์ที่ได้รับการรายงานบ่อย คือ ผิวแห้ง (7%) ซึ่งมักเกิดในช่วง 2 สัปดาห์แรกของการรักษา จากนั้นอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบรายงานการเกิดผิวลอก, การระคายเคืองผิวหนัง และแสบร้อน เช่นกัน
ควรทาโลชั่น adapalene บางๆ ทั่วใบหน้า หรือบริเวณอื่นๆ ที่ต้องการเพียงวันละครั้ง จากนั้นล้างออกด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ไม่มีส่วนผสมของสบู่ หากมีอาการระคายเคืองผิวหนังเกิดขึ้นสามารถใช้ moisturizer เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้
ผู้ที่ใช้โลชั่น adapalene ควรหลีกเลี่ยงจากแสงแดด หรือแสงจากหลอดไฟ และใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารกันแดด หรือสวมเสื้อผ้าให้มิดชิด อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ทำให้ผิวแห้งในระหว่างที่ใช้โลชั่น adapalene โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ sulfur, resorcinol หรือ salicylic acid
ไม่ควรทาโลชั่น adapalene บริเวณผิวหนังที่เป็นแผลเปิด ถลอก หรือผิวที่ไหม้จากแสงแดด รวมถึงหลีกเลี่ยงวิธีการกำจัดขนด้วยแว๊กซ์ (waxing) ในบริเวณที่ใช้โลชั่น adapalene
การอนุมัติในครั้งนี้อาศัยข้อมูลจาก multicenter clinical trials ที่มีกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วย 2,141 ราย ซึ่งมีรอยสิวอักเสบ 20-50 รอย และรอยสิวที่ไม่อักเสบ 30-100 รอย ณ วันที่เริ่มการศึกษา ระยะเวลาการศึกษาทั้งหมด 12 สัปดาห์
ข้อมูลที่ได้แสดงให้เห็นผลของการใช้โลชั่น adapalene 0.1% เปรียบเทียบกับการใช้ vehicle เพียงอย่างเดียวว่า
- ช่วยลดค่าเฉลี่ยจำนวนรอยสิวทั้งหมดลงจากเดิมได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (การศึกษาที่ 1, 51.5% vs 37.1%; การศึกษาที่ 2, 44.6% vs 32.8%)
- ช่วยลดลดจำนวนรอยสิวอักเสบลงจากเดิมได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (การศึกษาที่ 1, 54.9% vs 40.3%; การศึกษาที่ 2, 46.0% vs 36.9%)
- ช่วยลดลดรอยสิวที่ไม่อักเสบลงจากเดิมได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (การศึกษาที่ 1, 49.6% vs 35.7%; การศึกษาที่ 2, 43.1% vs 30.2%)
อาการไม่พึงประสงค์ที่ได้รับการรายงานบ่อย คือ ผิวแห้ง (7%) ซึ่งมักเกิดในช่วง 2 สัปดาห์แรกของการรักษา จากนั้นอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบรายงานการเกิดผิวลอก, การระคายเคืองผิวหนัง และแสบร้อน เช่นกัน
ควรทาโลชั่น adapalene บางๆ ทั่วใบหน้า หรือบริเวณอื่นๆ ที่ต้องการเพียงวันละครั้ง จากนั้นล้างออกด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ไม่มีส่วนผสมของสบู่ หากมีอาการระคายเคืองผิวหนังเกิดขึ้นสามารถใช้ moisturizer เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้
ผู้ที่ใช้โลชั่น adapalene ควรหลีกเลี่ยงจากแสงแดด หรือแสงจากหลอดไฟ และใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารกันแดด หรือสวมเสื้อผ้าให้มิดชิด อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ทำให้ผิวแห้งในระหว่างที่ใช้โลชั่น adapalene โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ sulfur, resorcinol หรือ salicylic acid
ไม่ควรทาโลชั่น adapalene บริเวณผิวหนังที่เป็นแผลเปิด ถลอก หรือผิวที่ไหม้จากแสงแดด รวมถึงหลีกเลี่ยงวิธีการกำจัดขนด้วยแว๊กซ์ (waxing) ในบริเวณที่ใช้โลชั่น adapalene
เอกสารอ้างอิง
http://www.medscape.com/viewarticle/719010