คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
กลับรายการ

ข้อมูลประสิทธิภาพและความปลอดภัย ข้อควรระวังของยา metoclopamide และ baclofen สำหรับอาการสะอึก เป็นอย่างไร ต้องสะอึกนานแค่ไหนถึงควรเริ่มทานยา แล้วทำไมยาทั้งสองตัวถึงช่วยอาการสะอึกได้ และนอกจากยาสองตัวนนี้มียาทางเลือกไหม (เน้นยาที่มักพบในร้านยา)

59 views

คำถาม

ข้อมูลประสิทธิภาพและความปลอดภัย ข้อควรระวังของยา metoclopamide และ baclofen สำหรับอาการสะอึก เป็นอย่างไร ต้องสะอึกนานแค่ไหนถึงควรเริ่มทานยา แล้วทำไมยาทั้งสองตัวถึงช่วยอาการสะอึกได้ และนอกจากยาสองตัวนนี้มียาทางเลือกไหม (เน้นยาที่มักพบในร้านยา)

คำตอบ

การสะอึก (hiccups หรือ singultus) มักเป็นอาการชั่วคราวและสามารถหายได้เอง แต่หากมีอาการรุนแรงหรือต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตได้ โดยแบ่งอาการสะอึกตามระยะเวลาเป็น 3 ประเภท [1,2] ได้แก่ 

  1. acute hiccups คือ อาการสะอึกระยะสั้นที่มักหายได้เองหรือบรรเทาด้วยวิธีไม่ใช้ยา 
  2. persistent hiccups คือ อาการสะอึกที่ต่อเนื่องนานกว่า 48 ชั่วโมง 
  3. intractable hiccups คือ อาการสะอึกที่ต่อเนื่องนานกว่า 1 เดือน 

มักพิจารณาใช้ยารักษาอาการสะอึกในกรณี persistent (> 48 ชั่วโมง) หรือ intractable (> 1 เดือน) [2] หรือเมื่อการรักษาด้วยวิธีแบบไม่ใช้ยาไม่ได้ผล [2] รวมถึงกรณีที่อาการสะอึกส่งผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินชีวิต หรือก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น อ่อนเพลีย ขาดน้ำ ขาดสารอาหาร หรือน้ำหนักลด [3] อย่างไรก็ตาม การสะอึกนานกว่า 48 ชั่วโมงไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกรายจำเป็นต้องได้รับยา แต่ควรได้รับการประเมินหาสาเหตุและพิจารณาการรักษาที่เหมาะสม โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย ทั้งนี้หลักฐานด้านประสิทธิภาพของยารักษาอาการสะอึกยังมีข้อจำกัดและโดยรวมอยู่ในระดับต่ำ [2,3]

Metoclopramide 

เป็นยากลุ่ม prokinetic drug มีฤทธิ์กระตุ้นการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร ช่วยเร่งการบีบตัวและการระบายอาหารออกจากกระเพาะอาหาร [4] จึงอาจช่วยลดการคั่งของอาหาร การขยายตัวของกระเพาะอาหาร และภาวะกรดไหลย้อน (gastroesophageal reflux disease; GERD) ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นอาการสะอึก นอกจากนี้การที่ยาออกฤทธิ์เป็น dopamine (D2) receptor antagonist อาจมีส่วนช่วยลดการกระตุ้นวงจรรีเฟล็กซ์การสะอึก (hiccup reflex arc) [2-4] 

จากการศึกษา randomized controlled trial (RCT) ในผู้ป่วย intractable hiccups จำนวน 36 ราย (วิเคราะห์ผลผู้ป่วยที่เข้าร่วมการศึกษาจนครบ 34 ราย) ซึ่งได้รับ metoclopramide ขนาด 10 mg รับประทานวันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 15 วัน พบว่าอัตราการหยุดสะอึกหรืออาการดีขึ้นโดยรวม (total efficacy) สูงกว่ากลุ่ม placebo อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (RR 2.75, 95% CI 1.09–6.94, p = 0.03) อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเฉพาะผลการหยุดสะอึกสนิท พบผู้ป่วย 2 จาก 17 รายในกลุ่ม metoclopramide เทียบกับ 0 จาก 17 รายในกลุ่ม placebo ซึ่งไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.29) [5] แสดงให้เห็นว่ายาอาจช่วยบรรเทาอาการสะอึกได้ แต่หลักฐานเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการทำให้อาการสะอึกหยุดสนิทยังมีจำกัด อาการไม่พึงประสงค์ที่รายงานในการศึกษาดังกล่าว ได้แก่ อ่อนเพลีย (47.06%) อารมณ์แปรปรวน (35.29%) เวียนศีรษะ (29.41%) และท้องผูก (17.64%) โดยไม่พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ร้ายแรง [5]

