กลับรายการ
อ่านเจอว่าถ้าผู้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงแล้วมีอาการกล้ามเนื้อปวดอักเสบต้องหลีกเลี่ยงยากลุ่มNSAIDใ่ช่ไหมคะแล้วใช้ยากลุ่มไหนแทนคะ
14,498 views
คำถาม
อ่านเจอว่าถ้าผู้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงแล้วมีอาการกล้ามเนื้อปวดอักเสบต้องหลีกเลี่ยงยากลุ่มNSAIDใ่ช่ไหมคะแล้วใช้ยากลุ่มไหนแทนคะ
คำตอบ
Non-Steroidal Anti-inflammatory Drugs หรือ NSAIDs เป็นยาที่มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบ ลดอาการปวด และบางชนิดสามารถนำมาใช้ลดไข้ได้ ยานี้มีผลยับยั้งการสร้างสาร prostaglandin ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ และยากลุ่ม NSAIDs อาจเกิดผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร ไต เกล็ดเลือด และระบบหัวใจและหลอดเลือดได้ โดยยาในกลุ่ม NSAIDs จะส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นจากการยับยั้งการสร้าง prostaglandin บางตัวที่มีผลต่อหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดหดตัว และมีผลทำให้เกิดการคั่งของเกลือโซเดียมและน้ำ จึงเกิดการบวมน้ำและความดันโลหิตสูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีผลรบกวนการทำงานของ renin-angiotensin system (RAS) ซึ่งเป็นระบบที่ควบคุมสมดุลความดันโลหิตและสมดุลของน้ำในร่างกาย อย่างไรก็ตามยากลุ่ม NSAIDs มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความดันโลหิตในคนปกติเพียงเล็กน้อยหรือผู้ป่วยที่ไม่ได้เป็นโรคความดันโลหิตสูง แต่มีผลมากผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงทั้งที่ได้รับการรักษาและไม่ได้รับการรักษาด้วยยาลดความดันโลหิตสูง ทำให้ไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้ดังปกติ ดังนั้นถ้ามีอาการปวดกล้ามเนื้อในเบื้องต้นอาจพิจารณายา paracetamol ก่อน ถ้าอาการปวดนั้นมีสาเหตุอื่นมาจากโรค เช่น โรครูมาตอยด์ โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นต้น การพิจารณาการใช้ยาควรอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ แต่การใช้ยาในกลุ่ม NSAIDs เป็นข้อควรระวังในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงจึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา หากมีความจำเป็นต้องใช้ควรใช้ในระยะเวลาสั้นๆและมีการติดตามวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ
เอกสารอ้างอิง
Drug information Handbook 19th Edition 2010-2011
Pharmacotherapy Handbook
Armstrong EP, Malone DC. The impact of nonsteroidal anti-inflammatory drugs on blood pressure, with an emphasis on newer agents. Clin Ther. 2003;25:1-18.
http://www.medscape.com/viewarticle/582385_3
Pharmacotherapy Handbook
Armstrong EP, Malone DC. The impact of nonsteroidal anti-inflammatory drugs on blood pressure, with an emphasis on newer agents. Clin Ther. 2003;25:1-18.
http://www.medscape.com/viewarticle/582385_3