คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
กลับรายการ

อยากทราบค่ะว่ายา omeprazole สามารถรักษากระเพาะอักเสบทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรังได้ไหมคะ แล้วกรณีไม่มีแผลในกระเพาะรับประทานได้หรือเปล่า ระยะเวลารักษาการอักเสบต้องใช้เวลานานแค่ไหนคะจึงจะทราบว่าหายดีขึ้นน่ะค่ะ

7,057 views

คำถาม

อยากทราบค่ะว่ายา omeprazole สามารถรักษากระเพาะอักเสบทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรังได้ไหมคะ แล้วกรณีไม่มีแผลในกระเพาะรับประทานได้หรือเปล่า ระยะเวลารักษาการอักเสบต้องใช้เวลานานแค่ไหนคะจึงจะทราบว่าหายดีขึ้นน่ะค่ะ

คำตอบ

Omeprazole เป็นยายับยั้งการหลั้งกรดในกระเพาะอาหาร มีข้อบ่งใช้สำหรับรักษาโรคในทางเดินอาหารที่เกี่ยวข้องกับกรดในกระเพาะอาหาร เช่น โรคแผลในกระเพาะอาหาร (gastric ulcer) โรคแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น (duodenal ulcer) หลอดอาหารอักเสบเป็นแผล (erosive esophagitis) โรคกรดไหลย้อน (gastro-esophageal reflux disease; GERD) และภาวะผิดปกติที่มีการหลั่งกรดมาก (เช่น Zollinger-Ellison syndrome, multiple endocrine adenoma และ systemic mastocytosis) ตลอดจนใช้ร่วมกับยาต้านจุลชีพเพื่อกำจัดเชื้อ Helicobacter pylori ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่ร่วมเป็นสาเหตุของการเกิดแผลในกระเพาะอาหารและแผลในลำไส้ ส่วนกรณีกระเพาะอาหารอักเสบ (gastritis) นั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ดื่มสุรา ใช้ยาบางชนิด ติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส การไหลย้อนของน้ำดี หรือเป็นโรคโลหิตจางบางชนิด กระเพาะอาหารอาจทำให้เกิดการอักเสบ การระคายเคืองหรือเกิดเป็นแผลขึ้น การรักษาจึงแตกต่างกันตามสาเหตุและความรุนแรง ซึ่ง omeprazole ไม่ใช่ยาหลักที่นำมาใช้รักษา
Keywords; omeprazole, gastritis, duodenal ulcer, gastric ulcer, erosive esophagitis, gastro-esophageal reflux disease, GERD, Zollinger-Ellison syndrome, multiple endocrine adenoma, systemic mastocytosis, Helicobacter pylori


เอกสารอ้างอิง

1. Berardi RR, Fugit RV. Peptic ulcer disease. In: Dipiro JT, L.Talbert R, Yee GC, Matze GR, Wells bG, Posey LM, editors. Pharmacotherapy: A pathophysiology approach, 8th edition. China: McGrawHill; 2011. p. 563-85.
2. Sepulveda AR. Autoimmune atrophic gastritis. 2012. Available from: http://emedicine.medscape.com/ article/176036-overview#a0104.
3. Bestpractice. bmj. Gastritis. London: BMJ Publishing Group Ltd; c2014 [updated 2013 Sep 04]. Available from: http://bestpractice.bmj.com/best-practice/monograph/816.html