ทั้งนี้การใช้ metoclopramide ควรระวังการเกิด tardive dyskinesia ซึ่งเป็นความผิดปกติของการเคลื่อนไหวที่อาจไม่สามารถกลับคืนเป็นปกติได้ โดยความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาการใช้ยาและขนาดสะสม จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานานเกิน 12 สัปดาห์ และใช้ในระยะเวลาสั้นที่สุดเท่าที่จำเป็น นอกจากนี้ ยาอาจทำให้เกิด acute dystonia ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ช่วง 24–48 ชั่วโมงแรกหลังเริ่มยา รวมถึงอาการไม่พึงประสงค์ทางระบบประสาทอื่น ๆ จึงต้องระมัดระวังการใช้ในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน และผู้ที่มีความเสี่ยงต่อความผิดปกติของการเคลื่อนไหว รวมทั้งพิจารณาปรับขนาดยาในผู้ป่วยไตบกพร่องและผู้ป่วยตับบกพร่องรุนแรงตามคำแนะนำในเอกสารกำกับยา [4] ทั้งนี้ไม่แนะนำให้ใช้ metoclopramide ระยะยาวเพื่อรักษาอาการสะอึก [2]

Baclofen 

เป็นยากลุ่ม gamma-aminobutyric acid type B (GABA-B) receptor agonist ซึ่งช่วยยับยั้งการส่งสัญญาณประสาทในระดับไขสันหลัง และอาจมีผลต่อการควบคุมวงจรรีเฟล็กซ์การสะอึกในระบบประสาทส่วนกลาง [2,3,6] นอกจากนี้ baclofen ยังช่วยลดการคลายตัวชั่วคราวของหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง (transient lower esophageal sphincter relaxation; TLESR) ซึ่งอาจช่วยลดการเกิดกรดไหลย้อนที่เป็นปัจจัยกระตุ้นอาการสะอึกได้ [2] จากการศึกษา RCT ในผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง (stroke) ที่มีอาการสะอึกแบบ persistent จำนวน 30 ราย พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับ baclofen ขนาด 10 mg รับประทานวันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 5 วัน สามารถหยุดสะอึกได้ 14 จาก 15 ราย เทียบกับกลุ่ม placebo ที่หยุดสะอึกได้ 2 จาก 15 ราย (RR 7.00, 95% CI 1.91–25.62, p = 0.003) [7] อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้มีจำนวนผู้ป่วยค่อนข้างน้อยและศึกษาเฉพาะผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง จึงอาจไม่สามารถนำผลไปสรุปประสิทธิภาพในผู้ป่วยสะอึกจากทุกสาเหตุได้โดยตรง นอกจากนี้ จากการศึกษาทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยจำนวน 301 ราย พบว่ามีผู้ป่วยประมาณ 35% ที่อาการสะอึกทุเลาหลังได้รับ baclofen ซึ่งไม่ถึงเกณฑ์ประสิทธิภาพที่ผู้วิจัยกำหนดไว้ล่วงหน้าที่ 75% อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์แบบ univariable พบความสัมพันธ์ที่อาจบ่งชี้ถึงประโยชน์ของยาในผู้ป่วยที่มีอาการสะอึกนานกว่า 48 ชั่วโมง (OR 0.51, 95% CI 0.29–0.91, p = 0.02) โดยการแปลผลค่า OR จำเป็นต้องพิจารณานิยามผลลัพธ์ที่ใช้ในการศึกษา ผู้วิจัยจึงสรุปว่าควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันประสิทธิภาพของ baclofen ในการรักษาอาการสะอึก [8] 

