คำถาม
Uric acid มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคหัวใจหรือไม่ ก่อให้เกิดโรคใดได้บ้าง ?
คำตอบ
ปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจที่ปัจจุบันมีหลักฐานแน่ชัดได้แก่ อายุ (age) การสูบบุหรี่ (smoking) มีประวัติเป็นโรคความดันโลหิตสูง (high blood pressure) คลอเรสเตอรอลในเลือดสูง (high blood cholesterol) โรคเบาหวาน (diabetes) อ้วน (obesity) และไม่ออกกำลังกาย (physical inactivity) ส่วนปัจจัยอื่นๆ ยังไม่เป็นที่สรุปแน่ชัด
สำหรับกรดยูริค (uric acid) เป็นสารที่เกิดจากกระบวนการเมตาบอลิซึมของร่างกายตามปกติอยู่แล้ว แต่อาจมีระดับเพิ่มสูงขึ้นเมื่อรับประทานอาหารบางชนิด เช่น แอลกอฮอล์ ตับ สัตว์ปีกและถั่วต่างๆ เป็นต้น ซึ่งโดยปกติร่างกายจะกำจัดออกกับปัสสาวะ แต่หากได้รับกรดยูริคมากเกินไปหรือมีปัจจัยบางประการทำให้ร่างกายขับกรดยูริกได้ลดน้อยลง จะทำให้เกิดการตกตะกอนขึ้นที่บริเวณต่างๆของร่างกายได้ แต่ที่พบบ่อย ได้แก่ ที่ท่อของไต กลายเป็นโรคนิ่วที่ไตได้ หรืออาจเกิดการสะสมของผลึกยูริค (monosodium urate) ที่บริเวณข้อต่อต่างๆของร่างกายกลายเป็นโรคเก๊าท์ (gouty arthritis) ได้ แต่จากงานวิจัยทางคลินิกพบว่า ผู้ป่วยที่มีภาวะระดับกรดยูริคในเลือดสูง ไม่จำเป็นจะต้องเป็นโรคเก๊าท์ทุกคน โดยพบว่าประมาณร้อยละ 30 ของคนที่มีระดับกรดยูริคในเลือดสูงที่จะพัฒนากลายเป็นโรคเก๊าท์
สำหรับกรดยูริค (uric acid) เป็นสารที่เกิดจากกระบวนการเมตาบอลิซึมของร่างกายตามปกติอยู่แล้ว แต่อาจมีระดับเพิ่มสูงขึ้นเมื่อรับประทานอาหารบางชนิด เช่น แอลกอฮอล์ ตับ สัตว์ปีกและถั่วต่างๆ เป็นต้น ซึ่งโดยปกติร่างกายจะกำจัดออกกับปัสสาวะ แต่หากได้รับกรดยูริคมากเกินไปหรือมีปัจจัยบางประการทำให้ร่างกายขับกรดยูริกได้ลดน้อยลง จะทำให้เกิดการตกตะกอนขึ้นที่บริเวณต่างๆของร่างกายได้ แต่ที่พบบ่อย ได้แก่ ที่ท่อของไต กลายเป็นโรคนิ่วที่ไตได้ หรืออาจเกิดการสะสมของผลึกยูริค (monosodium urate) ที่บริเวณข้อต่อต่างๆของร่างกายกลายเป็นโรคเก๊าท์ (gouty arthritis) ได้ แต่จากงานวิจัยทางคลินิกพบว่า ผู้ป่วยที่มีภาวะระดับกรดยูริคในเลือดสูง ไม่จำเป็นจะต้องเป็นโรคเก๊าท์ทุกคน โดยพบว่าประมาณร้อยละ 30 ของคนที่มีระดับกรดยูริคในเลือดสูงที่จะพัฒนากลายเป็นโรคเก๊าท์
เอกสารอ้างอิง
1 Risk factor for Coronary heart disease in ACC/AHA 2010 guidelines
2. Mary Anne Koda-Kimble. Applied Therapeutic : Clinical Drug Use. Wolters Kluwer Health/Lippincott Williams & Wilkins, 2009
2. Mary Anne Koda-Kimble. Applied Therapeutic : Clinical Drug Use. Wolters Kluwer Health/Lippincott Williams & Wilkins, 2009