ในด้านความปลอดภัย อาการไม่พึงประสงค์ที่พบจากการใช้ baclofen ได้แก่ ง่วงซึม (10–63%) เวียนศีรษะ (5–15%) อ่อนแรง (5–15%) คลื่นไส้ (4–12%) สับสน (1–11%) [6] โดยยาอาจเสริมฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลางเมื่อใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์หรือยากดประสาทชนิดอื่น และการหยุด baclofen ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เนื่องจากการหยุดยาทันทีหลังใช้ต่อเนื่องระยะยาว อาจทำให้เกิดอาการถอนยา เช่น ประสาทหลอน ชัก ไข้สูง และในรายรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต จึงควรค่อย ๆ ลดขนาดยา [6] อย่างไรก็ตาม ในการศึกษา RCT ในผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง พบว่าการใช้ baclofen ระยะสั้นเพียง 5 วันแล้วหยุดยา ไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง [7] อีกทั้ง baclofen ต้องระมัดระวังอย่างมากในผู้ป่วยไตบกพร่อง เนื่องจากถูกขับออกทางไตเป็นหลัก จึงพิจารณาปรับลดขนาดยาหรือหลีกเลี่ยงการใช้ตามระดับการทำงานของไต [6] โดยมีรายงานการเกิดพิษต่อระบบประสาท เช่น encephalopathy ภาวะหมดสติ (coma) และภาวะกดการหายใจในผู้ป่วยโรคไตที่ได้รับ baclofen เพื่อรักษาอาการสะอึก [3] 

ยาทางเลือกอื่น

สำหรับยาทางเลือกอื่นที่อาจพบได้ในร้านยา ได้แก่ ยากลุ่ม proton pump inhibitors (PPIs) และ alginate ซึ่งอาจพิจารณาใช้เมื่อสงสัยว่าภาวะกรดไหลย้อน (GERD) เป็นปัจจัยกระตุ้นอาการสะอึก [2] โดยยากลุ่ม PPIs ช่วยลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร ขณะที่ alginate ช่วยสร้างชั้นกั้นการไหลย้อนของสารในกระเพาะอาหาร ทั้งนี้ยาเหล่านี้ไม่ได้ออกฤทธิ์ยับยั้งวงจรรีเฟล็กซ์การสะอึกโดยตรง แต่เป็นการรักษาปัจจัยกระตุ้นที่อาจเกี่ยวข้องกับอาการสะอึก ส่วนยาอื่นที่มีรายงานการใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการสะอึกเรื้อรัง ได้แก่ orphenadrine, amitriptyline, chlorpromazine, gabapentin และ nifedipine [3] อย่างไรก็ตาม หลักฐานด้านประสิทธิภาพของยาเหล่านี้ยังมีจำกัด และอาจมีอาการไม่พึงประสงค์หรือข้อควรระวังที่สำคัญ จึงควรได้รับการประเมินหาสาเหตุและพิจารณาการใช้ยาโดยแพทย์ ไม่แนะนำให้ผู้ป่วยซื้อยาดังกล่าวมาใช้รักษาอาการสะอึกด้วยตนเอง


เอกสารอ้างอิง

1. Moretto EN, Wee B, Wiffen PJ, Murchison AG. Interventions for treating persistent and intractable hiccups in adults. Cochrane Database Syst Rev. 2013;(1):CD008768. doi:10.1002/14651858.CD008768.pub2
2. Steger M, Schneemann M, Fox M. Systemic review: the pathogenesis and pharmacological treatment of hiccups. Aliment Pharmacol Ther. 2015;42(9):1037-50. doi:10.1111/apt.13374
3. Polito NB, Fellows SE. Pharmacologic interventions for intractable and persistent hiccups: a systematic review. J Emerg Med. 2017;53(4):540-9. doi:10.1016/j.jemermed.2017.05.033
4. Reglan (metoclopramide) tablets [Internet]. Baudette (MN): ANI Pharmaceuticals, Inc.; 2017 Aug [cited 2026 Oct 30]. Available from: https://www.accessdata.fda.gov/drugsatfda_docs/label/2017/017854s062lbl.pdf
5. Wang T, Wang D. Metoclopramide for patients with intractable hiccups: a multicentre, randomised, controlled pilot study. Intern Med J. 2014;44(12a):1205-9. doi:10.1111/imj.12542
6. Lyvispah (baclofen) oral granules [Internet]. Roswell (GA): Saol Therapeutics, Inc.; 2021 Nov [cited 2026 Oct 30]. Available from: https://www.accessdata.fda.gov/drugsatfda_docs/label/2021/215422lbl.pdf
7. Zhang C, Zhang R, Zhang S, Xu M, Zhang S. Baclofen for stroke patients with persistent hiccups: a randomized, double-blind, placebo-controlled trial. Trials. 2014;15:295. doi:10.1186/1745-6215-15-295
8. Ehret CJ, Martin N, Jatoi A. Baclofen for hiccups: a large mixed methods multisite study. BMJ Support Palliat Care. 2023;13(e3):e1405-8. doi:10.1136/spcare-2022-003764